เข้าสู่ระบบบทที่ 2 รับน้อง4
“พี่กลับมาแล้ว” ซูเม่ยดึงน้องสาวน้องชายมากอดลูบไหล่ลูบหลังอย่างปลอบโยน ยิ่งกอดอย่างนี้นางกลับยิ่งรับรู้ว่าเด็กน้อยของนางผอมบางลงเพียงใด หนังหุ้มกระดูกคงไม่เกินจริงนัก นางลูบใบหน้าซูบตอบดวงตาโหลลึกอย่างปวดใจ
“ไปกันเถอะ พี่ใหญ่มารับพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกัน” นางปาดน้ำตาก่อนจะลุกขึ้นจูงมือเสี่ยวเหวิน และเจียวเอ๋อคนละข้าง เพื่อพาออกไปจากที่นี่
“พี่ใหญ่ เอาผ้าห่มผืนนั้นไปด้วยเจ้าค่ะ มันอุ่นมาก” ซูเจียวกระตุกแขนของพี่สาวเบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่ผ้าห่มผืนนั้น
“พี่ใหญ่ ท่านปู่ท่านย่าปล่อยพวกเราไปแล้วเหรอขอรับ” ไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดแขนอีกข้างก็กระตุกเบาๆเช่นกัน ซูเหวินถามขึ้นอย่างเป็นกังวล เขาเกรงว่าหากชายหญิงชราคู่นั้นไม่ยินยอมจะสร้างปัญหาขึ้นอีก จนพี่สาวจะต้องเดือดร้อน
ซูเม่ยสบตาคู่สวยทั้งสองที่เฝ้ารอคำตอบ คนหนึ่งเอียงคอรอคอยคำตอบอย่างน่ารัก อีกคนรอคอยด้วยความวิตกกังวลเกินกว่าจะเป็นเด็กในวัย 5 หนาว
“ผ้าห่มหนาๆ พี่ใหญ่มีให้เจียวเอ๋ออีกเยอะ พวกเราจะไม่เหน็บหนาวอีก ส่วนท่านปู่กับท่านย่าพี่ไปพูดคุยกับพวกท่านจนเข้าใจแล้ว ต่อไปนี้พวกท่านจะไม่มายุ่งกับครอบครัวเราอีก” เพราะไม่อาจยุ่งได้อีก นางพูดอธิบายกับเด็กน้อยอย่างใจเย็น ให้ทั้งสองคลายกังวล ตอนนี้น้องของนางยังเด็กนักไม่ควรรับรู้เรื่องราวดำมืดที่นางทำลงไป รอให้พวกเขาโตอีกหน่อย นางจะสั่งสอนให้พวกเขาไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีก
เด็กทั้งสองยิ้มออกมา ซูเหวินแม้ยังมีความสงสัยแต่เขาก็ไม่เอ่ยถามอีก ได้แต่เดินตามพี่สาวที่จูงมือพวกเขาไว้ ความอบอุ่นที่พวกเขารอคอยทุกยามกลับมาแล้ว แม้จะไม่รู้ชะตากรรมของบิดามารดา แค่มียังมีพี่สาวอยู่ตรงนี้พวกเขาก็อุ่นใจล้นเหลือแล้ว แต่หากอยู่กันพร้อมหน้าคงจะมีความสุขที่สุดเลย
‘ข้า พี่ใหญ่ น้องเล็กรอท่านพ่อท่านแม่อยู่นะขอรับ’
กลางยามอิ๋น (3.00-5.00) ซูเม่ยจูงมือน้องๆ เดินออกจากหมู่บ้านหายไปกับความมืด นางไม่กลัวใครจะตื่นมาเห็น คนทั้งหมู่บ้านโดนผงนิทราของนางทุกหลังคาเรือนไม่มีใครได้เห็นพวกนางแน่นอน หลังจากออกจากหมู่บ้านนางก็ตรงเข้าเมือง แม้ต้องเดินไกลถึง 10 ลี้ก็ตาม นางอุ้มเจียวเอ๋อตั้งแต่ 2 ลี้แรก และแบกเสี่ยวเหวินตอน 4 ลี้ สำหรับอดีตมือสังหารอย่างนางร่างเด็กแค่ไม่กี่หนาวนับเป็นอะไรได้
เมื่อถึงตัวเมืองเจียงนางก็หารถม้าทันทีเพื่อไปยังเมืองหยางซึ่งอยู่ติดกับเมืองหลวงของแคว้นซ่ง อยู่ห่างจากเมืองเจียงถึง 3 เมืองด้วยกันซึ่งต้องเดินทางนานถึง 1 เดือน หลังจากหารถม้าได้แล้วก็ต้องรอเวลาจัดเตรียมสิ่งของสำหรับขบวนเดินทาง เนื่องจากเมืองหยางห่างไกลจากเมืองเจียงไม่น้อยจึงต้องจ้างผู้คุมกันจากสำนักคุ้มภัยประจำเมืองเจียงด้วย สรุปแล้วขบวนเดินทางของนางมีคนถึง 13 คนด้วยกัน ระหว่างรอนางจึงพาน้องๆ ไปเปิดห้องโรงเตี๊ยมสำหรับอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกินอาหารเสียก่อน
“พี่ใหญ่เจ้าคะ เสื้อผ้าพวกนี้ เป็นของเจียวเอ๋อจริงๆเหรอ” ซูเจียวที่ยังไม่เชื่อว่าของสวยงามเหล่านี้จะเป็นของนางจึงเอ่ยถามพี่สาวอีกครั้ง พร้อมยกมือขึ้นดึงแก้มตัวเองเบาๆ เพราะเกรงว่านางจะฝันไป จริงๆแล้วอาจจะยังนอนหนาวอยู่ในห้องเก็บฟืน
“ล้วนเป็นของน้องสาวที่น่ารักของพี่ และกองนั้นก็ล้วนเป็นของเสี่ยวเหวินเช่นเดียวกัน” ซูเม่ยจับมือเล็กที่ยังดึงแก้มตอบๆคล้ายไม่เชื่อว่าเป็นความจริงอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ซูเม่ยเดินไปที่โต๊ะน้ำชากลางห้องก่อนจะหยิบถ้วยน้ำชาที่นางแอบใส่ยาบำรุงร่างกาย ก่อนจะเดินกลับมาหาเด็กทั้งสองที่ยังลูบชุดเนื้อผ้านิ่มลื่นราคาแพงที่พี่สาวซื้อให้อย่างชื่นชม
“ดื่มน้ำก่อน จะได้ไปอาบน้ำแล้วมาแต่งชุดสวยๆกัน” ซูเม่ยพูดพร้อมยื่นถ้วยชาทั้งสองถ้วยให้กับน้องของนาง
“เจ้าค่ะ/ขอรับ” ซูเหวินและซูเจียวขานรับอย่างพร้อมเพรียงกันก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่มจนหมดถ้วย แล้ววิ่งไปยังถังอาบน้ำที่เสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมเตรียมไว้ให้ทันที เพราะพวกเขาอยากใส่ชุดใหม่เต็มทีแล้ว
ซูเม่ยมองดูเด็กทั้งสองก่อนจะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินตามไปอาบน้ำให้เด็กทั้งสอง แม้ซูเหวินจะทั้งโกรธทั้งอายมากก็ตาม
ซูเหวินมองค้อนลมค้อนอากาศอย่างงอนๆ หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาโตแล้วนะพี่สาวยังทำเหมือนเขาเป็นเด็กๆน่าอายจริงๆ
ส่วนซูเจียวก็นั่งมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกทองเหลืองอย่างไม่เชื่อสายตานัก นางคิดว่าเมื่อก่อนนางทั้งผอมแห้ง ซูบซีด ไยแค่พี่สาวจับอาบน้ำแค่ครั้งเดียวนางถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้
“พี่รองเจ้าค่ะ ข้าแปลกไปหรือไม่ ทำไมข้ารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิม” ซูเจียวลูบหน้า ลูบผมตัวเอง ก่อนจะหันไปถามพี่ชายฝาแฝดของนาง
ซูเหวินที่เดิมทีมัวแต่งอนพี่สาว จึงไม่สังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเองและน้องสาว เมื่อเห็นน้องเล็กก็ตกตะลึง จนกระโดดผึงลงจากเก้าอี้มามองหน้าและหมุนตัวของน้องสาวไปมา
“พี่รองข้าเวียนหัวแล้วนะเจ้าคะ” ซูเจียวรีบหยุดพี่ชายที่หมุนนางไปมาไม่หยุดจนจะอาเจียนอาหารดีๆที่เพิ่งทานออกมาอยู่แล้ว
“เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจริงๆ ดูสิผิวพรรณที่หยาบกร้าน ร่างกายที่ซูบผอม แก้มตอบๆ ผมแห้งกรอบของเจ้าไม่มีแล้ว ตอนนี้น้องเล็กเหมือนคุณหนูในเมืองแล้ว” ซูเหวินพูดออกมาอย่างที่ตาเห็นพร้อมมองน้องเล็กของเขาอย่างชื่นชม ท่านป้าสะใภ้ชอบเรียกน้องสาวเขาว่านางเด็กอัปลักษณ์ ตอนนี้น้องสาวเขาเหมือนเซียนน้อยก็ไม่ปาน หึๆ ท่านป้าต่างหากที่อัปลักษณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
“พี่รองก็เหมือนพวกคุณชายในเมืองแล้ว” ซูเจียวก็จ้องมองพี่ชายก่อนจะเอ่ยชมเช่นกัน
“เป็นไปได้ยังไงกัน/เป็นไปได้ยังไงกัน” สองเสียงประสานกัน ก่อนจะหันมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าแค่กินข้าวอาบน้ำในเมืองจะเปลี่ยนแปลงคนได้
“อะไร เป็นไปได้ยังไงจ้ะ”
“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่” ซูเม่ยเดินเข้ามาด้วยชุดใหม่หลังจากไปอาบน้ำแต่งตัวจากห้องข้างมาก็ทันได้ยินประโยคของเด็กๆทั้งสองคนพอดี
ซูเหวินและซูเจียว เมื่อเห็นพี่สาวของตนก็ร้องเรียกทันที ก่อนจะตกตะลึงกับความงามของพี่สาวที่ดูแปลกตาไปจากเมื่อก่อนมากมาย ซูเหวินคิดว่าหรือตอนเช้ามืดยังไม่สว่างพอเขาถึงไม่เห็นว่าพี่สาวเปลี่ยนไป ส่วนซูเจียวก็คิดว่าอาหารและน้ำในเมืองช่างวิเศษจริงๆ
“พี่ใหญ่งดงามมากเลยเจ้าค่ะ” ซูเจียวเดินเข้ามาหาพี่สาวแล้วกล่าวชมด้วยความเอียงอาย ตั้งแต่เกิดมาสตรีที่ผ่านตา พี่สาวของนางงดงามที่สุด
“เจียวเอ๋อก็งดงามเหมือนเซียนน้อยๆเช่นเดียวกัน ส่วนเสี่ยวเหวินก็หล่อเหลายิ่งนัก” ซูเม่ยจิ้มปากช่างเจรจาของน้องสาวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยชม แล้วยังเผื่อแผ่ไปยังน้องชายขี้งอนของนางด้วย จึงได้รับค้อนเบาๆจากน้องชายมาอีกครั้ง
“ฮ่า ๆๆๆ เอาล่ะๆ เตรียมตัวเดินทางกันได้แล้ว รถม้ามารอหน้าโรงเตี๊ยมแล้ว” ว่าแล้วซูเม่ยก็จับจูงมือทั้งน้องสาวและน้องชายออกเดินทางไปเมืองหยาง
ซูเหวินหันมองเสี้ยวหน้าของพี่สาวที่แย้มยิ้มอยู่กับน้องเล็ก ก่อนจะครุ่นคิดว่ามีหลายอย่างเหลือเกินที่เขาสงสัยแต่ยังไม่มีโอกาสที่จะเอ่ยถาม ตำลึงมากมายที่ใช้จ่ายมาจากที่ใด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับตัวเขาและน้องเล็กเกี่ยวข้องกับพี่สาวหรือไม่ และหลายเดือนที่พี่สาวหายไปเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ความสงสัยนี้เกิดขึ้นวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเพราะพี่สาวเปลี่ยนไปมากมายจริงๆ
‘พี่ซูเม่ยยังเป็นพี่ซูเม่ยคนเดิมหรือไม่’ สิ่งนี้เขาไม่อาจคิดจริงๆ แต่พี่สาวที่อยู่กับเขาตอนนี้ดีมากๆ ดีจนเขากลัวจะเสียไป
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







