ANMELDEN“ออกมาแค่นี้ต้องพกดาบมาด้วยหรือ” เหอลี่อิงเอ่ยถามบุรุษที่เดินกุมมือของเธอไปตามถนนที่เรียงรายด้วยร้านรวงมากมาย วันนี้ซุนเจิงทำตามสัญญาที่ให้ไว้แก่เธอเมื่อช่วงเช้า เขาจึงมาเดินกุมมือเธอเดินไปตามทาง แต่สิ่งที่แปลกออกไปคือวันนี้เขาเหน็บดาบเล่มยาวไว้ข้างเอวอย่างที่ไม่ใคร่จะทำ หรือว่าออกมาข้างนอกเพียงลำพังสองคนจึงทำให้เขาต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้“กันไว้ก่อน คราวที่แล้วฉันโดนลอบทำร้ายไปหนหนึ่ง คราวนี้หากโดนอีก ฉันจะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว”“โหดปานนั้นเลยหรือคุณน่ะ”“เธอไม่รู้อะไรเสียแล้วเหอลี่อิง ฉันน่ะเคยทำมากกว่านั้นอีก”เหอลี่อิงมองบุรุษที่วางมาดคุยโวใส่เธอก็ได้แต่โคลงศีรษะ เบ้ปากในความขี้โม้ของอีกฝ่าย แต่ใช่ว่าเธอจะนึกเถียงเขาแต่อย่างใด เพราะเรื่องหน้าที่การงานในส่วนนั้นเธอเองก็ไม่ได้รับรู้เช่นกัน ด้วยทุกอย่างเป็นความลับมาโดยตลอด“ไปโรงเตี๊ยมข้างหน้านี่ไหม ฉันเห็นพวกขุนนางพุงพลุ้ยชอบเข้าไปกันนัก”“ขุนนางพุงพลุ้ยอย่างนั้นหรือ”“ใช่ ยิ่งพุงพลุ้ยเท่าไหร่ นั่นก็หมายความว่าร้านนั้นรสชาติดี”เหอลี่อิงเลิกคิ้วสงสัยในมาตรวัดความอร่อยที่ซุนเจิงหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างภาคภูมิใจ แต่ก็ยินยอมเดิ
“หนทางข้างหน้าของท่านคงสดใสไม่น้อย หากคนที่เป็นปรปักษ์กับท่านเขลาถึงเพียงนี้ มีอย่างที่ไหนเดินมาสาวไส้ของตนให้คนอื่นรู้ หรือเขาคิดว่าข้าไม่รู้ว่าคนที่คิดทำร้ายข้าคือเขา หรือเขาไม่รู้ว่าคนที่ทำร้ายข้าคือคนของ...” ซุนเจิงชะงักไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าทำให้เว่ยหลางที่หัวเราะชอบใจก่อนหน้าพลันเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นนิ่งงัน และทบทวนสิ่งที่ขุนนางคนสนิทเอ่ยขึ้น“สุนัขลอบกัด เลี้ยงอย่างไรก็ไม่เชื่อง”“ระวังให้ดี คนตำหนักนี้เป็นคนของท่านจริงหรือไม่ต้องตรองให้ถี่ถ้วน ใช่ว่าเขาชักจูงคนของท่านได้แล้วหรือ”“ไม่ใช่อย่างแน่นอน ข้าทราบเรื่องมาพักหนึ่งแล้ว เขาพยายามชักจูงคนของข้าจริงอย่างที่ท่านพูดมา แต่ทำไม่ได้ โชคดีที่คนของข้ามิได้อยู่เพราะลาภยศเช่นเดียวกับท่าน พวกเราแค่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและความหวังว่าต้าเว่ยจะดีขึ้นกว่านี้เท่านั้น”“เปล่าเลย ข้ามิได้ปรารถนาในสิ่งที่ท่านกล่าวมาแม้แต่น้อย ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะท่าน” ซุนเจิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดที่ชัดเจนไปกว่านี้ คนฟังจะตีความไปว่าอย่างไร เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ “ข้าช่วยให้เขามีหน้ามีตา ไม่ถูกดูแคลน และหวังให้เป็นกำลังสำคัญให้แก่ท่านในอนาคต แต่
“ช่วงนี้รัชทายาทเหมือนจะมีเรื่องให้คิดมากทีเดียว เห็นเข้าจวนมาแต่ละที หน้าก็เคร่งเครียดอยู่แทบจะตลอดเวลา” เหอลี่อิงเอ่ยขณะที่นอนลืมตามองเพดานห้องนอน โดยซุนเจิงยังนอนอยู่ข้างๆ ทั้งที่เช้าแล้วก็ตาม แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งเธอและเขายังเอาแต่หมกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม และไม่มีวี่แววจะลุกขึ้นด้วยซ้ำ ราวกับหนุ่มสาวเกียจคร้านในยามเช้าไม่ผิดเพี้ยน“เมื่อวานเขามีปากเสียงกับจักรพรรดิมา คงจะเครียดไม่น้อยอย่างที่เธอว่า เขาเอ่ยกับพ่อของเขาเสียหมดเปลือกว่าตนนั้นคิดกระทำสิ่งใด หลังจากนั้นก็หอบความผิดหวังที่มีต่อพ่อมาหาฉัน ราวกับว่าจะมาฟ้องว่าพ่อนั้นเห็นเขาไร้ค่าเพียงไร”“กระทบกระทั่งเช่นนี้ไม่ดีเลย เขาใจร้อนอยู่ไม่น้อย คุณต้องเตือนเขาด้วยว่าให้คิดอย่างรอบคอบก่อนจะเอ่ยสิ่งใดไป”“พูดก่อนคิดน่ะหรือที่เธออยากให้ฉันไปบอกเขา” ซุนเจิงมองสตรีที่นอนอยู่ข้างกาย ก่อนจะหันหน้ากลับมองเพดานห้องนอนและพูดยาวเหยียด “ฉันก็อยากเป็นคนแก่ที่สอนเด็กแบบนั้นเหมือนกัน แต่ฉันจะกล้าพูดเต็มปากได้อย่างไร ในเมื่อฉันเองยังทำไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งอารมณ์ก็นำพาฉันไปไวกว่าความคิด แม้ว่าอายุจะมากแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้การันตีว่าฉันจะเป็นคนแ
"วันนี้ข้าเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ฝ่าบาทตรัสว่าทราบเรื่องที่ตำหนักบูรพา ข้าจึงเอ่ยรับอย่างไม่ปิดบัง และฝ่าบาทก็ตรัสอย่างไม่ปิดบังเช่นกันในเรื่องที่ยกข้ามาเป็นโล่ป้องกันบุตรที่พระองค์รัก น่าสมเพชสิ้นดี ท่านว่าไหม รักและเทิดทูนเขาเหนือสิ่งใด แต่วันหนึ่งเขาเห็นข้าเป็นเพียงตัวล่อเหยื่อเท่านั้น หากข้าตายตกไป เขาคงไม่เสียใจ เพราะอย่างไรเสียบุตรที่เขารักยังมีชีวิตรอด”ซุนเจิงมองบุรุษที่แบกความผิดหวังเสียใจมาเต็มบ่าอย่างสงสาร ถ้อยคำที่เอ่ยถึงบิดานั้นห่างเหินเสียจนน่าใจหาย“เฮ้อ นี่ท่านมาเยี่ยมข้าหรือมาปรับทุกข์กันแน่ เห็นหน้ากันแต่ละครั้งมีแต่เรื่องทุกข์ใจ” คนที่เจ็บตัวบ่นอุบอิบพลางโคลงศีรษะ แต่ก็ใช่ว่าคนฟังจะเก็บไปใส่ใจ เว่ยหลางแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น บางทีเขาอาจกลายเป็นคนพิลึกพิลั่นเหมือนคนในจวนนี้แล้วก็เป็นได้“ฝ่าบาทคงอยากจะกำจัดข้าเหลือประมาณ แต่ข้าขู่เขาไว้ว่า เชื่อได้อย่างไรว่าในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางนั้นจะมีคนที่ซื่อสัตย์จริง หากข้าโดนปลดออกจากตำแหน่งหรือตายไป มีหรือที่คนพวกนั้นจะไม่ใช้ช่องว่างนี้ทำการผลัดเปลี่ยนอำนาจ อีกอย่า
“เอาไปให้ใต้เท้าในห้อง ให้ใต้เท้ากินให้หมดจะได้กินยา” เหอลี่อิงสั่งบ่าวรับใช้ที่ช่วยเธออยู่ในครัว แต่เอ่ยปากสั่งงานไปได้ไม่เท่าไร ก็มีเด็กชายตัวกลมวิ่งมาหาเธอด้วยรอยยิ้ม“เสี่ยวหยางเอาไปให้ท่านพ่อเองขอรับ” เด็กน้อยขันอาสา เหอลี่อิงก็ยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธน้ำใจของเด็กน้อย เพียงแต่กำชับว่าให้ระมัดระวังเท่านั้นให้หลังเสี่ยวหยาง เหอลี่อิงก็หันมาสนใจงานอื่นในจวนแทน มีหลายเรื่องที่เธอรับผิดชอบดูแล แต่ก็ใช่ว่าจะหนักหนาสาหัสแต่ประการใด เพียงตรวจดูความเรียบร้อยเท่านั้น พอไม่มีสิ่งใดให้กังวลก็หันกลับออกจากครัว ในขณะที่กำลังสาวเท้าไปหาซุนเจิง ก็พบว่ามีแขกเข้าจวนก่อนที่จะได้รับอนุญาตกำลังยืนหน้าเครียดอยู่หน้าห้องของเธอและซุนเจิงเสียแล้ว“รัชทายาท”“ฮูหยิน”เหอลี่อิงรีบสาวเท้าเข้าไปหาบุรุษที่ยืนหน้าเครียดด้วยความกังวล แม้ว่ารัชทายาทจะแวะเวียนมาที่นี่บ่อยครั้ง แต่ใช่ว่าเขาจะหน้าเครียดเท่ากับวันนี้ จนเธอพานคิดว่าเขานั้นมีเรื่องทุกข์ใจเหลือประมาณ จึงอดห่วงไม่ได้“มีอัน
รัชทายาทเข้ามาถึงตำหนักที่ประทับของจักรพรรดิก็โค้งคำนับตามธรรมเนียม เข้าไปหาพระราชบิดาที่กำลังสนใจหมากกระดาน เมื่อจักรพรรดิทราบถึงการมา จึงตรัสให้รัชทายาทได้นั่งและจัดแจงเดินหมากท้าประลองกับโอรสของพระองค์อย่างไม่อ้อมค้อม“เรียกกระหม่อมมาเพียงเพื่อเล่นหมากกระดานหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คงจะอย่างนั้น”เว่ยหลางไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ เขามองใบหน้าของจักรพรรดิที่ดูเหมือนว่าจะซ่อนอะไรต่อมิอะไรไว้เบื้องหลัง ส่วนเบื้องหน้าที่มีเพียงหมากกระดานนั้นคือสิ่งที่ลวงหลอก และพระราชบิดาจะแสดงพระราชอำนาจของพระองค์ผ่านหมากกระดานนี้เด็กหรือจะชนะผู้อาวุโส สิ่งใดที่ต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ แน่นอนว่าผู้อ่อนกว่าย่อมพ่ายแพ้ พระราชบิดาของเขานั้นพระชนมพรรษาตั้งเท่าไร ผ่านการเล่นหมากกระดานงี่เง่านี่มาไม่น้อย มีหรือจะอ่านทางการเดินหมากของเขาไม่ได้ และนี่ก็เหมือนกับชีวิตของเขาที่พระราชบิดากำลังอ่านผ่าน“ข้าได้ยินข่าวไม่ค่อยดีที่ตำหนักบูรพา”เว่ยหลางลอบยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใดตอบ เพียงแต่ตั้งใจฟังเป็นพิเศษเท่านั้น&ldqu







