Share

บทที่ 7

last update Tanggal publikasi: 2025-07-12 03:42:39

กลางดึก...

ไต้ก๋งโจวเดินมาที่เสาไฟท้าย ก่อนจะหยุดยืนเงียบมองทะเลสักครู่ สายตาคมจับจ้องไปยังพื้นน้ำเบื้องล่าง แล้วเอ่ยเบา ๆ โดยไม่ต้องหันไปมองใคร

"ถึงแล้ว จุดเดิม..."

"ผมไปเปิดไฟเลยนะครับพ่อ"

สือซานเอ่ยถาม เมื่อเห็นบิดาพยักหน้ารับ เขาก็เดินไปยังยังเครื่องปั่นไฟ ทันทีที่เครื่องทำงานแสงไฟสีส้มก็สว่างจ้าเปล่งประกายเหนือผืนน้ำ

หมิงหลงปีนขึ้นกราบเรืออีกด้าน เปิดหลอดไฟเสริม ส่วนเจียงเฉิงกับฉุนกังช่วยกันเลื่อนเสาไฟท้ายให้เอียงลง ส่องตรงผืนน้ำคล้ายจันทร์ตกทะเล

แสงส้มสะท้อนผิวน้ำเหมือนม่านทองเปิดต้อนรับแขก ไม่กี่อึดใจ เสียงเจียงเฉิงร้องอย่างตื่นเต้น

"มาแล้ว! หมึกขึ้นแล้วครับไต้ก๋ง"

ใต้ผิวน้ำสีดำสนิท เงาสีเงินเรืองวาวลอยเข้าหาแสง ร่างเล็กยาวของหมึกหลายสิบตัวพุ่งขึ้นจากความลึก เหมือนฝูงผีเสื้อใต้ทะเลที่หลงแสงเทียน

"สือซาน ประจำหัวอวนเลยลูก!"

ไต้ก๋งออกคำสั่งทันที เสียงนั้นแม้จะดังกว่าคืนก่อนแต่ก็มั่นคงเสมอ สือซานรีบวิ่งประจำตำแหน่ง ฉุนกังกับเจียงเฉิงช่วยกันโยนอวนออกทางกราบเรือ ท้องอวนเปิดอ้าเหมือนปากยักษ์ กลืนแสงและเงาหมึกลงไปอย่างเงียบงัน

สายตาทุกคู่จับจ้องเส้นเชือก

"ระวังอวนตึงนะพี่สือซาน!" หมิงหลงตะโกนขณะช่วยจัดเชือกให้คลายตัวช้า ๆ

"ดึงกลับช้า ๆ อย่าให้ขาด...พ่อจะนับจังหวะให้" เมื่อเห็นว่าเชือกตึกแล้วไต้ก๋งโจวจึงส่งสัญญาณตามมา

มือหยาบกร้านของชายวัยห้าสิบกว่ากำเชือกแน่น เขาดึงจังหวะด้วยน้ำหนักมือที่มีแต่คนทะเลเท่านั้นจะรู้ สือซานอยู่ข้าง ๆ พยายามปรับแรงให้สมดุล ส่วนเจียงเฉิงกับหมิงหลงช่วยกันยกหางอวน

ในอวนมีหมึกหลายร้อยตัวที่ถูกลากขึ้นมาในครั้งเดียว แต่นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น!

"เยอะกว่าครั้งที่แล้วอีก" ฉุนกังพูดพลางปาดเหงื่อ ร่างใหญ่ของเขาก้มลงจับหมึกโยนใส่ถัง

"ยังไม่หมดนะพี่ฉุนกัง ดูใต้ท้ายอวนสิ" หมิงหลงชี้

สือซานดึงปลายอวนขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วทุกคนก็ร้องออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นว่ามีปลาหมึกตัวใหญ่ติดมาด้วยหลายตัว ทั้งปู ปลาเล็กปลาใหญ่ต่างก็ติดมาด้วย

"โอ้โห! หมึกยักษ์!"

มันยาวเกือบครึ่งแขน ลำตัวใสจนเห็นอวัยวะภายใน ไต้ก๋งยิ้มที่มุมปาก มือนั้นตักหมึกขึ้นมาอย่างชำนาญก่อนจะโยนลงถังน้ำแข็งที่เตรียมไว้

"คืนนี้คุ้มค่าน้ำมันแล้ว"

การเก็บหมึกใช้เวลาไม่นาน แต่การรักษาความสดคือหัวใจ ไต้ก๋งชี้ไปที่ลังน้ำแข็งแล้วกำชับกับเจียงเฉิง เพราะราคาของอาหารทะเลเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพความสดใหม่นั่นเอง

"อาเฉิง เติมเกลือไปชั้นหนึ่ง หมิงหลง เอาน้ำทะเลมาราด ห้ามปล่อยให้อากาศเข้า"

"ครับลุงโจว/ครับไต้ก๋ง"

ลูกเรือทุกคนขยับกายทำตามคำสั่งเหมือนละครที่ซ้อมมาแล้วนับร้อยรอบ ไม่มีใครพูดเล่น ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงหอบ เสียงอุปกรณ์ และเสียงลมหายใจที่เต็มไปด้วยความสุขเงียบ ๆ

ลากอวนแต่ละรอบใช้เวลาไม่น้อยในการจัดการกับอาหารทะเล ชีวิตของพวกเขาวนอยู่แบบนั้นซ้ำไปมา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ไต้ก๋งเดินไปท้ายเรือ มองท้องทะเลอีกครั้งแล้วพูดเบา ๆ กับตัวเอง

"คืนนี้ทะเลเมตตา...เรากลับบ้านกันเถอะ"

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง กลิ่นน้ำมันผสมเกลือทะเลตลบในลม ยามฟ้ากำลังเปลี่ยนสีจากดำสนิทเป็นม่วงเข้ม พวกเขาหันหัวเรือกลับ สู่แสงไฟริบหรี่ของหมู่บ้านที่เห็นอยู่ไกล ๆ

เช้ามืดหลังจากเรือเทียบท่า ทุกคนช่วยกันขนของสดไปที่จุดรวมตัว ซึ่งก็คือ ตลาดสมาคมชาวประมง

ตลาดของสมาคมชาวประมงเปิดรับของทะเลตั้งแต่เช้ามืด แม่ค้าหลายคนยืนรออยู่หน้าลาน บางคนเป็นภรรยาของชาวประมงเอง บ้างก็เป็นพ่อค้าคนกลางที่เชื่อมระหว่างชาวบ้านกับเมืองใหญ่

เสียงตะโกน เสียงหัวเราะ เสียงคุยเรื่องราคากุ้งปลาดังเจื้อยแจ้วเหมือนเพลงพื้นบ้าน ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย กลับมีชีวิตที่อุ่นใจแทรกอยู่เงียบ ๆ

ท้องฟ้าเบื้องบนยังปกคลุมด้วยม่านสีเทานวลจาง ๆ กลิ่นทะเลสดชัดเจนยิ่งกว่าทุกวันเมื่อเรือประมงของไต้ก๋งโจวเทียบท่าตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ลังปลาหมึก ปลาทู และปูม้าสดใหม่ถูกลำเลียงลงจากเรือด้วยแรงมือของชายหนุ่มสี่ห้าคน

"เข็นไปชั่งน้ำหนักแล้วเอาบิลมาด้วยนะ เดี๋ยวพ่อจะไปแจ้งหัวหน้าไป๋"

ไต้ก๋งโจวพูดกับลูกชายเบา ๆ เมื่อมาถึงลานชั่งน้ำหนัก สือซานพยักหน้า ยกหลังมือเช็ดเหงื่อ ข้าง ๆ กัน ฉุนกังกับหมิงหลงจัดการเรียงลังอย่างคล่องแคล่ว เจียงเฉิงถอนหายใจเมื่อมองปลาหมึกยังดิ้นเบา ๆ อยู่ในลัง

"ของสดขนาดนี้ ถ้าได้ราคาดีหน่อยคงหายเหนื่อยเลยเนอะพี่สือซาน" หมิงหลงพูดระหว่างที่ช่วยกันยกของลงจากรถเข็น

"อื้อ..ไม่น่าจะต่ำกว่า 200 หยวน"

ขณะเดียวกันเสียงของหัวหน้าไป๋ก็ดังมาแต่ไกล

"ไต้ก๋งโจว มาส่งเหรอ วันนี้ได้ของเท่าไหร่?"

ชายพุงพลุ้ยสวมเสื้อกั๊กสีแดงเดินอาด ๆ มุ่งหน้ามาที่บริเวณที่ลังสินค้าของบ้านโจววางอยู่

"พอสมควรครับ ลังแถบนี้ปลาหมึก ลังแถบนู้นปลาทู แล้วก็กุ้ง ปู ยังสดอยู่เลย ลองดูก่อนนะหัวหน้าไป๋"

ไต้ก๋งโจวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าสายตาของหัวหน้าไป๋กลับเหมือนคนมืดบอด มองของดีเป็นของใกล้เสีย ตัดสินใจกดราคาอย่างหน้าด้าน ๆ

"ก็ไม่เท่าไหร่ ของทั้งหมด... ได้แปดสิบสองหยวน"

เขาว่าพลางหันหน้าหนีเหมือนไม่ต้องการเสียเวลามากไปกว่านั้น

"แปดสิบสอง? แต่ของเราทั้งสดทั้งเยอะ จะขายได้ราคานี้ได้ยังไง?" สือซานทวนคำ น้ำเสียงปนไม่เชื่อหูตนเอง

"วันนี้สมาคมรับซื้อราคานี้ จะขายก็ขาย ไม่ขายก็เก็บไว้กินกันเอง" หัวหน้าไป๋สวนกลับ

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศแถวนั้นหนาวเย็นขึ้นถนัด เจียงเฉิงขยับเข้ามาเหมือนจะพูดอะไร แต่ไต้ก๋งโจวรีบวางมือลงบนบ่าเขาเพื่อหยุดทุกอย่างเอาไว้ก่อน

"พอเถอะ ไม่มีประโยชน์หรอกอาเฉิง..."

น้ำเสียงนั้นนิ่ง แต่ในแววตาไต้ก๋งโจวกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หมิงหลงมองหน้าทุกคน ก่อนถามเสียงเบา

"ไต้ก๋ง...ถ้าเราเอาของไปขายเองข้างนอก จะได้ราคาดีกว่านี้ไหม?"

"ไม่ได้ กฎของสมาคมบอกไว้ชัด..สมาชิกทุกคนต้องขายผ่านตลาดนี้เท่านั้น จะขายให้พ่อค้าคนกลางหรือแอบนำไปที่อื่นไม่ได้เลย…" พ่อโจวรีบตอบทันที

"เพราะต้องหักเงินส่วนต่างมาเข้ากองทุนบำรุงตลาดไงอาหลง พวกเราถึงทำแบบนั้นไม่ได้"

ฉุนกังพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ ไม่มีใครพูดอะไรต่ออีก ต่างคนต่างรู้ว่าหากละเมิดข้อห้าม จะถูกตัดสิทธิ์ในการใช้ท่าเรือและระบบประมงทั้งหมด ซึ่งเท่ากับเป็นการขาดลมหายใจของชีวิตประมง

สุดท้าย ไต้ก๋งโจวพยักหน้าเบา ๆ อย่างยอมจำนนในความจำเป็น รับเงินแปดสิบสองหยวนในถุงผ้าขึ้นมากำแน่น

"ไปเถอะ กลับบ้านกัน"

ระหว่างทางกลับเสียงล้อเหล็กลากครืดคราดบนถนนเรียบ สะท้อนความฝืดเคืองในอกของทุกคน

"ผมว่า หัวหน้าไป๋ตั้งใจแน่ ๆ ครับ ใครก็รู้ว่าลูกสาวเขาชอบพี่สือซาน พอรู้ข่าวว่าพี่สะใภ้แต่งเข้าบ้านโจว ก็ทำตัวเย็นชาใส่เราทันที"

หมิงหลงโพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ

"ใช่ วันนี้ราคาทะเลไม่ได้ตกสักหน่อย แค่คนอื่นไม่กล้าทัก เพราะกลัวโดนตัดสิทธิ์จากสมาคม! นี่มันใช้อำนาจข่มเหงคนอื่นชัด ๆ"

สือซานยังคงเงียบ ใบหน้าหน้าขรึม เขาจ้องมองล้อที่หมุนไปช้า ๆ เหมือนความคิดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

"พ่อเข้าใจว่าทุกคนโกรธ แต่ของแบบนี้เราต้องระวัง ถ้ายังไม่มีหลักฐาน ก็อย่าเพิ่งปักใจว่าเป็นเพราะเรื่องส่วนตัว..."

ไต้ก๋งโจวถอนหายใจหนัก ๆ เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ผิดจากคำพูดของลูกหลาน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้พูดเขาพูดออกไป คำพูดก็ไม่ต่างจากดาบสองคม

รุ่งเช้าที่บ้านโจว

ลมทะเลโชยเอื่อย กลิ่นอายเกลือแตะจาง ๆ เข้าจมูก ลอดผ่านผ้าปิดหน้าต่างที่พับเก็บเรียบร้อยตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แสงขาวนวลจากหลอดไฟยังส่องวับบนเคาน์เตอร์ครัวไม้เก่า เสี่ยวหนานผูกผ้ากันเปื้อนลายจุดไว้แน่น เดินเข้าครัวข้างบ้านแต่เช้ามืด

เตาอิฐสูงเท่าสะโพก สองช่องถูกจุดด้วยถ่านไม้แห้งควันขาวกรุ่น เธอเริ่มต้นด้วยการหุงโจ๊กข้าวสวยซาวน้ำสะอาด ใส่กุ้งแห้งตัวเล็กจากไหที่แม่สามีเคยบอกไว้ ระหว่างนั้นก็นึ่งปูแล้วนำมาแกะเนื้อ หั่นผักซอยขิงเตรียมไว้ครบเครื่อง

หัวเตาข้างกัน ซุปเนื้อปูใส่ไข่ขาวละลายหยอดเป็นเกล็ดหิมะกำลังเดือดพล่านอยู่ในหม้อดิน เยื่อไผ่แช่น้ำจนนิ่มถูกฉีกเส้นบาง ๆ ใส่ลงพร้อมเห็ดหูหนูขาวชิ้นเล็กขาวละมุน เครื่องปรุงต่าง ๆ ถูกเติมจนได้รสชาติกลมกล่อม

เสร็จแล้วเสี่ยวหนานก็ตั้งหม้อนึ่ง เต้าหู้เนื้อแน่นจากถั่วลิสงที่เธอซื้อมาจากตลาดตั้งแต่เมื่อวาน ถูกวางเรียงในจานเคลือบลายดอกแดง โรยเห็ดหอมซอย ขิงหั่นเส้น และราดซอสซีอิ๊วตามสูตรของเธอแล้วนำขึ้นนึ่งในหม้อร้อน ๆ

พอโจ๊กเคี่ยวได้ที่เสี่ยวหนานก็รีบต้นน้ำขิงต่อ สามีกับพ่อสามีออกทะเลมาทั้งคืน กับข้าวเช้านี้ก็ยังมีเนื้อปูที่มีฤทธิ์เย็น เธอจึงตั้งใจจะต้มน้ำขิงที่มีฤทธิ์ร้อนให้ทุกคนดื่ม จะได้สบายตัว ระหว่างที่ทำกับข้าวสายตาของเธอก็ชำเลืองมองไปทางประตูหน้าบ้านอยู่ตลอด

"แม่จ๋า… แม่มองหาพ่ออยู่เหรอ?"

เสียงใสปนน้ำเสียงงัวเงียของหน่วนหน่วน ลูกสาววัยห้าขวบทำให้เสี่ยวหนานหันไปยิ้มกว้าง แล้วรีบเดินเข้าไปหา

"ใช่จ้ะ ป่านนี้ไม่รู้พ่อของหนูจะขึ้นฝั่งรึยังเลย"

แม่โจวที่เพิ่งเดินออกจากตัวบ้านก็รีบบอกลูกสะใภ้ให้สบายใจ นางรู้ดีว่าความเป็นห่วงที่ลูกสะใภ้กำลังเผชิญเป็นยังไง

"อีกเดี๋ยวก็กลับมาถึงแล้วล่ะลูก ถ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วก็ตั้งโต๊ะเถอะ ส่วนหน่วนหน่วนก็รีบไปล้างหน้าแปรงฟัน จะได้ออกมากินข้าวพร้อมกัน"

"ค่ะย่า หน่วนหน่วนจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ"

สองแม่ลูกแยกกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยมีแม่โจวคอยช่วยจัดโต๊ะจนเสร็จไม่นานสือซานกับพ่อโจวก็เดินกลับมาถึงบ้านพร้อมกัรถเข็นและของสดที่เหลือ เขาวางลังไม้ลงข้างครัวแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เป็นอะไรรึเปล่าพี่ ทำไมถอนหายใจแบบนั้นล่ะ?" เสี่ยวหนานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของทั้งคู่ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่

"วันนี้พวกเราได้เงินมาแค่แปดสิบหยวน ทั้งที่มันควรจะเกินร้อย ไหนจะจ่ายค่าแรงลูกเรือคนละสามหยวน แล้วยังมีค่าน้ำมันอีก… สุดท้ายเหลือไม่ถึงสี่สิบหยวน ยังต้องเก็บไว้เผื่อซ่อมเรืออีก"

"หาของทะเลได้น้อยเหรอคะ?"

"หาได้เยอะ เงินที่ขายได้ก็ควรได้เยอะกว่านี้มาก.."

สือซานไม่พูดอะไรต่อแต่เสี่ยวหนานก็พอจะรู้ได้ ทั้งหมดคงเป็นเพราะคนสกุลไป๋พวกนั้น

"ไม่เป็นไรนะพี่ ฉันจะรีบเปิดร้านให้ได้เร็วที่สุด ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ฉันจะรับซื้ออาหารทะเลจากพี่เองพี่ทุกวันเลย จะได้ไม่ต้องไปง้อสมาคมไหนให้เจ็บใจอีก"

เสี่ยวหนานจับมือของสามีเอาไว้ เธอยังมีความรู้และสูตรลับอีกมากมายที่จะจัดการกับอาหารทะเลพวกนี้ ไม่ขำเป็นต้องไปขายให้คนสกุลไป๋เอาเปรียบอีก แต่ช่วงแรกก็ต้องทนลำบากไปก่อน

"หนานหนาน พี่จะให้น้องแบกรับเรื่องพวกนี้ได้ยังไง"

"ครอบครัวเดียวกัน จะทุกข์จะสุกก็ต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพี่ก็พักอยู่ที่บ้าน ฉันจะออกไปจัดการที่ร้านสักหน่อย"

"แน่ใจนะว่าจะไม่ให้พี่ไปช่วย?"

"พี่ทำงานมาเหนื่อย ๆ นอนพักเถอะ เรื่องแค่นี้ฉันจัดการได้"

หลังจากคุยกันเสร็จทุกคนก็มาล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยแล้วทิ้งเรื่องน่าปวดหัวไว้ข้างหลัง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 95

    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน หน่วนหน่วน หยวนเปา หยวนเป่ย ต่างก็วิ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างกระตือรือร้น ไม่นานนัก พวกเขาก็ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ทั้งตุ๊กตาตัวโปรด ของเล่นชิ้นโปรด สมุดวาดรูป สมุดเขียน และดินสอสีสารพัดสีสัน แต่ละคนขนออกมาจากห้องของตัวเอง แล้วนำมากองรวมกันที่ห้อ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 94

    หน่วนหน่วน เห็นอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้อง ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เธอจึงเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วเตือนสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วง "คุณลุงคะ น้องอิงลั่ว ถ้าจะใช้กระทะไฟฟ้าหรือกาน้ำร้อน ห้ามใช้ช้อนที่ทำจากสเตนเลสหรือเหล็กลงไปสัมผัสโดยตรงเด็ดขาดนะคะ ให้ใช้กระบวยที่มีด้ามจับแบบนี้แทน ไม่อย่างนั้นไฟจะดูดเอาได้ ไฟดูดน

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 93

    เธอเริ่มแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและเป็นกันเองเซ่าเวินเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวหนานด้วยความเกรงใจ เขาวางตะเกียบลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ "ผม...ผมชื่อเซ่าเวินครับ นี่ลูกสาวของผม เซ่าอิงลั่ว พวกเราเป็นคนกว่างโจวครับ" เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้เสี่ยวหนานฟังด้วยความเจ็บ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 92

    ในระหว่างนั้น เสี่ยวเปากับอันเจ๋อ ก็ช่วยกันยกถาดอาหารที่แม่ตักให้มาวางไว้ที่โต๊ะ อาหารร้อน ๆ กลิ่นหอมฟุ้งเต็มโต๊ะไปหมด ส่วน เสี่ยวเป่ย ก็รีบไปหยิบน้ำอัดลมที่เพิ่งซื้อมาพร้อมกับนมอีก 4 กล่อง รวมถึงขนมปังที่แม่เตรียมไว้ให้เป็นขนมของพวกเขา เสี่ยวเป่ยก็แบ่งส่วนหนึ่งมาวางไว้ให้ด้วยพอหน่วนหน่วนพาสองพ่อลู

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 91

    ห้าปีต่อมาห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 1988 ซูจื่ออัน เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวมาได้สักพักใหญ่แล้ว ด้วยความรู้และความสามารถที่ร่ำเรียนมา เขาได้เข้ามาช่วยงานในโรงงานของพี่สาวอย่างเต็มตัว โรงงานแห่งใหม่ ของ ซูเสี่ยวหนาน กำลังเริ่มก่อสร้างบนที่ดินที่เธอซื้อสะสมไว้ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 90

    สายตาของพนักงานสาวมองผ่านเพียงแค่วูบเดียว ก็ทำให้กิริยาของพนักงานเปลี่ยนไปในทันใด เธอกะพริบตาถี่ รีบยกมือขึ้นประสานพร้อมโค้งตัวเล็กน้อย"เชิญคุณลูกค้าทางนี้เลยนะคะ ห้องพิเศษของเราพร้อมแล้วค่ะ!"พนักงานผายมืออย่างนอบน้อม แล้วเดินนำแขกกลุ่มใหญ่ผ่านโถงกลางร้านเข้าไปยังห้องส่วนตัวที่จัดไว้โดยเฉพาะสำหรับ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 86

    "หน่วนหน่วนยิ่งโตก็ยิ่งเก่ง ยิ่งน่ารัก.." เสี่ยวหนานกล่าว"แน่นอนสิ ก็น้องสอนมาเองกับมือ จะไม่ดีได้ยังไง" สือซานตอบกลับพร้อมกับรับขวดนมไปให้ลูก ๆสองปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 1985 ซูจื่ออัน กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชิงหัว เขาแทบไม่มีเวลาได้กลับบ้านเลยใ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 83

    แสงจันทร์สีนวลสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเสี่ยวหนานและสือซาน ส่องกระทบผ้าม่านบางเบาที่พลิ้วไหวตามแรงลม เสี่ยวหนานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง พลางเหม่อมองออกไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ดวงตาของเธอฉายแววครุ่นคิด ความสำเร็จทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสุขใจได้อย่างเต็มที่ ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 81

    ที่โรงพยาบาล ทันทีที่รถของสือซานจอดสนิทที่ทางเข้าห้องฉุกเฉิน บุรุษพยาบาลก็รีบเอารถเข็นมารับร่างของคนป่วย แล้วพาเสี่ยวหนานเข้าไปยังห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว ทีมแพทย์และพยาบาลเข้ามารับช่วงต่อทันที พวกเขาพยุงร่างของเสี่ยวหนานขึ้นนอนบนเตียงเข็น และพาเธอเข้าไปในห้องตรวจ หลังจากเก็บรถเสร็จสือซานก็รีบมายืน

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 76

    หลายสัปดาห์ต่อมา การสอบเกาเข่าผ่านพ้นไปด้วยดี ซูจื่ออัน ได้คะแนนสอบมากถึง 748 คะแนน ถือว่าสูงสุดในเมืองเยี่ยนเทียนแถมยังได้ประกาศนียบัตรจากการแข่งขันระดับมณฑล จนได้รับหนังสือเชิญเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง วันนี้เป็นวันที่จื่ออันจะต้องเดินทาง เขาเลือกแล้วว่าจะเรียนที่ มหาวิทยาลัยชิงหัว ครั้งนี้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status