เข้าสู่ระบบบทที่ 14 ผลการสอบและหอโอสถ3
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกขอรับ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ทำเพื่อตระกูลตวนมู่” หูอันฉีปัดความคิดที่เริ่มไปไกลกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
“เรื่องทางเมืองฉางไม่น่ากังวลแล้วแค่รอเวลาเท่านั้น แต่เรื่องกิจการหอโอสถคงต้องเริ่มลงมือแล้ว” ซูเม่ยเริ่มเข้าเรื่องงาน
“ขอรับคุณหนูใหญ่ ทางเมืองฉางคงเดินทางอีกไม่เกิน 1 เดือนกว่าจะมาถึงเมืองหยาง แต่ทางเมืองหลวงคงราว 1 สัปดาห์”
“อ่า จากเมืองหลวงมาที่นี่ค่อนข้างเร็ว ดังนั้นอาคารสามชั้นในเมืองคงต้องเร่งปรับปรุงตกแต่งใหม่ เรื่องแบบข้าเตรียมไว้นานแล้ว เชิญท่านลุงอันฉีดูว่ามีส่วนไหนต้องปรับแก้บ้าง” ซูเม่ยยื่นแบบอาคารให้หูอันฉีดู ซึ่งเป็นอาคารไม้แบบสไตล์โบราณที่มีลูกเล่นเพิ่มเติมแบบร่วมสมัยเข้าไปเล็กน้อย เพราะเดิมอาคารนี้เป็นโรงเตี๊ยมเก่าที่เจ้าของเดิมตัดสินใจขายเพราะย้ายไปอยู่เมืองหลวงตามบุตรชาย
“เป็นรูปแบบที่สวยงามแปลกตามากขอรับ ด้วยตัวโรงเตี๊ยมเดิมก็ใหญ่พอสมควร หากทำตามแบบคงดูงดงามกว่าเดิมมาก”
“ใช่เจ้าค่ะ เพราะคนมักดูกันที่ความร่ำรวย ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ยิ่งดูน่าเกรงขามน่าเชื่อถือมากเท่านั้น แต่ก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะคนที่อิจฉาริษยาเราก็มีมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเรายิ่งเติบโตมากแค่ไหนก็ต้องแข็งเกร่งมากขึ้นเช่นกัน มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นหมูในอวยให้ผู้อื่นเชือดเล่น” และนางจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น
“ข้าน้อยจะฝึกคนให้มากขึ้น” หูอันฉีคิดอย่างหมายมาดว่าต้องเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งให้ตระกูลตวนมู่
“ท่านลุงไม่ต้องรีบร้อน หอโอสถช่วงแรกๆ จะค่อยเป็นค่อยไป และตั้งแค่เมืองหยาง แต่หลังจากที่ข้าสอบขั้นแพทย์โอสถได้สูงสุดเป็นที่ยอมรับทั่วแคว้น จึงจะเริ่มขยายสาขาไปเมืองอื่นๆ”
‘ไม่เกิน 2 ปีตระกูลตวนมู่จะหยั่งรากลึกจนไม่มีใครกล้าหาเรื่องแน่’ ซูเม่ยวางแผนไว้ในใจ
“ข้าน้อยจะรีบดำเนินการให้นายช่างหวังฉือเข้าไปต่อเติมตกแต่งอาคารตามแบบขอรับ”
“รบกวนท่านลุงอันฉีแล้วเจ้าค่ะ อีกสักเดือนข้าจะออกไปช่วยงานทุกคน”
“คุณหนูใหญ่ แต่ว่า...” หูอันฉีทำท่าจะคัดค้าน
“ไม่มีแต่เจ้าค่ะท่านลุงอันฉี ข้าพักมามากพอแล้ว” ซูเม่ยก็เอ่ยขัดทันที นางเบื่อการอยู่เฉยๆยิ่งนัก ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่นางอยากลงมือทำด้วยตนเอง ดังนั้นจะมามัวเป็นแม่ศรีเรือนเลี้ยงลูกคงมิไหว แต่ใช่ว่านางจะทิ้งขว้างเด็กๆเสียหน่อย แค่วางแผนเวลาการทำงานให้ดีเท่านั้น
2 สัปดาห์ผ่านไป
อาคาร หอโอสถเฟิ่งหวง ที่ปรับปรุงตกแต่งใหม่ก็เสร็จลง ท่ามกลางสายตาผู้คนที่อยากรู้ว่าโรงเตี๊ยมนี้เปลี่ยนเจ้าของเป็นผู้ใด แต่เมื่อเห็นหัวหน้าหูเข้าๆออกๆ ทำให้ผู้คนต่างคลายความสงสัยลง เพราะที่แห่งนี้คงกลายเป็นของตระกูลตวนมู่ที่แสนจะร่ำรวย
สมุนไพรที่ถูกเตรียมไว้ด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น ทยอยขนมาที่หอโอสถเฟิ่งหวง แพทย์โอสถทั้งขั้นต้นและขั้นกลางได้ช่วยงานกันอย่างเต็มที่ ตู้สมุนไพรถูกระบุชื่อเรียงรายนับพันตู้ถูกปิดลงทุกบาน เป็นสัญญาณว่าหอโอสถเฟิ่งหวงกำลังเปิดทำการในไม่ช้านี้
ชั้นหนึ่งเป็นสมุนไพรทั่วไปที่ชาวบ้านซื้อหาได้ ชั้นสองเป็นสมุนไพรหายากชนิดต่างๆ ส่วนชั้นสามเป็นห้องทำงานและห้องรับรองลูกค้าที่ต้องการสมุนไพรชนิดพิเศษที่จะจัดหาให้ตามที่ลูกค้าสั่ง และแน่นอนว่าเงินต้องหนามากเป็นพิเศษเช่นกัน
“ประกาศออกไปว่าอีก 7 วัน หอโอสถเฟิ่งหวงจะเปิดให้บริการ ชั้นหนึ่งลดราคา 3 ส่วน ชั้นสองจะมีการประมูลโสม 500 ปี แค่วันเปิดวันแรกเท่านั้น” ซูเม่ยส่งประกาศเรียกลูกค้า ด้วยส่วนลดและโสมที่หายาก คาดว่าคนคงหลั่งไหลเข้ามาเมืองหยางเป็นจำนวนมาก เพราะอยากได้โสมต้นนี้เป็นแน่
หูอันฉีเมื่อได้ยินดังนั้นก็สั่งการไปยังร้านค้าฟู่จินทุกสาขาให้กระจายข่าวนี้ออกไปโดยเร็ว และส่งเทียบเชิญให้ท่านเจ้าเมือง รองเจ้าเมืองมาร่วมงานเปิดตัวหอโอสถเฟิ่งหวงด้วย
ที่ว่าการเมืองหยาง
“คารวะท่านเจ้าเมือง และท่านรองเจ้าเมือง ข้าน้อยหูอันฉีมาจากตระกูลตวนมู่” หูอันฉีเมื่อสั่งทำเทียบเชิญเสร็จก็เดินทางไปที่ว่าการเมืองหยางทันที
“อ่า หัวหน้าหูนั่นเอง ลมอันใดหอบมาที่ว่าการเมืองได้เล่า” ท่านเจ้าเมืองหยาง หม่าเนี่ยนเจินเอ่ยอย่างเป็นกันเองทันที เพราะจวนตระกูลตวนมู่นับว่ามีคุณต่อเมืองหยางอย่างยิ่ง ส่วนรองเจ้าเมืองอย่างหลี่ห่าวอู๋ก็พยักหน้ารับการคารวะและนั่งดูเชิงไม่ได้กล่าวอันใด
“ลมแห่งความเจริญขอรับ” หูอันฉีว่าแล้วก็ยื่นเทียบเชิญทั้งสองใบให้แก่ทั้งสองท่านที่นั่งงุนงงกับคำพูดของเขาอยู่
‘ลมแห่งความเจริญ’ คุณหนูใหญ่ผู้นั้นคงไม่คิดทำอะไรใหญ่โตอีกใช่หรือไม่ หลี่ห่าวอู๋ รองเจ้าเมืองไม่รอช้าเปิดเทียบเชิญอ่านอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับท่านเจ้าเมืองมากนัก เพราะเรื่องเสบียงคราก่อนก็นั่งเขียนรายงานจนหัวหมุนไปหมดกว่าจะเรียงร้อยถ้อยคำได้เหมาะสม ยังไม่รวมตอนนี้หลังจากส่งรายงาน ขุนนางต่างๆก็ดาหน้ามากดดันให้เขาคายความรู้เรื่องการเพาะปลูกอีก
“งานเปิดหอโอสถเฟิ่งหวง!!!” เจ้าเมืองหยางถึงกับยกมือกุมขมับและนวดคลึงเบาๆ เรื่องการเกษตรยังไม่ได้รายงาน เรื่องหอโอสถอันใดอีก ส่วนหลี่ห่าวอู๋เพียงยกยิ้มเล็กน้อย โบกพัดบทกวีไปมาคล้ายบัณฑิตในสถานศึกษา
‘มีเรื่องให้แปลกใจจริงๆ’
“ขอรับท่านเจ้าเมือง คุณหนูใหญ่สนับสนุนให้ฝึกฝนนักเรียนแพทย์โอสถจนได้ใบรับรองจากสำนักแพทย์หลวง จึงเปิดหอโอสถในราคาย่อมเยาว์ขึ้น แต่ไม่ใช่เฉพาะสมุนไพรธรรมดาเท่านั้น สมุนไพรหายากก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะวันเปิดหอโอสถวันแรก หอโอสถเฟิ่งหวงได้เตรียมโสมคน 500 ปี ให้ลูกค้าได้ประมูลด้วยขอรับ”
“โสม 500 ปี หอโอสถในเมืองหยาง” ตึงงงงงงงงงงง เจ้าเมืองหยางที่ความเครียดสะสมจึงเป็นลมหงายหลังตึงตกจากเก้าอี้ สร้างความตกใจให้รองเจ้าเมืองและหูอันฉีจนต้องรีบเรียกหมอกันพัลวัน
เจ้าเมืองหยางที่รับศึกหนักจากขุนนางเบื้องบนที่คอยกดดันให้เขาส่งมอบวิธีการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตจำนวนมาก แม้ในฤดูหนาวก็เพาะปลูกได้ เพื่อสร้างผลงานเอาหน้า แต่ตัวเขาเป็นขุนนางซื่อตรงจึงมิอาจขโมยผลงานผู้อื่นได้แต่ประวิงเวลาเรื่อยมา
จนได้ข่าวเรื่องหอโอสถที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองหยางตั้งแต่ก่อตั้งมา มีเพียงโรงหมอเล็กๆเท่านั้น หากข่าวแพร่กระจายออกไป คงมีหลายฝ่ายเพ่งเล็งมาที่เมืองหยางของเขาแน่ๆ
‘มีอันใดน่าปวดหัวกว่านี้หรือไม่’
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







