Masukบทที่ 1 จ้าวซูเม่ย2
‘OMG มันน่าเหลือเชื่อมาก อย่างกับนิยายทะลุมิติที่เคยอ่านเลย คงไม่มีพลังปราณ กำลังภายใน เหาะเหินเดินอากาศหรอกนะ’
“ของพวกนั้นที่เจ้าคิดมันก็มีบ้าง แต่แค่กำลังภายในธรรมดาเท่านั้น ไม่มีพลังวิเศษอะไรมากมายหรอกนะ”
“คุณตาเทพ ได้ยินที่หนูคิดเหรอ ว้าวเจ๋งสุดๆไปเลย”
“เอาล่ะๆ ก่อนที่ข้าจะส่งเจ้ากลับไป ข้าจะชดเชยให้กับเจ้า ความทรงจำในโลกเดิมจะยังคงอยู่เพื่อที่เจ้าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ มิติแห่งนี้ข้าจะมอบให้เจ้า แต่จงจำไว้อย่าเปิดเผยมันออกไป เพราะสิ่งนี้ไม่มีในโลกแห่งนี้ มันจะเป็นภัยต่อตัวเจ้าเอง” เทพชะตาซือมิ่งที่เห็นว่าเด็กสาวผู้นี้มีชะตาที่รออยู่ เขาจึงมอบพรที่พอจะมอบให้ได้เพื่อให้นางได้สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกที่แตกต่างนี้ได้ และเขาหวังว่านางจะฝ่าฟันมันไปได้ด้วยดี
ชายชราสะบัดแขนเบาๆ ก่อนจะปรากฏปานแดงรูปดอกบัวที่ข้อมือของซูเม่ยก่อนจะจางหายไป ซูเม่ยลูบข้อมือตนเองตรงที่มีปานเบาๆ ยกยิ้มอย่างดีใจกับของชดเชยที่คุณตาเทพให้ไว้
“คุณตาเทพ หนูขอ...” ซูเม่ยเตรียมจะเอ่ยขอบางอย่างแต่ก็ต้องโดนขัดขึ้น
“ที่โลกแห่งนี้เจ้าต้องเปลี่ยนคำพูดจาเสียใหม่ จะได้ไม่แปลกแยก ความทรงจำของจ้าวซูเม่ยน่าจะช่วยเจ้าได้ และสิ่งที่เจ้าจะขอ มีมากมายในมิติแห่งนี้ มีให้ใช้ไม่มีวันหมด เมื่อหยิบออกไปมันจะถูกเติมเต็มทันที เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว จงใช้ชีวิตให้ดี” เทพชะตาซือมิ่งเอ่ยกำชับอีกครั้ง เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความห่วงใยอีกครั้งก่อนจะค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ
“เจ้าค่ะ ท่านตาเทพ”
ซูเม่ยก้มศีรษะเคารพเทพชรา และ ตั้งมั่นในใจว่าจะใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ไม่เหมือนกับโลกเดิมที่เคยจากมา ตอนที่เป็น จางซูเม่ย เด็ดขาด
จางซูเม่ย หญิงสาวชาวจีนจากปี 2024 ซูเม่ย แพทย์หญิงวัย 28 ปี ที่ถูกบังคับให้ทำงานกับองค์กรลับผิดกฎหมาย ต้องถูกฝึกอย่างทรหด เป็นทั้งแพทย์และมือสังหาร ไม่มีอิสระ ไม่สามารถทำตามใจตน หลังจากถูกลักพาตัวไปจากครอบครัวจาง ซูเม่ยใช้เวลา 4 ปี ในการฝึกและทำงานจนกลายเป็นมือหนึ่งในองค์กร แต่ไม่นานนักองค์กรเห็นว่าในอนาคตไม่อาจควบคุมซูเม่ยได้ จึงตัดสินใจสังหารทิ้งทันที และทำให้เสี้ยวจิตนี้ถูกดึงกลับมายังที่ที่ควรอยู่
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ท่านตาเทพก็หายไป สภาพแวดล้อมรอบกายเปลี่ยนกลับกลายเป็นป่าทึบต้นไม้สูงใหญ่ ซูเม่ยลูบปานที่ข้อมือ ก่อนจะมองรอบกายอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่านางไม่ได้ฝันไป ทุกอย่างเป็นความจริง และตอนนี้นางคือ จ้าวซูเม่ย ไม่ใช่จางซูเม่ยอีกต่อไป
ซูเม่ยยันกายลุกขึ้น ก่อนจะปวดแปลบตรงกลางกาย ก่อนสมองจะคิดทบทวนจนเห็นภาพที่ ซูเม่ยคนก่อนโดนชายหนุ่มผู้หนึ่งคร่อมอยู่เหนือกาย ซาดซัดพายุแห่งอารมณ์ปรารถนาใส่กายของนางไม่หยุดยั้ง สะโพกสอบ กล้ามเนื้อแน่น กลิ่นกายของบุรุษผู้นั้นฝังลึกลงในความทรงจำ แต่สิ่งที่นางไม่อาจมองเห็นคือ ใบหน้าของบุรุษผู้นั้น ที่ใช้กำลังข่มเหงนางอย่างโหดร้ายทารุณ
“อย่าให้เจอนะ จะตัดให้สูญพันธุ์!!!” ซูเม่ยขบฟันจนดังกรอดด้วยความคับแค้นใจแทนซูเม่ยคนก่อน แต่จะว่าไปซูเม่ยคนก่อนก็คือนางเองนั่นแหละ
หลังจากเหตุการณ์นั้นนางได้สลบไป จนมาตื่นขึ้นในป่าแห่งนี้ ก่อนหน้านั้นล่ะ
จ้าวซูเม่ย หญิงสาววัย 15 ปี บิดาและมารดาที่ทำอาชีพเป็นผู้คุ้มกันหายสาบสูญไปพร้อมกองคาราวานสินค้าเมื่อไม่นานมานี้ ทิ้งทั้งนาง น้องชายน้องสาวฝาแฝดเอาไว้ในความดูแลของหัวหน้าตระกูลจ้าวซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของนางพร้อมกับเงินจำนวนหลายร้อยตำลึง แต่ด้วยบิดาของนางเป็นเพียงบุตรบุญธรรม หลานๆที่เกิดจากบุตรบุญธรรมที่หายสาบสูญไหนเลยจะมีประโยชน์อีก ด้วยความใจดำนี้ ปู่ใจยักษ์ผู้นั้นจึงนำนางไปขายให้กับหอนางโลม แม้นางและน้องๆ จะอ้อนวอนจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือดก็ไม่เป็นผล ทั้งท่านปู่ ท่านย่า รวมถึงท่านลุงและป้าสะใภ้ใหญ่ รวมถึงบรรดาลูกพี่ลูกน้องของนาง ต่างเห็นดีเห็นงามที่จะขายนาง แต่ไม่รู้จะเป็นโชคดีหรือร้ายที่น้องๆ ของนางยังเด็กนัก จึงยังถูกเก็บไว้ใช้งานในครอบครัวก่อน
พอนางถูกขายให้หอนางโลม ด้วยหน้าตาที่งดงาม แม้ร่างกายและผิวพรรณจะหยาบกร้านไปบ้าง แต่เมื่อได้รับการบำรุงขัดสีฉวีวรรณ ก็ฉายหญิงงามจนถูกใจแม่เล้า ซูเม่ยถูกเคี่ยวกรำร่ำเรียนศาสตร์ทั้ง 4 ของสตรี ทั้งวาดภาพ เดินหมาก เขียนอักษร และดนตรี ในเวลาเพียง 3 เดือนก็เชี่ยวชาญทุกด้าน เมื่อเห็นว่าซูเม่ยพร้อมแล้ว แม่เล้าก็จัดประมูลคืนแรกของนางทันที ซูเม่ยกล้ำกลืนฝืนทน แม้อยากหนีแต่ไม่อาจหนีได้ แม้อยากตายก็มิอาจทอดทิ้งน้องน้อยไปได้
ผู้ที่ประมูลคืนแรกของนางเป็นเศรษฐีแก่ผู้หนึ่งที่มาจากเมืองหลวง ซูเม่ยแม้ทำใจไว้บ้างแล้วแต่ก็ยังตรอมตรมในอก แต่ทุกอย่างกลับพลิกผันนางโดนซื้อตัวด้วยราคาหลายเท่าต่อจากเศรษฐีผู้นั้น และถูกส่งตัวไปให้บุรุษผู้หนึ่งย่ำยี ซูเม่ยที่เดิมทีเป็นเด็กสาวที่ว่าง่ายไม่มีปากเสียง จึงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองมิได้จนตรอมตรมและสิ้นใจในคืนนั้น มารู้สึกตัวอีกครั้งก็หลอมรวมดวงจิตที่ในป่าเสียแล้ว
“เฮ้อออออ ชีวิตนี้ช่างอนาถนัก” ซูเม่ยที่นึกย้อนความทรงจำ รำพึงรำพันกับความโหดร้ายที่รับรู้ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆอีกครั้ง
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







