เข้าสู่ระบบบทที่ 10 ข่าวคราวที่รอคอย3
“ไม่เป็นไรขอรับคุณหนูใหญ่ตวนมู่ ข้าน้อยมิได้รอนานอันใด” เฝิงฮุยที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณหนูใหญ่ตวนมู่ ก็ระงับอาการตื่นตระหนกเพียงเสี้ยวลมหายใจ และกล่าวเช่นปกติ คล้ายไม่สนใจสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองซึ่งซูเม่ยชื่นชอบคนเช่นนี้
“เช่นนั้นผู้ดูแลเฝิงเชิญกล่าว” เมื่อสิ้นเสียงของซูเม่ย นางก็ได้รับกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนหนังสือสารภาพความผิดคดีใดคดีหนึ่งจากเฝิงฮุย
ซูเม่ยอ่านหนังสือสารภาพความผิดนั้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวรรคตอนหนึ่งที่ทำให้นางถึงกับสะดุด ก่อนจะรีบอ่านต่อไปด้วยความหวังแม้จะกลัวความผิดหวังมากเพียงใดก็ตาม
“ปะ...เป็นความจริงหรือผู้ดูแลเฝิง” ซูเม่ยเมื่อส่งต่อกระดาษแผ่นนั้นให้ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆที่นั่งเงียบอย่างรอคอย ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแห่งความหวัง
“ย่อมเป็นความจริงขอรับคุณหนูใหญ่ตวนมู่ เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากทางกองปราบเมืองหลวงแล้วขอรับ” เฝิงฮุยตอบด้วยความมั่นใจ
ซูเม่ยเม่อมองและเรียบเรียงข้อความสารภาพผิดในกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้ง กลุ่มโจรเขี้ยวดาบเข้าปล้นกองคาราวานสินค้า เหล่าผู้คุ้มกันเข้าต่อสู้แต่มิอาจสู้ไหว เพราะกลุ่มโจรนี้ถนัดใช้ยาพิษในการเล่นงาน แต่พิษที่ใช้มักเป็นพิษสลายกำลังเท่านั้น ทำให้คนอ่อนแรงจนหมดหนทางสู้และจำยอมถูกปล้นโดยมิต้องเสียเลือดเนื้อ ได้ทั้งของได้ทั้งคน ของที่ปล้นจะถูกแยกไปขายในหลายพื้นที่ ส่วนคนก็ถูกขายให้ตลาดค้าทาสเถื่อนแบบผิดกฎหมาย
‘ที่ไม่พบศพท่านพ่อท่านแม่เพราะเหตุนี้สินะ ท่านทั้งสองยังไม่ตายแต่โดนขายเป็นทาส’ เมื่อได้ข้อสรุปให้กับตัวเอง ซูเม่ยก็หลุดจากภวังค์ความคิดกลับสู่เหตุการณ์ตรงหน้า
“เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณผู้แลเฝิงที่นำข่าวนี้มาแจ้ง พ่อบ้านจางมอบเงินที่เหลือแก่ผู้ดูแลเฝิงด้วย” ซูเม่ยที่ได้คำตอบที่พอใจกับตัวเอง ก็ไม่ลืมรีบทำตามสัญญาที่เคยว่าจ้างสำนักคุ้มภัยติดตามข่าวการปล้นขบวนสินค้าเมื่อปีก่อน มอบเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือทันที
ผู้ดูแลเฝิงเมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่ก็ขอตัวกลับทันที เพราะคนในตระกูลตวนมู่น่าจะมีเรื่องต้องคุยกัน เขาจึงขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูใหญ่หากเป็นเช่นนี้ นายท่านกับฮูหยินต้องถูกขายให้โรงค้าทาสเถื่อนโรงใดโรงหนึ่งระหว่างเมืองฉางกับเมืองซินเกียงเป็นแน่ขอรับ” คล้อยหลังของคนจากสำนักคุ้มภัย หูอันฉีก็เอ่ยสิ่งที่เขาคิดออกมาทันที
“ข้าก็คิดเหมือนท่านลุงอันฉี หากข้าเป็นโจรพวกนั้นคงไม่หอบคนเดินทางไปไกลจากเมืองที่ปล้นเป็นแน่” ซูเม่ยที่ไม่มีความคิดเห็นแตกต่างก็เอ่ยย้ำความคิดนี้อีกครั้ง
“ใช่ขอรับ พวกมันจะต้องนำคนไปขายที่โรงค้าทาสเถื่อนที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉวียนที่พวกมันลงมือปล้น” ท่านลุงฮุ่ยหมิ่น
“ซึ่งก็มีแค่ 2 เมืองเท่านั้น คือเมืองฉางกับเมืองจินเซียงที่ใกล้ที่สุด” กัวเหวินชาง
“แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม หัวหน้ากลุ่มละ 2 คนนำคนของเราไปตามโรงค้าทาสเถื่อนทั้งสองเมือง” ซูเม่ยสั่งการทันที เพราะเกรงว่าการตามเบาะแสจะยากขึ้นหากทิ้งไว้นานจนเกินไป หากโชคดีบางทีท่านพ่อท่านแม่อาจจะยังอยู่ที่โรงค้าทาส แต่หากโชคร้ายท่านทั้งสองถูกขายไปแล้วย่อมติดตามยากขึ้น
“เช่นนั้นกลุ่มแรกฮุ่ยซิ่วกับเหวินชางและกลุ่มที่สองเป็นฮุ่ยหมิ่นกับลู่คง พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่” หูอันฉีที่จัดแจงแบ่งกลุ่มให้ทั้งสี่คน เพราะเขาต้องดูแลจวนที่มีคนจำนวนมากกับการก่อสร้างหมู่บ้านจึงไม่สะดวกที่จะเดินทางนัก
“เห็นด้วยขอรับ/เห็นด้วยขอรับ/เห็นด้วยขอรับ/เห็นด้วยขอรับ” ทุกคนตอบอย่างพร้อมเพรียง
“เช่นนั้นมอบหมายงานในมือของพวกเจ้าทุกคนให้คนที่ไว้ใจ และเร่งออกเดินทางทันที” หูอันฉีกล่าวกำชับเรื่องงานในแปลงเกษตรอีกครั้ง
“พาคนของจวนเราไปด้วย กลุ่มละไม่ต่ำกว่า 20 คน เลือกคนที่มีวรยุทธ์และฝีมือการต่อสู้ “ ซูเม่ยแม้อยากจะออกเดินทางด้วยตัวเองแต่ก็จนปัญญาด้วยร่างกายไม่พร้อม จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับท่านลุงท่านอาทั้งหลาย
“ขอรับคุณหนูใหญ่” ทุกคน
“ส่วนม้าที่ใช้ในการเดินทาง ต้องรบกวนท่านลุงอันฉีช่วยเลือกม้าที่แข็งแรงฝีเท้าดี แม้จะไม่เท่าม้าศึกก็ตาม ให้ครบจำนวนคนที่เดินทางด้วยนะเจ้าคะ” ตอนนี้ที่จวนยังไม่มีม้ามากมายนัก มีแต่ม้าสำหรับเดินทางระยะใกล้ ซึ่งไม่อาจเสี่ยงใช้ม้าแบบนี้ในการเดินทางไกล อาจจะเกิดอันตรายกับคนที่ขี่มันได้
เมื่อนัดแนะเรื่องการเดินทางกันเรียบร้อยว่าจะเดินทางอีก 2 วันข้างหน้า ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ทั้งเรื่องฝากฝังงานและการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง เพราะการเดินทางครั้งนี้ไปกลับคงไม่ต่ำกว่า 2 เดือนเป็นแน่
“ชิงชิง ตอนนี้เสี่ยวเหวินเรียนอันใดอยู่” เมื่อแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ซูเม่ยที่ไม่มีหน้าที่ของตนเองก็ถามถึงน้องน้อยที่ช่วงนี้คร่ำเคร่งกับการเรียนหลายแขนงทั้งบุ๋นและบู๊
“ยามเว่ย (13.00-15.00) ทั้งคุณชายรอง คุณหนูสามและคุณหนูเล็ก เรียนการอ่านเขียนตัวอักษรกับท่านอาจารย์กงที่ศาลากลางน้ำเจ้าค่ะ”
“อ่า งั้นก็พาข้ากลับเรือนเถิด หลังเลิกเรียนช่วยตามทั้งสามคนมาพบข้าด้วยเล่า”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ บ่าวจะนำเรื่องไปฝากไว้กับอิงอิงและอันอัน” ซูเม่ยพยักหน้าเบาๆ ก่อนทั้งนายสาวและบ่าวตัวน้อยพากันเดินกลับเรือนอย่างช้าๆ ซึ่งช้ายิ่งกว่าตอนมาเสียอีก จนนายสาวร่างอวบอิ่มแทบจะบ้าตายด้วยความขัดอกขัดใจกับสตรีสมัยนี้ยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







