เข้าสู่ระบบบทที่ 14 ผลการสอบและหอโอสถ2
‘สอบผ่านขั้นต้น 7 คน ขั้นกลาง 3 คน’
ซูเม่ยอ่านออกมาเบาๆ และระบายยิ้มจนเต็มดวงหน้างดงาม โดยเฉพาะดวงตาที่เป็นประกายอย่างมีความสุข พ่อบ้านใหญ่จางที่ได้ยินเต็มสองรูหูของเขา ก็แทบจะลุกขึ้นโห่ร้องไปรอบจวนเลยทีเดียว
“ชะ..เช่นนั้น กิจการหอโอสถก็สามารถเปิดได้แล้วสิขอรับ” พ่อบ้านจางละล่ำละลักกล่าวออกมา ซูเม่ยเองก็พยักหน้ารับและหัวเราะออกมาเบาๆกับความสำเร็จในครั้งนี้ เพราะหากเด็กๆสอบไม่ผ่าน ต้องรอนางไปสอบเองซึ่งอาจจะต้องรอนานนับปี เนื่องจากลูกๆของนางยังไม่สามารถห่างกันได้
“ต้องเตรียมการเรื่องหอโอสถไว้ก่อนกว่า เด็กๆจะเดินทางมาถึงพร้อมป้ายแพทย์โอสถ และหนังสือรับรอง” นับว่าวันนี้มีเรื่องราวดีๆแล้ว ส่วนจดหมายอีกฉบับนั้นนางกังวลจนไม่กล้าเปิด แม้จะอยากรู้มากเพียงใดก็ตาม
ซูเม่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และคลี่จดหมายอีกฉบับ สายตากวาดมองตัวอักษรที่มีไม่กี่ตัวบนกระดาษแผ่นเล็ก แต่ก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมา จนพ่อบ้านใหญ่จางรู้สึกใจเสียกับข่าวที่สองเสียแล้ว
‘อาจจะไม่ใช่ข่าวดีกระมัง คุณหนูใหญ่ถึงเงียบไปเช่นนั้น’
“พ่อบ้านจาง” ซูเม่ยกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำออกมาได้ก็แสนจะยากลำบาก เพราะไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาก่อน
“ขอรับ คุณหนูใหญ่” จางเจียวจิ้นขานรับทันที เขาพร้อมจะทำตามคำสั่งไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม
“ เกณฑ์สาวใช้ในจวนไปทำความสะอาดเรือนใหญ่ เจ้าของเรือนกำลังจะกลับมาแล้ว” ซูเม่ยเอ่ยประโยคนั้นออกมาทำเอาพ่อบ้านจางถึงกับชะงักงัน ก่อนจะประมวลผลสิ่งที่ได้ฟัง
ซูเม่ยมองตามหลังพ่อบ้านใหญ่จางที่เร่งรีบจากไปตะโกนเรียกหาสาวใช้ดังลั่นจวน โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น
ซูเหวิน ซูเจียว และหลินเฟย ที่เลิกเรียนพอดีกำลังจะเดินเข้าเรือนเหลียนฮวามาเชยชมหลานๆ ก็อดแสดงสีหน้าแปลกใจกับปฏิกิริยาของพ่อบ้านจางไม่ได้ เมื่อมาถึงจึงเอ่ยถามพี่สาว
“พี่ใหญ่ ท่านใช้งานพ่อบ้านจางจนคลุ้มคลั่งไปแล้วหรือขอรับ” ซูเหวินไม่รอช้ากล่าวหยอกเย้าพี่สาวทันที
“เอ๊ะ พี่รองไปว่าพ่อบ้านใหญ่จางเช่นนั้นได้อย่างไร คราวนี้คงเป็นงานเร่งรีบกระมัง” ซูเจียวกระทุ้งศอกใส่พี่ชายที่อายุห่างกันไม่ถึงเค่อของตนเบาๆ
“งานอันใดหรือเจ้าคะพี่ใหญ่ มีขนมอร่อยๆหรือไม่” เมื่อหลินเฟยเอ่ยก็ได้รับเสียงหัวเราะจากทุกคนทันที
“ตัวตะกละน้อยของพี่ใหญ่” ซูเม่ยบีบปลายจมูกเล็กด้วยความหมั่นเขี้ยว
“งะ เฟยเฟยโดนรังแกอีกล่ะ” ท่ากอดอกสะบัดก้นใส่ เป็นท่าประจำตัวน้องเล็กของบ้านเสียแล้ว แต่ด้วยความน่ารักน่าแกล้งเช่นนี้ ทำให้จวนครึกครื้นอยู่ตลอดเวลา
“แล้วเฟยเฟยไม่อยากรู้แล้วเหรอว่าจวนเราจะมีงานอะไร และจะมีใครมา” เมื่อสิ้นประโยคของซูเม่ย ทั้งสามคนก็หันมองด้วยความสนใจ แต่ซูเม่ยก็ลีลาทำเดินชมนู่นชมนี่เพื่อกลั่นแกล้งให้เด็กๆเกิดความอยากรู้จนนั่งไม่ติด และก็ไม่เกินคาด คนแรกที่ตามติดนางไม่ห่างก็คือ ...ตัวตะกละน้อยเฟยเฟย นั่นเอง
“พี่ใหญ่เจ้าคะ”
“พี่ใหญ่เจ้าขา”
“พี่ญ่ายยยยยยยยยยยย” เจ้าตัวเล็กดักซ้าย ดักขวา ดักหน้า ดักหลัง จนซูเม่ยไม่สามารถขยับไปทางไหนได้
“พี่ใหญ่หยุดแกล้งน้องเล็กเถอะ ข้าเวียนหัวหมดแล้ว” ซูเหวินเอ่ยพลางกลั้นขำไปด้วย ส่วนซูเจียวก็ไม่ต่างกันกลั้นขำจนหน้าแดงไปหมดแล้ว เพราะกลัวเสียงดังไปรบกวนหลานตัวน้อยที่กำลังนอนกลางวันอยู่ จะว่าเห่อหลานก็ไม่ผิดนัก
“อะๆๆ พี่ใหญ่ยอมบอกละ”
“.....”ความตั้งใจฟังของทุกคน
“เจ้าของเรือนใหญ่กำลังเดินทางกลับบ้านเราแล้ว และก็จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับด้วย” ซูเม่ยมองหน้าน้องสาวน้องชายของนางและกล่าวถ้อยคำทุกถ้อยคำอย่างช้าๆ ก่อนจะเน้นย้ำงานเลี้ยงไปที่น้องเล็กของจวนที่ไม่เคยรู้จักเจ้าของเรือนใหญ่
“งานเลี้ยง งานเลี้ยง เฟยเฟยชอบงานเลี้ยง เย้ๆๆๆ” ซูเม่ยลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมนุ่มราวเส้นไหมอย่างเอ็นดู ก่อนจะมองท่าทีของน้องชายและน้องสาวในสายเลือดของนางที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์ความคิดที่มีประโยคของพี่สาวซ้ำๆในหัว ก่อนจะมองหน้าพี่สาวคล้ายต้องการยืนยันความคิดของตัวเองอีกครั้งว่า สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นถูกต้องหรือไม่ มันเป็นความจริงหรือไม่
“ท่านพ่อท่านแม่กำลังกลับมา กลับมาอยู่ด้วยกันกับพวกเรา” เมื่อสิ้นประโยคของพี่สาวซูเจียวก็ร้องไห้โฮออกมา วิ่งเข้าไปกอดพี่สาว มือเล็กกำชุดของพี่สาวจนแน่น ใบหน้าเล็กแนบลงกับอกของพี่สาวปล่อยน้ำตาไหลรินจนเปียกชุดของซูเม่ยเป็นดวง แต่นางก็ไม่นึกรังเกียจ ลูบแผ่นหลังของน้องสาวอย่างปลอบโยน
ซูเหวินเองก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจแต่ด้วยความเป็นบุรุษ เขาได้แต่อดกลั้นแล้วใช้ชายเสื้อแอบเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ
มีแต่เฟยเฟยที่งุนงงกับท่าทางของพี่รองและพี่สาม
‘มีงานเลี้ยง ของกินเยอะๆ ทำไมต้องร้องไห้ด้วย หรือพี่รองกับพี่สามกลัวเฟยเฟยจะแย่งของกินนะ’
“คารวะคุณหนูใหญ่”
“ท่านลุงอันฉี เข้ามานั่งดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” ซูเม่ยที่หลังจากปลอบใจน้องๆเสร็จก็นั่งรอพูดคุยกับท่านลุงอันฉีอยู่ที่ศาลาสระบัวกลางเรือนเหลียนฉวา ส่วนน้องน้อยทั้งสามได้กลับไปเข้าเรียนแล้ว
“ท่านลุงคงพอจะทราบข่าวจากเมืองฉางและเมืองหลวงแล้ว”
“ยินดีกับคุณหนูใหญ่ด้วยขอรับ” หูอันฉีกล่าวแสดงความยินดีด้วยใจจริงกับข่าวทั้งสอง แต่ข่าวจากเมืองฉางย่อมทำให้คุณหนูคุณชายของจวนดีใจมากที่สุด
“ข้าต้องขอบคุณท่านลุงและทุกคนในจวนมากกว่าที่คอยช่วยเหลือ จนมีเรื่องราวน่ายินดีเกิดขึ้นเช่นนี้ ขอบคุณนะเจ้าคะ” หูอันฉีได้ฟังคำพูดจากคุณหนูของจวนแม้รู้สึกไม่เหมาะสมอยู่บ้างที่เจ้านายจะมาขอบคุณลูกน้อง แต่ก็รู้สึกดีเช่นกัน ไม่เคยมีเจ้านายคนใดที่ดีและให้ความเคารพที่เท่าเทียมกันกับคนที่ต่ำศักดิ์กว่าเช่นนี้ แม้จะเคยมีที่หนึ่งก็ตาม...เมื่อนานมาแล้ว
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกขอรับ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ทำเพื่อตระกูลตวนมู่” หูอันฉีปัดความคิดที่เริ่มไปไกลกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







