LOGINบทที่ 15 เปิดตัวหอโอสถเฟิ่งหวง2
“มาถึงช่วงเวลาที่ทุกท่านรอคอย วันนี้เพื่อฉลองการเปิดหอโอสถเฟิ่งหวงเป็นวันแรก ทางหอโอสถจึงได้จัดประมูลโสมคนอายุ 500 ปี โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่........500.....ตำลึงทอง” หลงจู๊จางผู้ดูแลหอโอสถเป็นผู้กล่าวเริ่มการประมูล
ฮือ ฮา ฮือ ฮา เสียงเซ็งแซ่ถกเถียงกันดังขึ้นทันที เมื่อได้ฟังราคาเริ่มต้นการประมูลที่ถูกแสนถูกสำหรับโสมคนล้ำค่าที่อายุมากเช่นนี้
“ของจริงรึเปล่า”
“โสมคนจริงเหรอ”
“ไม่ใช่เอาโสมอายุน้อยมาหลอกขายพวกเรา”
“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ตระกูลตวนมู่ไม่เคยหลอกลวงคน ผู้คนในเมืองหยางต่างรู้ดี”
“เหอะ ทำไมไม่เอาโสมออกมาให้ดูก่อนว่าของแท้หรือไม่”
อีกหลายคำถาม หลายคำพูด ที่ไม่น่าฟัง แม้คนในเมืองหยางจะพูดแก้ต่าง แต่คนมีอคติย่อมไม่สนใจจะฟังความจริง นอกจากจะเอาความจริงกระแทกตากระแทกปากคนเหล่านั้น
“เงียบ!!!!!!!!!!!!” หลงจู๊จางใช้พลังเสียงของผู้ฝึกวรยุทธ์ ทำให้ผู้คนตกใจเสียงดังก้องกังวานจนเงียบเสียงทันที
จางเจียงเจ๋อเมื่อเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะพูดจาเสียงหวานนอบน้อมคล้ายกับคนละคนที่พูดข่มขวัญผู้คนไปก่อนหน้านี้
“เงียบเสียทีนะขอรับ ทุกท่านฟังไม่ผิด ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 500 ตำลึงทอง และนี่.....คือโสมคน 500 ปี” หลงจู๊จางย้ำราคาอีกครั้งก่อนจะยกกล่องไม้แกะสลักสวยงามขนาดใหญ่ที่บรรจุโสมคนเอาไว้อย่างดี เขาค่อยๆเปิดฝากล่องออก และอวดโฉมเจ้าโสมคนอวบอ้วนขนาดเท่าแขนของมนุษย์ที่มีแขนขาครบถ้วน
“น...นั่นมัน...โสมคน 500 ปีหรือ มันใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ เป็นบุญตาของข้าแล้วที่ชาตินี้ได้เห็นมันสักครั้ง”
“ข้าจะต้องได้มันมา”
“ข้า....”
เสียงชื่นชม กลายเป็นเสียงทะเลาะแย่งชิงกัน เมื่อได้ยลโฉมโสมคน 500 ปี ส่วนคนที่ไม่เชื่อและโจมตีหอโอสถก็หน้าม้านกันไปตามๆกัน
ซูเม่ยนั่งมองความวุ่นวายอย่างเฉยเมยตราบใดที่ผู้คนยังอยู่ในบริเวณที่จัดไว้ให้ ไม่ระรานคนของหอโอสถ นางก็ยังคงไม่ลงมือทำอันใดทั้งสิ้น
“เริ่มการประมูลได้!!!!!” หลงจู๊จางเมื่อเห็นท่าทางกระหายอยากได้ของผู้คนก็ประกาศเริ่มการประมูลที่ดุเดือดนี้ทันที
“1,000 ตำลึงทอง”
“เหอะ ข้าให้ 2,000 ตำลึงทอง”
“มีแค่นี้มาทำอวด 5,000 ตำลึงทอง”
“ใครอย่าคิดจะแย่ง 10,000 ตำลึงทอง!!!!”
การประมูลที่ดุเดือด พร้อมเสียงสูดหายใจของผู้คนที่เฝ้ามองการประลอง ที่ราคาขยับสูงขึ้นไปหลายเท่าตัวแล้ว และไม่มีทีท่าจะหยุดลง
“ข้ามาจากจวนเสนาบดีหย่ง 50,000 ตำลึงทอง หากมีใครกล้าเสนอราคาต่อ ข้าคงไม่ต้องกล่าวกระมังว่าจะเป็นเช่นไร” เสียงอวดเบ่งดังมาจากมุมหนึ่งที่เป็นที่ของลูกค้าที่ต้องการมุมส่วนตัว ท่าทีหยิ่งผยองขณะพูดทำให้ผู้ดูแลหอโอสถเริ่มขยับกายเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆๆๆ เสนาบดีหย่งแล้วอย่างไร ข้าพอใจที่จะประมูล 55,000 ตำลึงทอง หากตระกูลหย่งมีเงินก็ประมูลต่อสิ”เสียงชายอีกผู้ที่นั่งอยู่อีกมุมเอ่ยยั่วยุขึ้น ก่อนจะเพิ่มราคาประมูล จนชายที่โดนค่อนแคะเดือดดาลทันที
“เจ้ากล้าเหรอ ดูสิว่ายังกล้าปากดีอีกหรือไม่ จัดการมัน!!!!” คุณชายจากตระกูลหย่งไม่สนใจผู้ใด เพราะเสนาบดีหย่งผู้เป็นบิดามีอำนาจพอสมควรในเมืองหลวง จึงอวดเบ่งอ้างบารมีของบิดารังแกชาวบ้านไปทั่ว
ผู้คุ้มกันของคุณชายผู้อวดดีไม่รอช้าตบเท้าเข้าไปหาเรื่องคุณชายที่ถือพัดปิดบังใบหน้าซึ่งนั่งอยู่อีกฟากฝั่งทันที ชายร่างโต 10 คนย่างเท้าออกจากโต๊ะได้ไม่ถึง 3 ก้าวก็ต้องชะงักเมื่อมีมีดหลายเล่มปักเฉียดปลายเท้าของแต่ละคนเพียงนิดเดียว
ผู้คนในหอโอสถชั้นสองส่วนใหญ่เป็นผู้มีชาติตระกูลที่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมาจากตระกูลขุนนาง คหบดี แม้แต่เศรษฐีพ่อค้า บางทีอาจจะมีคนจากราชวงศ์แฝงมาด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ค่อนข้างคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่ตื่นตระหนกตกใจจนวุ่นวาย แต่เฝ้ามองอย่างเงียบๆ เพื่อทดสอบหอโอสถอีกทางหนึ่งด้วย และหนึ่งในนั้นก็มีท่านเจ้าเมืองกับรองเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน
“ใครมันกล้าขัดขวางข้า!!!!” คุณชายหย่งรู้สึกเหมือนโดนเหยียบหน้าจึงบันดาลโทสะขึ้น ใบหน้าที่ค่อนข้างแหลมบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
“ขออภัยคุณชาย ทางหอโอสถเฟิ่งหวงขอความร่วมมืองดใช้กำลังภายในหอขอรับ” หลงจู๊จางที่ยืนอยู่บนเวทีประมูลโน้มตัวก้มศีรษะเล็กน้อยไปทางคุณชายหย่งที่ยืนวางก้ามอยู่ไม่ไกล ด้วยท่าทีสงบไม่หวาดหวั่นกับเหตุการณ์เบื้องหน้า
“เป็นแค่ขี้ข้ากลับกล้าท้าทายข้า!!!”
“ฮ่าๆๆๆ ช่างหน้าขัน ที่คุณชายหย่งกล้าเอ่ยคำว่าขี้ข้าออกมา มิใช่....มารดาท่านก็มีฐานะนั้นหรอกหรือ” คุณชายถือพัดที่อยู่อีกฟากฝั่งลดพัดลงเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองไปยังชายหนุ่มหน้าแหลมที่ยังทำตัวโง่งมจนน่าขัน เสนาบดีหย่งมีอำนาจพอใช้ก็จริง แต่ในเมืองหลวงยังมีเสือพยัคฆ์อีกมากที่มีบารมีล้นเหลือ ตระกูลหย่งนับว่าเล็กน้อย
“นี่เจ้า... เจ้า มัวยืนบื้ออยู่อีกเจ้าพวกโง่ จัดการพวกมันให้หมด พังไอหอโอสถนี่ แย่งโสมคนมาให้ข้า” คุณชายหย่งที่เลือดขึ้นหน้าไม่สนใจว่าใครเป็นใครออกคำสั่งอย่างอุกอาจ
หลงจู๊จางส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลหอโอสถลงมือทันทีที่ชายฉกรรจ์ทั้ง 10 ขยับตัวตามคำสั่งของคุณชายหย่งผู้นั้น ท่านเจ้าเมืองขยับกายเล็กน้อยอย่างเริ่มกังวลว่าหอโอสถอาจจะรับมือไม่ได้ แต่ซูเม่ยที่นั่งอยู่ใกล้ๆท่านเจ้าเมืองส่วยหน้าเบาๆให้กับท่านเจ้าเมือง รอยยิ้มมุมปากเยือกเย็นของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ ทำเอาเจ้าเมืองอย่างเขาถึงกับหนาวในอกแปลกๆ
‘อ่า น่าตื่นเต้นแล้วสิ คุณหนูใหญ่ตวนมู่ช่างเหมือนคนผู้นั้นจริงๆ’ รองเจ้าเมืองหลี่ห่าวอู๋คิดในใจที่สายตาคมก็ไม่ละไปจากภาพความวุ่นวายเบื้องหน้า ที่เขาเฝ้ารอว่าสตรีผู้นี้จะจัดการอย่างไร
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







