เข้าสู่ระบบบทที่ 3 เดินทาง1
ซูเม่ยจับจูงน้องรองและน้องเล็กออกจากโรงเตี๊ยมก่อนจะส่งน้องขึ้นบนรถม้าทันที การเดินทางออกจากเมืองจะช้ามิได้ ด้วยนางเกรงว่าจะพบเจอกับชาวบ้านจากหมู่บ้านเจาหนานที่อาจจะเข้าเมืองมาทำงานหรือค้าขาย หากพวกเขาจดจำพวกนางพี่น้องได้อาจเกิดเรื่องยุ่งยากตามมา แม้พวกนางตอนนี้จะเปลี่ยนไปมากแต่ก็มิอาจประมาทความสอดรู้เยี่ยงนิสัยมนุษย์เช่นกัน
“ออกเดินทางเถอะ หัวหน้าหู” หูอันฉีได้ยินคำสั่งออกเดินทางจากผู้ว่าจ้าง เมื่อเห็นแม่นางซูขึ้นบนรถม้าแล้ว เขาก็สั่งเคลื่อนขบวนทันที ขบวนรถม้าเคลื่อนออกจากหน้าโรงเตี๊ยมผ่านออกจากประตูเมืองอย่างช้าๆ
“พี่ใหญ่เจ้าคะ รถม้ากว้างแล้วก็เบาะนิ่มมากๆเลย” ซูเจียวไล้มือสัมผัสเบาะหนานุ่มนิ่มที่รองไว้ทั่วรถม้าอย่างชอบใจก่อนจะเกลือกกลิ้งไปมา
ซูเม่ย ซูเหวินที่เห็นน้องสาวทำเช่นนั้นก็พากันยกยิ้มกับความน่ารักของน้องน้อยของพวกเขา ไม่รู้ว่าใครหลงน้องสาวมากกว่ากัน ซึ่งจะได้รู้กันในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า
“ ถ้าน้องเล็กชอบ บ้านใหม่ของเราพี่จะบุเบาะนิ่มๆบนเตียงนอนให้เลยเป็นไง” ซูเม่ยเมื่อเห็นน้องสาวชอบเบาะนอนที่นางเอาออกมาจากมิติ ก็เสนอขึ้นอย่างเอาใจ
“ดีเจ้าค่ะ แต่...เราจะมีบ้านใหม่จริงๆเหรอเจ้าคะ” ซูเจียวเอียงคอถามพี่สาวอย่างไม่มั่นใจนัก นางเองฝันอยากมีบ้านที่เป็นของครอบครัวนางเอง มีทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง และก็ตัวนาง
ซูเหวินเมื่อฟังพี่สาวก็พลอยคาดหวังไม่แพ้น้องเล็กเลย เขาเองก็อยากมีบ้าน....บ้านที่ไม่มีคนใจร้ายคอยรังแก อยู่เป็นครอบครัวอย่างพร้อมหน้า แม้ตอนนี้จะเหลือเพียงสามคนพี่น้อง แต่เขาก็ยังฝันว่าสักวันมันจะเป็นจริง
“แน่นอน เราจะมีบ้านใหม่ เมื่อมีที่ลงหลักปักฐานแล้วเราจะออกตามหาท่านพ่อท่านแม่กัน ดีหรือไม่” ซูเม่ยเมื่อเห็นท่าทีแววตาคาดหวังของน้อง ก็รีบตอบรับทันทีเพราะไม่อยากเห็นแววตาข่มขื่นผิดหวังของน้องน้อยอีกแล้ว นางสัญญาว่าจะต้องดูแลเด็กทั้งสองคนให้มีความสุขที่สุดให้ได้
“พี่ใหญ่ดีที่สุดเจ้าค่ะ/พี่ใหญ่ดีที่สุดขอรับ”
หลังจากได้ฟังคำมั่นจากพี่สาวเด็กน้อยทั้งสองก็ยิ้มร่าอย่างมีความสุข ผลัดกันเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้เจี๊ยวจ๊าวดังไปทั้งรถม้า เผื่อแผ่ถึงผู้คุ้มกันในขบวนเดินทางเสียด้วย
หูอันฉี ชายวัยกลางคนอายุ 40 ปี ไร้ครอบครัวออกเดินทางไปทั่วทำงานรับจ้างคุ้มกันเสี่ยงอันตรายมากมาย เมื่อได้ยินเสียงเล็กๆของเด็กๆก็กระตุกยิ้มเล็กน้อย เขาไม่ใกล้ชิดเด็กมากี่ปีแล้วนะ
‘ 30 ปีแล้วสินะ ที่เขาไม่ได้ใกล้ชิดเด็กอีกเลย’
ขบวนเดินทางของซูเม่ยเดินทางเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ค่ำที่ไหนพักที่นั่น ค่ำคืนแรกของการเดินทาง ขบวนเดินทางต้องพักค้างคืนในป่าซึ่งห่างจากตัวเมืองเจียงราว 60 ลี้เท่านั้น
ยามห้าย (21.00-23.00) ท่ามกลางความเงียบในยามดึกยังคงมีเสียงแมลงป่าหวีดร้องดังก้องไปทั่ว เวรยามผลัดกันเฝ้ายาม แต่จู่ๆกลับมีเสียงบางอย่างแทรกเข้ามา
‘เสียงฝีเท้าคน’ หูอันฉี และซูเม่ยต่างรับรู้ถึงเสียงผิดปกตินี้
ซูเม่ยลงจากรถม้าที่มีน้องน้อยของนางนอนหลับอย่างสุขสบายอยู่ ส่วนหูอันฉีก็กระชับดาบที่อยู่ในมือทันทีก่อนจะส่งสัญญาณให้กับลูกน้องที่กระจายอยู่รอบพื้นที่ทันที
“อาลู่ล่ะ หายไปไหน” หูอันฉีกระซิบถามลูกน้องที่อยู่ใกล้เขาที่สุดทันที เมื่อสังเกตว่ามีลูกน้องคนหนึ่งหายไป
“อาลู่ไปถ่ายเบายังไม่กลับมาขอรับ” ชายร่างเล็กผู้นั้นเอ่ยตอบ
“แม่นางซูกลับขึ้นรถม้าเสียเถิดอยู่ตรงนี้อาจจะมีอันตรายได้ เสียงฝีเท้าน่าจะมีแค่10กว่าคนเท่านั้น ยังมิตึงมือเกินไปแม่นางสบายใจได้” หูอันฉีหันไปสบเข้ากับดวงตากลมโตของผู้ว่าจ้างก็เอ่ยไล่นางให้กลับขึ้นไปบนรถม้าทันที
ซูเม่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะกลับขึ้นรถม้าอีกครั้ง ด้วยตัวนางเองก็ไม่อยากเปิดเผยความสามารถมากนัก เพราะยังไม่อาจไว้ใจใครได้ จะเป็นการชักภัยมาสู่ตนเองเสียเปล่า
หูอันฉีเมื่อคล้อยหลังเด็กสาวก็ชักดาบออกมาทันที เมื่อมีเสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ชายฉกุรรจ์ราว 15 คนออกมาจากเงามืดพร้อมอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นก็มีอาลู่ชายที่กล่าวอ้างว่าไปถ่ายเบาในป่ารวมอยู่ด้วย
“อาลู่ นี่เจ้า!!!” ชายร่างเล็กที่เป็นสหายของอาลู่ส่งเสียงขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาอยู่ในกลุ่มผู้มาใหม่ ซึ่งแน่ชัดแล้วว่า เป็นโจรป่า ส่วนเพื่อนของเขาก็คงเป็นสายให้กับพวกโจร
อาลู่หลบสายตาสหายของตนและบรรดาหน่วยคุ้มกันที่เดินทางมาด้วยกัน สายตาลอกแลกขี้ขลาดนั้นล้วนแต่อยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่ง
“ส่งของมีค่า และสตรีผู้นั้นกับเด็กมา แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป” หัวหน้าโจรกล่าวขึ้น ชายผู้นี้ใบหน้ามีร่องรอยแผลเป็นพาดจากตาซ้ายลงมาถึงแก้มน่าหวาดเกรงไม่น้อย สายของเขาที่แฝงตัวอยู่ในสำนักคุ้มภัยรายงานมาว่ามีขบวนเดินทางของสตรีและเด็กที่ค่อนข้างมีฐานะ ที่สำคัญสตรีผู้นั้นงดงามมาก เขาจึงพาพวกพ้องมารอดักปล้น แม้ไม่ได้ของมีค่าแต่ได้สตรีงามก็ยังดี หัวหน้าโจรที่เมื่อครู่แอบเห็นสตรีบนรถม้าก็รู้สึกฮึกเหิมอยากครอบครองจนตัวสั่น
สายตาหูอันฉีที่จ้องมองหัวหน้าโจรก็พลันเห็นสายตาโสโครกของมันตอนพูดถึงสตรีพอดี ก็รู้สึกสมเพชยิ่งนัก สำหรับเขาแล้วพวกนี้มัน....
‘โจรกระจอก’
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน4“ท่านพี่......” เสียงอ่อนของทั้งสามสาวดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่ได้ทำให้พี่ชายทั้งสองใจอ่อนได้เลย“กลับไปพวกเจ้าทั้งสามต้องโดนลงโทษ เรื่องนี้พี่คงต้องแจ้งเสด็จแม่โดยตรง” ซื่อจื่อโอวหยางเทียนหยูเอ่ยคาดโทษน้องสาวทั้งสาม“เสร็จศึกคราวนี้ น้องจะไปรับโทษกับเสด็จแม่โดยการไม่แต่งงานตลอดชีวิตเอง” เยว่ซินเอ่ยตอบอย่างองอาจจนได้รับมะเหงกจากพี่ชายใหญ่ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานน้องสาวเขายังทำเป็นเล่นอีก“ท่านพี่...น้องแค่อยากช่วย” เยว่ชิงเอ่ยกับพี่ชายเสียงอ่อย“ใช่เพคะ ดูสิเรือนี้ใหญ่มากเสด็จทวดโจวจิ้งห่าวมอบให้ แต่พวกเรามาติดตั้งปืนใหญ่เอง” เยว่ชื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจในผลงานนี้ของทั้งนางและพี่สาวทั้งสองปังงงงงง บึ้มมมมมมเสียงปืนจากเรือกลไฟของศัตรูที่เริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซื่อจื่อเข้าประชิดตัวน้องสาวก่อ
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน3ชาวบ้านเมืองหยางถูกอพยพออกจากเมืองทั้งหมดอย่างรวดเร็วเมื่อกองทัพหลวงมาถึง จวนตระกูลตวนมู่ที่ยามนี้อยู่ในความดูแลของกัวเหวินชาง และเจียงลู่คงจึงปิดจวนตะกูลตวนมู่ พาคนไปอาศัยในหมู่บ้านเฟยซานและเอ้อซานเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง“ซื่อจื่อพะยะค่ะ ยามนี้พวกมันทอดสมอห่างจากท่าเรือของเมืองหยางราว 6 ลี้ จะทำเช่นไรดีพะยะค่ะ” รองแม่ทัพเตียวลี่จ้ง (หลานชายของอดีตแม่ทัพอุดรเตียวเหลียง)“รอก่อน เมื่อพวกมันหันกระบอกปืนกลไฟใส่เราเมื่อใด ก็ลงมือได้ทันที” ซื่อจื่อกล่าวเสียงเรียบ ยามนี้เขาอยู่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่พัฒนาขึ้นให้ป้องกันกระสุนปืนได้ทุกชนิด“ท่านพี่จะมาเล่นโดยไม่ชวนข้าได้เช่นไร” เสียงราวกับบุรุษขี้เล่นดังขึ้นด้านหลังทำให้ซื่อจื่อหนุ่มหันไปมองน้องชายคนรองที่ยามนี้กำลังนั่งอยู่บนหลังเจ้าเสี๋ยวไป๋อย่างสบาย ซึ่งเจ้าพยัคฆ์หนุ่มยามนี้ตัวโตเต็มวัยจนใหญ่กว
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน2“พะยะค่ะ ท่านอ๋อง” เฟยเทียนหมุนกายจากไป ก่อนจะชำเลืองมองฮูหยินของเขาที่ยังคงรับใช้พระชายาไม่ไปไหนเช่นกัน แม้พระชายาจะมอบจวนให้หรือกิจการให้ ชิงชิงก็ไม่คิดจากจากไปไหน ยังคงรับใช้สตรีที่ฉุดนางออกมาจากกรงขังทาสที่ไร้อิสระ“ลูกจะส่งข่าวให้พี่ชายรองด้วยเพคะ” เยว่ซินพูดจบก็ได้รับการพยักหน้าจากมารดา ก็หมุนกายจากไปทำตามที่พูดทันทียามนี้ท่านชายโอวหยางเทียนหยูขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทนบิดาและมีฐานะเป็นซื่อจื่อที่ต้องสืบทอดตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาในอนาคต ส่วนท่านชายโอวหยางหยู่หลงชอบอิสระในชีวิตจึงก่อตั้งสำนักยุทธ์ขึ้นมาและมีลูกน้องภายใต้การดูแลนับหมื่นคนส่วนท่านหญิงฝาแฝดทั้งสองยามนี้กลายเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถที่อายุน้อยที่สุด และยังคงออกท่องเที่ยวเดินทางไปยังแคว้นต่างๆ แต่คาดว่าอีกไม่กี่เดือนคงกลับมา เพราะใกล้จะถึงวัยปักปิ่นเต็มทีค่ายทหารนอกเมืองหลวง
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน1วังชินอ๋องแคว้นซ่งวังชินอ๋องที่เคยเงียบเหงาเพราะเจ้านายของวังไม่เคยได้พำนักที่วังนัก แต่หลังจากที่ชินอ๋องโอวหยางหนิ่งเฉิงได้แต่งชินหวางเฟยก็ทำให้วังที่เคยเงียบสงบจนน่าขนลุกกลับกลายเป็นมีชีวิตชีวา แต่กลับมีชีวิตชีวาจนเกินไปเสียแล้ว...“ท่านชายหยู่หลงช้าลงหน่อยพะยะค่ะ แฮ่กๆๆ” หยู่หลงที่ยามนี้อยู่บนหลังเจ้าพยัคฆ์ที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวไป๋ กระโจนซ้ายทีขวาทีหลีกหนีเหล่าบรรดาขันทีพี่เลี้ยงอย่างสนุกสนาน“ท่านพี่รอซินซินด้วย!!!”โฮกกกกกกกกกก พยัคฆ์อีกตัวถูกตั้งชื่อว่าเสี่ยวเฮยวิ่งกระโจนมาอย่างรวดเร็วพาเจ้านายสาวตัวน้อยข้ามศีรษะของบรรดาพี่เลี้ยงทั้งหลายก่อนที่มันจะวิ่งมุ่งตรงไปทางตำหนักใหญ่“ท่านชาย!!! ท่านหญิง!!!!” พี่เลี้ยงขันทีต่างลอบปาดเหงื่อกับบรรดาเจ้านายน้อยๆ ที่คล้ายจะไม่ได้ยินเสียงพวกเขาแม้แต่น้อยขบวนนางกำนัลขันทีต่างมุ่งไปตำห
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)5มู่หว่านชิงผลักองครักษ์หนุ่มที่ทาบทับตัวนางแต่ร่างสูงกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่ไม่นานนักคนตัวโตก็รู้สึกตัวจึงขยับลุกขึ้น ร่างบางของมู่หว่านชิงจึงผุดลุกขึ้นและเช็ดริมฝีปากของตนเองทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“แม่นางชิงชิงข้าขออภัย มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ข้ายินดีรับผิดชอบ” เฟยเทียนเอ่ยเสียงเรียบหนักแน่นเมื่อได้รับโอกาส หากสำเร็จแล้วละก็...เขาจะตอบแทนสหายทั้งสองอย่างดีแน่นอน อันที่จริงแล้วก็สามารถพลิกกายหลบได้แต่เขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น...หึหึ“ข...ข้า..ข้าไม่รู้!!!” มู่หว่านชิงที่ไม่รู้จะทำเช่นไรกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงถอยหลังก่อนจะซอยเท้าวิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย“พี่ชิงชิง/พี่ชิงชิง” หลานมี่อิงกับหลานมี่อันเรียกพี่สาวที่วิ่งหนีหายไป ก่อนจะโค้งกายคำนับองครักษ์หนุ่มที่หมุนกายตามพี่สาวไปเช่นกันเฟยเทียนที่ตอนแรกยังคงหน้าตายแ
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)4“พี่ลืมไม่ได้หรอก เพราะเรื่องราวเหล่านั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้พี่มีวันนี้ วันที่ไม่ต้องเห็นคนที่รักโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจะมีพี่คอยเป็นแรงสนับสนุนทั้งพี่หญิงสี่หรือน้องหญิงเจ็ดเองก็ตาม” หนานซูเหวินมองหน้าน้องสาวของเขา จนซูเจียวถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมา ก่อนจะเข้ากอดพี่ชายเบาๆ โดยไม่สนใจขนบธรรมเนียมใดๆ เพราะต่อให้นางเติบโตเพียงใดบุรุษตรงหน้านี้ก็ยังคงเป็นพี่ชายของนางตลอดไป“อันใดกันจะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่เดือนแล้ว ยังร้องไห้เป็นเด็กๆอีก” หนานซูเหวินเอ่ยหยอกเย้าน้องสาว ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้น้องน้อยอย่างแผ่วเบา“....” หนานซูเจียวค้อนพี่ชายก่อนจะสูดน้ำมูกเบาๆ“ขี้แยเช่นนี้ หากพี่หลิวเหว่ยส่งเจ้ากลับมา...ขายหน้าแย่”“เขากล้าหรือ!!!!”ไม่กี่เดือนต่อมาท่านหญิงหนานซูเจียวก็เข้าพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาพี่สาวคนใดเลย โดยมี







