LOGINร่างบางของนวินดาวิ่งพ้นกรอบประตูบานใหญ่ของตัวบ้านออก มาถึงบริเวณสวนด้านหน้า หญิงสาวหยุดยืนหอบอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำ เธอเหลียวซ้ายแลขวาคล้ายว่าจะมองหาใครบางคนอยู่สักครู่แล้วจึงออกวิ่งอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายคือประตูอัลลอยด์บานใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประตูบานที่เป็นความหวังว่าจะพาเธอหลุดพ้นไปจากความวุ่นวายทั้งหลาย ที่กำลังถาโถมเข้าใส่หัวใจของเธออยู่ตอนนี้
ทันทีที่นวินดาวิ่งเข้าไปใกล้ ประตูบานนั้นก็เปิดออกอย่างอัตโนมัติ จากนั้นแสงไฟหน้ารถของใครบางคนก็สาดเข้ามาปะทะร่างบางที่ยืนขวางอยู่กลางถนนเส้นเล็กๆ ที่ทอดยาวจากตัวบ้านมายังประตูทางออกนี้ หญิงสาวยกหลังมือขึ้นบังแสงไฟแล้วหรี่ดวงตาที่ยังคงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตามองไปยังรถคันนั้นและเห็นว่าคนขับกำลังเปิดประตูรถและวิ่งตรงเข้ามาหาเธออย่างเร็ว
“ดา!” ธันวาเกษมร้องเรียกอย่างตกใจ เมื่อเห็นนวินดาวิ่งออกมาจากบ้าน และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของหญิงสาวนองด้วยน้ำตา ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้แต่เพียงว่าเขารู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นเธอต้องร้องไห้
“พี่ธันว์...” นวินดาร้องเรียกชื่อของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความดีใจ เพียงแค่เห็นชายคนนี้ยืนอยู่ตรงหน้า เธอก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาทันที “พี่ธันว์ช่วยพาดาออกไปจากที่นี่ทีเถอะนะคะ”
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“อย่าเพิ่งถามอะไรดาตอนนี้เลยค่ะ ช่วยพาดาไปจากที่นี่ก่อน เร็วเถอะค่ะพี่ธันว์” นวินดาละล่ำละลักบอกเมื่อหันไปเห็นผู้เป็นบิดาวิ่งตามออกมาติดๆ
ธันวาเกษมและนวินดาพากันรีบวิ่งขึ้นรถ จากนั้นสารถีหนุ่มก็ถอยรถออกจากประตูบ้าน แล้วขับออกไปด้วยความเร็วสูง แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ธันวาเกษมก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและปกป้องผู้หญิงที่เขารักในทุกสถานการณ์
ธันวาเกษมขับรถพานวินดาออกมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่งแล้วจอดรถเข้าข้างทาง จากนั้นจึงชวนหญิงสาวลงไปเดินเล่น เผื่อว่าจะทำให้เธอคลายเศร้าลงไปได้บ้าง
“เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มเอ่ยถามขณะเดินนำหญิงสาวเข้าไปที่สวนสาธารณะแห่งนั้น
นวินดาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะก้าวตามธันวาเกษมไปนั่งที่ม้านั่งตัวยาวใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วเล่าเรื่องราวที่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง กับผู้ชายคนนี้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ที่จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างได้โดยไม่มีอะไรต้องปิดบัง
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณเมจะกล้าทำอย่างนั้น” ธันวาเกษมเอ่ยออกมาเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง
“ดาเข้าใจคุณเมนะคะ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมให้คนรักของตัวเองไปแต่งงานกับคนอื่นได้หรอกค่ะ” นวินดากล่าวพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ระยิบระยับด้วยดวงดาวอยู่เบื้องหน้า
“ดาโอเคมั้ยครับที่เรื่องมันจบลงแบบนี้” ธันวาเกษมถามเมื่อหันไปเห็นดวงตาคู่หวานยังคงชื้นน้ำตาอยู่
ใบหน้ารีรูปไข่ที่ถูกล้อมไว้ด้วยกลุ่มผมดำขลับ ซึ่งถูกม้วนเป็นลอนอย่างสวยงามตามสมัยนิยม หันมายิ้มให้คนถาม เป็นรอยยิ้มที่ยิ้มทั้งใบหน้าและดวงตา เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจ ก่อนจะบอกว่า “ดารู้สึกสบายใจมากเลยค่ะพี่ธันว์ ตอนนี้ดารู้สึกโล่งอกมาก มันเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกเลย”
ธันวาเกษมพลอยยิ้มไปกับเธอด้วย นี่นับเป็นรอยยิ้มแรกของนวินดาเลยก็ว่าได้ที่เขาเห็น เพราะการพบกันแต่ละครั้งที่ผ่านมา หญิงสาวมักจะมีน้ำตาให้เห็นอยู่เสมอ
“ดารู้ใจตัวเองแล้วว่าจริงๆ แล้วดาไม่ได้รักพี่ธินแบบคนรัก พี่ธินเป็นเหมือนพี่ชายมากกว่าค่ะ”
“อะไรทำให้ดามั่นใจอย่างนั้น” ชายหนุ่มอดที่จะถามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองไม่ได้
“ก็ตอนที่คุณเมมาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า เธอจะไม่ยอมให้พี่ธินแต่งงานกับดาน่ะ ดาไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิด ดากลับรู้สึกสงสารคุณเมมากกว่า ตอนนั้นดาก็ตัดสินใจได้โดยไม่ลังเลยล่ะค่ะว่า ดาจะไม่แต่งงานกับพี่ธิน” นวินดาแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสบายใจที่สุด
“ถ้าดาไม่ได้เสียใจ แล้วทำไมดาถึงได้วิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านอย่างนั้นล่ะครับ”
“ที่ดาร้องไห้เป็นเพราะไม่มีใครเข้าใจดาเลยต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่พี่ธันว์ ทุกคนยังคงยืนกรานจะให้มีงานแต่งงานเกิดขึ้นตามเดิม” หญิงสาวหันมามองหน้าคนที่นั่งข้างๆ แล้วพินิจมองใบหน้าคมสันนั้นแล้วคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยถามเขาว่า “พี่ธันว์รู้มั้ยคะว่าในนาทีที่ไม่มีใครเข้าใจดาเลย ดาคิดถึงใครมากที่สุด”
“ใครครับ” คิ้วหนาของธันวาเกษมขมวดเข้าหากันอย่างนึกไม่ออกจริงๆ
“ก็พี่ธันว์ไงคะ” หญิงสาวตอบชัดเจนแล้วประสานสายตากับดวงตาอบอุ่นของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ติดกัน
“หืม...” คนฟังส่งเสียงเบาๆ ในลำคออย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ทั้งดีใจ ทั้งประหม่า ทั้งเขินอาย ที่กำลังถูกคนที่ตนแอบรักเผยความในใจออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้ตั้งตัว
“พี่ดีใจนะครับ ที่คนที่ดาคิดถึงในเวลาที่ดาเป็นทุกข์ที่สุดคือพี่ อย่างที่พี่เคยบอกดาว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่ธันว์คนนี้จะอยู่ข้างๆ ดาเสมอนะครับ”
“ดาจำได้ค่ะ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดพราวขึ้นบนใบหน้า เพราะในวันนี้ ขณะที่เธอต้องการใครสักคน ธันวาเกษมก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอราวปาฏิหาริย์จริงๆ
ธันวาเกษมเอื้อมมือเข้าหามือเรียวของนวินดาที่เกาะยึดอยู่ตรงขอบพื้นม้านั่งข้างลำตัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ และในที่สุดเขาก็กลั้นใจประทับฝ่ามือของตนไว้บนมือนุ่มนั้น นวินดาก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มอิ่มใจเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกอีกฝ่ายกุมมือไว้
ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนที่ชื้นน้ำค้าง ซึ่งพัดผ่านมากระทบผิวกายให้ทั้งคู่หนาวเย็นอยู่เป็นระยะ ทว่าภายในหัวใจทั้งสองดวงนั้นกลับอบอุ่นขึ้นมาได้ เพียงแค่มีสัมผัสแผ่วเบาจากคนที่หัวใจต้องการ
“ขอบคุณนะคะพี่ธันว์” จู่ๆ นวินดาก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“ขอบคุณพี่เรื่องอะไรครับ”
“ขอบคุณที่พี่ธันว์นั่งอยู่ตรงนี้กับดา แค่มีพี่ธันว์อยู่ข้างๆ แค่นี้ดาก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ”
ธันวาเกษมแค่เพียงยิ้มรับคำพูดนั้น สองหนุ่มสาวนั่งเคียงข้างและกุมมือกันอย่างเงียบเชียบภายใต้ราตรีที่มีเพียงแสงเดือนและแสงสาวเป็นเพื่อน โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ แต่ทั้งคู่ก็อุ่นใจที่มีกันและกันอยู่เคียงข้าง
หลังจากที่นวินดาวิ่งหนีออกมาจากคฤหาสน์หลังงามของอธินได้ไม่นาน อธินก็พาเมษิตาออกมาจากที่นั่นด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มจับหญิงสาวตัวก่อเหตุยัดใส่รถยนต์ของเธอที่จอดอยู่หน้าบ้านของเขาและขับรถคันนั้นออกมาด้วยความเร็วสูง
สารถีหนุ่มขับรถทะยานไปข้างหน้าโดยไม่พูดไม่จา เช่นเดียวกับผู้โดยสารสาวที่นั่งเงียบกริบมาตลอดทางเช่นกัน เนิ่นนานจนรถคันนั้นมาหยุดอยู่ที่ใต้สะพานแขวนแห่งหนึ่ง อธินจอดรถแล้วเปิดประตูเดินอ้อมไปยังฝั่งที่เมษิตานั่งอยู่แล้วเปิดประตูรถด้านนั้นออก จากนั้นฝ่ามือหนาจึงเอื้อมลงไปฉุดข้อมือของหญิงสาวที่นั่งหน้าเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ให้ออกมาข้างนอกตัวรถ “ลงมาคุยกันหน่อยสิคุณ”
เจ้าของข้อมือเล็กนั้นนั่งนิ่งไม่ไหวติง
“ลงมาคุยกันก่อนนะ” อธินกล่าวซ้ำพร้อมกับออกแรงฉุดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คนถูกฉุดยอมก้าวลงจากรถแต่ก็เป็นการลงมาอย่างไม่เต็มใจสักเท่าใด
“คุณมีอะไรก็รีบพูดมา จะได้จบกันไปซะที” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างเย็นชาจนคนฟังรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ
“ทำไมคุณถึงทำอย่างนี้” อธินเอ่ยถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านเขาเมื่อครู่
“ฉันบอกคุณไปแล้วนี่ ว่าฉันกำลังทำให้ทุกอย่างมันจบอย่างที่คุณต้องการ” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นมองใบหน้าเคร่งเครียดของชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้า
“คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าวันนี้คุณทำอะไรลงไป” อธินกล่าวพลางระบายลมหายใจออกมายาวเหยียดแล้วหันหน้ามองแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวในความมืดมิดเบื้องหน้า “คุณทำให้คุณแม่ผมโกรธมาก คุณทำให้คุณสมบัติเสียหน้า คุณทำให้ดาเสียใจ สิ่งที่คุณทำในวันนี้มันไม่เป็นผลดีกับใครเลยแม้แต่กับตัวคุณเอง คุณคิดอะไรอยู่ถึงได้ทำแบบนี้”
เมษิตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านแล้วก้าวไปยืนประจันหน้ากับอธิน หญิงสาวเพ่งมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิดนั้นนิ่งนานก่อนจะระบายความอัดอั้นออกมา “นี่คือสิ่งที่คุณต้องการจากฉันตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ คุณต้องการให้ฉันทำลายงานแต่งงานของคุณกับคุณดา ฉันก็ทำให้ แล้วคุณยังจะมาว่าอะไรฉันอีก” หญิงสาวกล่าวพลางใช้มือเล็กเรียวทั้งสองข้างขยำเสื้อบริเวณหน้าออกของชายหนุ่มตรงหน้าแล้วเขย่าแรงๆ จนร่างสูงนั้นโอนเอนไปมา
แรงเขย่านั้นมีมากเท่าๆ กับความอัดอั้นตันใจที่ถูกกดไว้อยู่ภายในใจของเมษิตา ‘ใช่...คุณพูดถูก ฉันทำร้ายทุกคน แต่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อเพื่อนของฉัน...ลีเสียใจมามากแล้วฉันไม่อยากเห็นเพื่อนรักของฉันต้องเสียใจอีกแล้ว’ แม้ว่าลึกๆ แล้วเจ้าตัวจะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เหตุผลสำหรับการกระทำในวันนี้ แต่มันก็เป็นเหตุผลเดียวที่พอจะทำให้เธอต่อสู้กับความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปเมื่อครู่นี้ได้บ้าง
อธินปล่อยให้คนตัวเล็กนั้นจับเขาเขย่าไปมาตามแต่เธอจะพอใจ เนิ่นนานกว่ามือเรียวนั้นจะหยุด ทว่าก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากเสื้อเขาอยู่ดี ชายหนุ่มจึงยกมือหนาของตนขึ้นกุมมือเธอไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่คลายมึนตึงลงแล้วว่า “หมดแรงแล้วสิท่า”
ร่างเล็กตรงหน้าเงยหน้าขึ้นแล้วเม้มปากอย่างขัดใจและทำท่าจะขยับปากเถียงแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมือหนาที่กุมมือเธอยู่นั้นเลื่อนมาแตะที่ริมฝีปากบางได้รูปของเธอเสียก่อน จากนั้นชายหนุ่มจึงใช้ปลายนิ้วโป้งไล้อย่างแผ่วเบามายังมุมปากซึ่งบวมช้ำจากการถูกตบอย่างเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ในมุมสลัว
“เจ็บมั้ย” อธินเอ่ยถามราวกับเจ็บไปด้วย แล้วโน้มใบหน้าลงมาดูรอยแผลนั้นใกล้ๆ ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
‘เจ็บสิ...เจ็บมากด้วย ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยโดนใครตบมาก่อนเลยนะ’ หญิงสาวร้องตะโกนอยู่ภายใจ หากแต่ก็ไม่ยอมเอ่ยปากให้อธินได้รับรู้ว่าเธอนั้นทั้งเจ็บทั้งอายมากเพียงใดกับสิ่งที่ได้กระทำลงไปในวันนี้
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







