เข้าสู่ระบบบทที่ 10 ข่าวคราวที่รอคอย1
ลมหนาวพัดผ่านไป เหมันต์ฤดูที่หนาวเหน็บและยาวนานนับ 4 เดือนสิ้นสุดลง แสงรำไรที่ส่องลงมาจากฟากฟ้าเป็นสัญญาณของการแปรเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่วสันต์ฤดู หลังจากฤดูหนาวที่โหดร้ายพายุหิมะที่บ้าคลั่งทำลายชีวิตของผู้คนไปมากมายโดยเฉพาะเมืองเปี้ยนที่อยู่ทางตอนเหนือของแคว้นซ่ง ที่มีผู้คนล้มตายจากความอดอยากและหนาวเหน็บมากมาย จนคลังเสบียงหลวงของทั้งแคว้นแทบหมดสิ้น
แตกต่างจากเมืองหยางที่ปีนี้ไม่ร้องขอเสบียงเพิ่มเติมแม้แต่เกวียนเดียว สร้างความแปลกใจให้กรมพระคลังหลวงยิ่งนัก ทั้งที่ปีที่ผ่านๆมา แม้เมืองหยางจะไม่ขาดแคลนหนักเท่าเมืองเปี้ยนที่อยู่ทางตอนเหนือ แต่ด้วยอาณาเขตที่ติดต่อกันทำให้ได้รับผลกระทบไม่น้อยเลย
ท้องพระโรงแคว้นซ่ง
“ท่านเสนาบดีเย่ ท่านทราบหรือไม่ เหตุใดทางเมืองหยางไม่มีฎีการ้องขอเสบียงในปีนี้” บุรุษในชุดสีทอง ปักลวดลายมังกร 5 เล็บเอ่ยถามเสนาบดีพระคลังหลวง สายพระเนตรกดดันพุ่งไปยังชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางขุนนางเกือบ 100 คน
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้มาพะยะค่ะ” เสนาบดีเย่ก้าวออกมาก่อนจะกราบทูลตามความจริงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“งั้นผู้ใดพอจะตอบเจิ้นแทนเสนาบดีเย่ได้บ้าง” เมื่อได้คำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ ฮ่องเต้หนุ่มวัย 26 หนาวก็กวาดสายพระเนตรมองหาขุนนางที่พอจะตอบคำถามนี้ได้
“...” เหล่าขุนนางเกรงว่าคำถามนั้นจะตกบนหัวของตนจึงก้มหน้าหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์กันเป็นพัลวัน
“หึ ช่างดียิ่ง เรื่องผิดปกติเช่นนี้พวกเจ้ากลับไม่เอะใจ หากมีข้าศึกบุกเข้ามาประชิดกำแพงเมืองหลวง พวกเจ้าก็คงยังนั่งจิบชาอยู่ที่จวนกระมัง” ฮ่องเต้โอวหยางหนิงหลงตรัสประชดประชันขุนนางด้วยเสียงอันดัง จนเหล่าขุนนางยิ่งหดหัวเก็บหางกันไปหมด
“กราบทูลฝ่าบาท เช่นนั้นเรียกเจ้าเมืองหยางเข้าเฝ้าดีหรือไม่พะยะค่ะ” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าวก้าวออกมาก่อนจะยืดอกกล่าวรายงานอย่างกล้าหาญ เขามักอวดตัวเช่นนี้ในการประชุมทุกครา แต่กระนั้น...
‘ช่างโง่งมยิ่งนัก’ สายตาขุนนางที่มักแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่างมีสายตาแตกต่างออกไป หากไปขุนนางที่เป็นพรรคพวกเดียวกันต่างมองอย่างชื่นชมในความกล้าหาญ แต่ขุนนางน้ำดีที่มีความตงฉินจะมองเหยียดอย่างสมเพชในความฉลาดน้อยของมหาเสนาบดีผู้นี้
“ท่านมหาเสนาบดีจินกล่าวเรื่องน่าขันอันใด หากเรียกเจ้าเมืองหยางเข้าเฝ้ากว่าจะเดินทางมาถึงอย่างเร็วที่สุดคงนับ 10 วัน แต่รายงานเจ้าเมืองต่างๆจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในอีกไม่เกิน 5 วัน ท่านว่าฝ่าบาทต้องการคำตอบเช่นนี้ของท่านหรือ” มหาเสนาบดีฝ่ายขวาเยี่ยจื้อจง ก้าวออกมาก่อนจะกล่าวหักหน้าคู่อริที่มักจะกราบทูลเสนอความคิดเห็นที่...โง่เง่าเสมอ
“นี่...ท่าน ฮึ่ย” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจ้องหน้าคู่อริแทบตาถลน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น แต่ก็ได้แต่ถอยกลับไปยืนที่เดิม
“กราบทูลฝ่าบาทก่อนจะเกิดพายุหิมะ ขบวนการค้าของตระกูลกระหม่อมได้เดินทางผ่านเมืองหยางพบว่ามีพืชผลอุดมสมบูรณ์ และราคาไม่แพงอย่างเมืองอื่น นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งพะยะค่ะ” มหาเสนาบดีฝ่ายขวาหลังจากจิกกัดคู่อริของตนเสร็จก็กราบทูลในสิ่งที่ตนพอจะทราบอยู่บ้าง
“อ่า เป็นเหตุผลที่พอจะเป็นไปได้ แล้วยังมีใครจะพอบอกเจิ้นได้อีกบ้าง” โอรสสวรรค์แม้จะได้คำตอบแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอจะสรุปได้ จึงยังคงกดดันให้ขุนนางฝ่ายบริหารให้คำตอบแก่เขาให้ได้
“....” ขุนนาง
“เจิ้นแจ้งแก่ใจแล้วว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองยังหูตากว้างไกลไม่เท่าขุนนางฝ่ายบู๊เสียแล้ว” ฮ่องเต้โอวหยางหนิงหลงตรัสเสียงทุ้มต่ำ
‘หึ วันนี้งิ้วโรงนี้แสดงได้ดีจริงๆ’
“ฝ่าบาทอย่าได้ตรัสเช่นนั้นกับขุนนางผู้ภักดี ใครจะมีแก่ใจตรวจสอบเรื่องนี้ต่างก็มัวพะวงว่าตระกูลของตนจะอดอยากหรือไม่ ยิ่งท้องพระคลังหลวงเหลือเสบียงมากพวกเขาก็ยิ่งอุ่นใจ ไหนเลยจะตรวจสอบว่าใครมิได้ขอเสบียงบ้าง” บุรุษชุดดำขลิบทองที่ปักลวดลายพยัคฆ์เอ่ยขึ้นมาเสียงไม่ดังไม่เบาจนเกินไป แต่เมื่อเอ่ยท่ามกลางความเงียบเสียงเย็นนั่นกลับก้องดังเย็นเหยียบไปถึงใจคนฟัง เขาเอนกายบนเก้าอี้หยกของตนช้าๆ จิบชาราคาแพงจรดริมฝีปากด้วยกิริยาน่ามอง
“โอ้วววว เป็นเช่นนั้นแล้วหรือ ช่างดี!!! ดียิ่งนัก ปากบอกว่าเป็นขุนนางรับใช้ประชาชน พวกท่านนี่มัน...” ฮ่องเต้เมื่อได้ฟังคำของพระเชษฐาก็ยกยิ้มอย่างเย้ยหยันทั้งยังรู้สึกอยากจะกวาดขุนนางในท้องพระโรงเข้าคุกหลวงขังลืมเสียให้เข็ด โอรสสวรรค์พ่นลมหายใจถี่ด้วยความกริ้วโกรธที่เพิ่มพูนมากขึ้น
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ แม้ขุนนางฝ่ายบู๊เหล่านี้จะไม่ทราบแต่กระหม่อมพอจะได้ข่าวมาเล็กน้อย” โอวหยางหนิงเฉิง หรือชินอ๋องตามยศฐา และสถานะพระเชษฐาคนสำคัญของฮ่องเต้ ยืดกายเล็กน้อยอย่างเกียจคร้านก่อนจะตรัสแทรกพระอนุชาของตนขึ้น
“...” ฮ่องเต้โอวหยางหนิงหลง มองไปยังพระเชษฐาที่นั่งต่ำกว่าเขาเล็กน้อย ก่อนจะสบพระเนตรกันอย่างรู้ทัน ทั้งที่ทราบอยู่ก่อน แต่พระเชษฐาของเขากลับชมชอบการนั่งชมงิ้วในท้องพระโรง
“ไม่มีอันใดซับซ้อนเมืองหยางได้รับบริจาคเสบียงจากตระกูลเศรษฐีเล็กๆในเมืองตระกูลหนึ่ง ไม่มากแค่หลายหมื่นชั่ง” สิ้นเสียงเย็นชาเอื่อยเฉื่อยของชินอ๋องก็ได้ยินเสียงสูดปากของขุนนางในท้องพระโรงที่พร้อมกันสูดลมหายใจอย่างตกตะลึง
‘อันใดไม่มาก อันใดแค่หลายหมื่นชั่ง’
“แต่กระนั้นคำกล่าวของมหาเสนาบดีฝ่ายขวาก็มิผิดนัก ระยะก่อนจะมีพายุหิมะมีพืชผลคุณภาพสูงขายให้ประชาชนในราคาที่ต่ำกว่าปกติเกิดขึ้นที่เมืองหยางจริงๆ” ชินอ๋องกล่าวต่อ
“กราบทูลฝ่าบาทเป็นไปไม่ได้พะยะค่ะ ครอบครัวเศรษฐีที่ไหนจะกักตุนเสบียงเผื่อไว้หลายหมื่นชั่งเพื่อบริจาค” ชายชราผู้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวขึ้น เพื่อหักล้างคำของชินอ๋อง
“ท่านไม่มีใจจะทำ!!! คนอื่นก็ทำไม่ได้หรือท่านมหาเสนาบดีจิน” แค่คำพูดประโยคเดียวที่ออกมาจากปากของชินอ๋องทำเอาขุนนางทั้งท้องพระโรงสะบัดร้อนสะบัดหนาว โดยเฉพาะมหาเสนาบดีถึงกับหน้าบิดเบี้ยวแทบจะกระอักเลือดออกมา
“....” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่อดกลั้นจนน่าดำหน้าแดงถอยกลับไปยืนที่เดิมโดยไม่มีคำพูดใดออกมา แต่ดูเหมือนว่าบุรุษชุดดำจะไม่ยอมจบเพียงเท่านั้น
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







