เข้าสู่ระบบอธินแต้มยาแก้ฟกช้ำที่มุมปากพลางร้องซี้ดไปด้วย ปราบดาเห็นแล้วอดขำไม่ได้
“ผู้หญิงที่ไหนวะกล้ากระตุกหนวดเสืออย่างมึงได้”
“แฟนกูเอง” อธินตอบอู้อี้เพราะยังเจ็บปากอยู่
ปราบดาสำลักกาแฟพุ่งพรวดออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘แฟน’ จากปากอธิน เพราะเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนฝูงว่าตั้งแต่อธินเลิกกับแพรวพรรณเมื่อหลายปีก่อน เขาก็ไม่คิดที่จะคบใครจริงจังหรือยอมเรียกใครว่าแฟนอีกเลย
อธินเป็นผู้ชายหน้าตาดี มีเสน่ห์ ขี้เล่นและเป็นกันเอง ดังนั้นจึงมีหญิงสาวมากหน้าหลายตาวนเวียนอยู่รอบตัว แม้อธินจะไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ จึงทำให้ดูเหมือนเป็นผู้ชายเจ้าชู้
“คบกันนานหรือยัง เก็บเงียบไม่พามาแนะนำให้เพื่อนรู้จักบ้างเลย” ปราบดาซักถามอย่างตื่นเต้น
“เย็นนี้มึงก็จะได้เจอ” อธินหลับตาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดอย่างอ่อนใจแล้วเอนกายพิงพนักเก้าอี้สีหน้ามีแววกังวลเกี่ยวกับงานเย็นนี้นิดหน่อย
อธินในชุดสูทสากลภูมิฐานและเป็นทางการเดินลงมาจากชั้นสอง ของคฤหาสน์ริมทะเลซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศของครอบครัว
“วันนี้คุณหนูของป้าหล่อจังเลยค่ะ” ป้านวลทักคุณหนูตัวโตของเธอด้วยแววตาเปี่ยมรัก
“ก็เพราะป้านวลไงครับที่เตรียมชุดนี้มาให้ผม”
อธินส่งยิ้มให้หญิงสูงวัยก่อนจะเดินเลยไปที่โถงรับแขก ซึ่งคุณหญิงนลินีที่อยู่ในชุดราตรีหรูพร้อมเครื่องประดับเพชรชุดใหญ่ที่กระพริบพราวอยู่เต็มตัวได้นั่งรอเขาอยู่ที่โซฟาชุดใหญ่อลังการซึ่งส่งตรงมาจากประเทศอิตาลี
“ไปกันได้แล้ว” คุณหญิงนลินีบอกลูกชายคนกลางพลางลุกขึ้นยืน
“ผมต้องไปรับเพื่อนก่อนแล้วจะตามไปทีหลังครับคุณแม่”
คุณหญิงนลินีหวั่นใจขึ้นทันทีที่ได้ยินคำตอบจากลูกชายหัวดื้อแต่ก็ทำใจเย็นไว้ก่อน เพราะรู้จักนิสัยลูกชายคนนี้ดีว่าหากพูดจารุนแรงไปก็มีแต่จะแตกหัก
“ตามไปเร็วๆ ก็แล้วกัน ป่านนี้ธันว์กับธารคงมาถึงงานแล้ว”
“พี่ธันว์กับยัยธารก็มางานนี้ด้วยเหรอครับ”
อธินรู้ดีว่าคุณหญิงนลินีมีวัตถุประสงค์แอบแฝงในการบังคับให้เขาไปร่วมงานเปิดตัวโรงแรมสาขาของนายสมบัติเพื่อนร่วมวงการธุรกิจ แต่เขาไม่คิดว่ามารดาของเขาจะให้ธันวาเกษมและธารวารินทร์ขับรถจากกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมงานนี้ด้วย
“ไปถึงงานแล้วก็ทำตัวให้ดีด้วย” คุณหญิงนลินีไม่ตอบคำถามบุตรชาย หากแต่กล่าวกำชับแล้วก้าวเดินออกจากห้อง
“ผมรู้นะครับว่าคืนนี้คุณแม่คิดจะทำอะไร”
คุณหญิงนลินีหยุดกึก สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มไว้ด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตเชิดขึ้นก่อนพูดโดยไม่หันหลังกลับไปมองหน้าลูกชาย
“ในเมื่อรู้แล้วก็ช่วยให้ความร่วมมือกับแม่ด้วย” เมื่อสิ้นประโยคนั้น คุณหญิงนลินีก็ก้าวเท้ายาวๆ ออกไปขึ้นรถยุโรปคันหรูซึ่งคนขับรถนำมาจอดรออยู่ที่หน้าคฤหาสน์
ป้านวลซึ่งลอบสังเกตการณ์อยู่หลังตู้โชว์เดินเข้ามาลูบต้นแขนอธินเป็นการปลอบประโลม
“ใจเย็นๆ นะคะคุณหนู”
“ผมยอมคุณแม่ได้แค่เรื่องงานเรื่องเดียวเท่านั้นเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำเพื่อคุณพ่อได้ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม ส่วน ‘เรื่องอื่น’ ผมขอเป็นคนเลือกเอง”
อธินย้ำประโยคสุดท้ายเสียงหนักจนป้านวลนึกหวั่นใจกลัวจะเกิดเรื่องที่งานคืนนี้
นันทลีตาค้างมองอธินที่ก้าวเดินขึ้นมาบนระเบียงบ้านพักอย่างตกตะลึงในความหล่อและบุคลิกภาพที่ดูดีของเขาซึ่งต่างจากการพบกันในตอนเช้าที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
ในตอนนั้นชายหนุ่มปรากฏกายในคราบของผู้ชายมาดเซอร์ สวมเสื้อยืดสีขาวพิมพ์ลายตัวอักษรภาษาอังกฤษสีดำเรียบๆ ที่ด้านหน้ากับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อนและสวมรองเท้าแตะแบบลำลองเท่านั้น แต่ขณะนี้เขามาในชุดสูทสากลที่ตัดเย็บอย่างดี มองปราดเดียวนันทลีก็รู้ว่าเป็นยี่ห้อยุโรปชื่อดังราคาชุดละหลายหมื่นบาท
“คุณลีครับ” อธินเดินเข้ามาประชิดตัวนันทลีแล้วดีดนิ้วเสียงดังเปาะ
นันทลีสะดุ้งรู้สึกตัวแล้วยิ้มแก้เก้อพร้อมกล่าวทักทาย “มารับเมใช่มั้ยคะ”
“ครับ” อธินตอบรับพลางกวาดตามองไปทั่วบริเวณ
“เมแต่งตัวอยู่ในห้องค่ะ เดี๋ยวลีไปตามให้” นันทลีรีบบอกอย่างรู้ทันสายตาของผู้มาเยือน
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่รีบ” อธินห้ามเจ้าบ้านไว้เมื่อเธอทำท่าจะลุกไปตามเมษิตา เขาไม่ได้รีบ ดังนั้นจึงยินดีที่จะรอมากกว่าที่จะไปสะกิดให้แม่มังกรพ่นไฟอารมณ์เสีย
ไม่นานนักเมษิตาก็ออกมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าอธินด้วยชุดราตรียาวเกาะอกสีชมพูหวานที่เขาเป็นผู้นำมาให้เมื่อเช้านี้ สีชมพูอ่อนของชุดช่วยขับให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วนั้นยิ่งขาวอมชมพูชวนมองมากขึ้นไปอีก ใบหน้ารีรูปไข่ของเมษิตาถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีชมพูเข้ากันได้ดีกับชุดที่สวมใส่ ผมยาวดำขลับที่ปลิวกระเซิงในวันที่อธินพบเธอครั้งแรกได้ถูกเกล้าขึ้นและจัดทรงอย่างสวยงามตามสมัยนิยม
อธินมองเมษิตาตาไม่กะพริบราวถูกสะกดไว้ด้วยความงามของหญิงสาวเบื้องหน้า ชายหนุ่มยอมรับในความสวยของเธอตั้งแต่แรกพบแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าลูกแมวมอมแมมที่เขาเคยช่วยขึ้นมาจากทะเลในวันก่อนนั้นจะหมดจดงดงามได้ถึงเพียงนี้
“ฉันสวยจนตะลึงตาค้างเลยหรือไงคุณ” เสียงแหลมกึ่งประชดของเมษิตากระตุกให้อธินตื่นจากอาการตะลึงงัน
“แบบนี้แถวบ้านผมไม่เรียกว่าสวยหรอก” ชายหนุ่มโต้กลับด้วยคำพูดที่สวนทางกับความคิด
“โอ้โห เมใส่ชุดนี้แล้วสวยมากเลย” นันทลีกล่าวชื่นชมเพื่อนแล้วหันไปพูดกับอธิน
“คุณอธินเลือกขนาดชุดได้พอดีตัวเมเป๊ะ” พูดพลางเข้าไปจับบริเวณเอวของเพื่อนสาวหมุนไปมา
“ผมวัดมาแล้วด้วยมือของผมเองนี่ครับคุณลี” อธินยิ้มยั่วใส่แววตาคู่สวยของเมษิตาที่จ้องเขม็งมาที่เขา
“พูดน้อยๆ หน่อยคุณ วันนี้ฉันสวย ไม่อยากอารมณ์เสีย”
อธินนึกขำคำพูดของเมษิตาแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะวันนี้เธอสวยจริงๆ แล้วไม่ใช่สวยธรรมดา สวยมากด้วย ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนประชิดตัวเมษิตาแล้วส่งแขนให้โดยหมายจะให้เธอคล้องแต่หญิงสาวกลับผลักแขนของเขาออกอย่างแรงแล้วหันไปพูดกับเพื่อนสาว
“ลีอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ลีอยู่ได้ สบายมาก”
“เสร็จงานแล้วผมจะรีบพาคุณเมกลับมาคืนคุณลี” อธิน กล่าวกับนันทลีสีหน้ายิ้มแย้ม
นันทลีสะดุดใจตรงคำว่า ‘เสร็จงาน’ แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไรอธินก็เดินนำเมษิตาลงจากบ้านพักไปแล้ว
สองหนุ่มสาวพากันเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวในรีสอร์ตจนมาถึงรถยนต์ยุโรปรุ่นใหม่ล่าสุดราคาแพงลิบที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้า เมษิตามองหน้าอธินอย่างไม่อยากเชื่อ
“ผิดคันหรือเปล่าคุณ?”
แทนคำตอบ อธินล้วงกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดปุ่มปลดล็อกจากนั้นเขาจึงเปิดประตูรถแล้วผายมือเชื้อเชิญให้หญิงสาวเข้าไปนั่งด้านใน
“เชิญคร้าบ...คุณผู้หญิง” เขาลากเสียงยาวอย่างกวนอารมณ์พร้อมค้อมศีรษะลงต่ำจนแทบจะถึงเอว
“ถามจริง ไปเอารถใครมา” เมษิตายังแคลงใจเพราะไม่คิดว่าผู้ชายมาดเซอร์อย่างอธินจะขับรถยนต์สัญชาติยุโรปราคาหลายล้านบาทอย่างนี้ได้
“ขึ้นไปเถอะน่าคุณ ผมรับรองว่าผมไม่ได้ไปขโมยใครมาหรอก” อธินพูดพลางดันหลังเมษิตาให้เข้าไปภายในตัวรถ หลังจากปิดประตูรถเรียบร้อยแล้วเขาก็วิ่งอ้อมไปประจำที่คนขับทันที
รถยนต์คันหรูของอธินแล่นออกจากรีสอร์ตมาไกลมากแล้วแต่ภายในรถยังคงเงียบสนิทผิดจากทุกครั้งที่ทั้งคู่เจอกันซึ่งจะต้องมีการต่อปากต่อคำกันอยู่เสมอ เจ้าของรถมิอาจทนกับสถานการณ์อันชวนอึดอัดเช่นนี้ได้จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการเปิดเพลงคลอเบาๆ จนกระทั่งเพลงเล่นจบไปสามเพลงแต่หญิงสาวข้างกายเขาก็ยังคงนั่งนิ่งดวงตาของเธอมองเหม่อไปยังถนนเบื้องหน้าอย่างไม่อาจคาดเดาความคิด เขาจึงตัดสินใจทำลายความเงียบงันอันแสนอึดอัด
“ไม่คิดจะถามอะไรผมสักคำเลยเหรอ ไม่กลัวผมหลอกพาคุณไปขายหรือไง” อธินตั้งใจยั่วโทสะ
“ฉันไว้ใจคุณได้ใช่มั้ย” เมษิตาหันไปสบตาอธินด้วยแววตาที่จริงจังกว่าทุกครั้ง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจริงจัง อธินจึงตอบกลับด้วยอารมณ์เดียวกัน “ผมสัญญาด้วยเกียรติของผมว่าคุณจะปลอดภัยและการทำงานครั้งนี้คุณจะไม่เสียหายใดๆ ทั้งสิ้น”
เมษิตาหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าแล้วนิ่งเงียบดังเดิม หญิงสาวไม่รู้ว่าถนนสายนี้จะพาเธอไปพบกับอะไร แต่ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว เธอก็พร้อมเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
พนักงานต้อนรับที่ยืนประจำอยู่ด้านหน้าประตูโรงแรมซันสวีตซึ่ง เป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาวรีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถด้านที่เมษิตานั่งอยู่ทันทีที่รถของอธินเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตู
เมษิตาก้าวลงจากรถอย่างงุนงงเพราะไม่คาดคิดว่าอธินจะพาเธอมายังโรงแรมหรูขนาดนี้ ส่วนอธินนั้นเดินอ้อมจากอีกด้านของรถมายืนคู่กับเธอแล้วส่งกุญแจรถให้พนักงานเพื่อนำรถไปจอดยังที่จอดรถของโรงแรม
“พร้อมมั้ย”
“ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“แค่เป็นตัวของตัวเอง ผมขออย่างเดียว อย่าเถียงแล้วก็อย่าปฏิเสธไม่ว่าผมจะพูดหรือจะทำอะไรก็ตาม โอเค้...?”
เมษิตาไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่อธินบอกแต่ก็คร้านจะถามให้มากความเพราะไหนๆ เธอก็ถลำตัวมาถึงขั้นนี้แล้วหากคิดกลับลำก็คงไม่ทัน และหากความต้องการของอธินมีเพียงเท่านี้จริงๆ ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่เธอจะทำเพื่อแลกกับสร้อยคอที่ถูกเขายึดไว้
อธินเดินนำเมษิตาเข้าไปด้านในโรงแรม เดินผ่านล็อบบี้ตรงไปยังบันไดซึ่งอยู่ลึกเข้าไปภายในตัวอาคาร บันไดที่จะขึ้นไปสู่ห้องจัดเลี้ยงปูพรมแดงใหม่เอี่ยมจนเมษิตาไม่กล้าเหยียบ ร่างเพรียวสมส่วนในชุดราตรียาวระพื้นหยุดอ่านป้ายแสดงรายละเอียดของงานที่ถูกตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้น ป้ายนั้นบอกว่าเป็นงานเปิดตัวโรงแรมซันสวีตสาขาหัวหิน
“เรากำลังจะไปร่วมงานนี้แหละ” อธินเดินเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วพูดออกมาเบาๆ
เมษิตารับฟังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปพลางคิดว่าชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างเธอผู้นี้เป็นใครกันแน่ ทำไมเขาถึงได้รับเกียรติให้เป็นแขกรับเชิญมาร่วมงานเปิดตัวโรงแรมหรูแห่งนี้ หญิงสาวมั่นใจว่าเขาต้องไม่ได้เป็นช่างภาพมาดเซอร์ธรรมดาๆ อย่างที่เธอเคยคิดไว้แน่นอน
“ว้าย!”
เมษิตามัวแต่ใจลอยคิดถึงฐานะที่แท้จริงของอธินจนเดินสะดุดชายกระโปรงเกือบพลัดตกบันได โชคดีที่อธินคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทัน
“ระวัง!”
“ฉวยโอกาสอีกแล้วนะตาบ้านี่” หญิงสาวรีบแกะแขนแข็งแรงนั้นออกทันทีที่ตั้งหลักได้
“วันหลังไม่ช่วยแล้ว จะปล่อยให้กลิ้งตกบันไดไปเลย” อธินหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสาความเจ้าอารมณ์ของหญิงสาว
ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่คลาคล่ำไปด้วยแขกผู้มีเกียรติและมีชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูงแทบทั้งสิ้น อย่างเช่นหญิงวัยสี่สิบตอนปลายที่กำลังยืนคุยอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่ที่ด้านในก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของเมษิตาดีเพราะเคยเห็นเธอผ่านจอโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงคนรุ่นหนุ่มสาวที่จับกลุ่มคุยกันอยู่ทั่วบริเวณงานก็ล้วนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น ‘เซเลปฯ’ ด้วยกันทุกคน ปราบดาซึ่งเป็นหนึ่งในหนุ่มสาวกลุ่มนั้นโบกมือทักทายอธินแล้วผละออกจากกลุ่ม
“ทำไมมาช้านักวะ นึกว่าจะเบี้ยวซะแล้ว”
“ขืนเบี้ยวซิ แม่กูเอาตาย” อธินพูดอย่างเซ็งๆ
“ไม่คิดจะแนะนำให้เพื่อนได้รู้จักหน่อยเหรอ” ปราบดากระแทกไหล่อธินเบาๆ แล้วหันไปยิ้มทักทายเมษิตา
“นี่คุณเม แฟนกูเอง”
เมษิตาปรี๊ดปรอทแทบแตกเมื่อได้ยินอธินแนะนำว่าเธอเป็นแฟนของเขา อธินพอจะเดาอารมณ์ของหญิงสาวข้างกายได้จึงรีบยกมือขึ้นโอบไหล่เธอแล้วบีบเบาๆ เพื่อเตือนเรื่องข้อตกลงที่คุยกันไว้ก่อนเข้างาน
“นี่ปราบดาเพื่อนผมที่บอกคุณไว้ตอนก่อนเข้างานไงครับที่รัก” เขาเน้นหนักที่คำว่า ‘ก่อนเข้างาน’ เพื่อเตือนความจำของหญิงสาว
เมษิตานึกถึงข้อตกลงขึ้นมาได้ว่า ห้ามเถียงและห้ามปฏิเสธไม่ว่าอธินจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ดังนั้นเธอจึงได้แต่ฝืนยิ้มให้ปราบดาแล้วเบี่ยงตัวออกจากการโอบของอธินอย่างแนบเนียนจนปราบดาไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณปราบดา” เมษิตาทักทายพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานชนิดที่อธินไม่เคยเห็นมาก่อน
“เช่นกันครับ ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงหน้าหวานอย่างคุณเมจะหมัดหนักขนาดนี้” ปราบดาพูดพลางมองรอยช้ำที่มุมปากของอธินแล้วหัวเราะร่วน
เมษิตารู้ดีว่าปราบดาหมายถึงอะไรจึงปรายตามองไปที่อธินเช่นกันและทันได้เห็นเขายกมือขึ้นลูบมุมปากซึ่งยังมีรอยช้ำให้เห็นอยู่
“นี่แค่เบาะๆ นะคะ” เมษิตากลั้นขำจนเจ็บแก้ม
ปราบดาหัวเราะแบบไม่เกรงใจเพื่อน มีแต่อธินคนเดียวที่ไม่สนุกด้วย
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







