LOGINแพทย์สาวดุษฎีบัณฑิตทะลุมิติสู่ยุคโบราณกลายเป็นพระชายาอ๋อง ทั้งยังมีหอแพทย์ล้ำยุคติดตัวมาด้วย เปิดฉากมาก็ถูกใส่ร้ายว่าลอบวางยาทำร้ายนางในดวงใจของท่านอ๋อง? หากไม่ยอมมอบยาถอนพิษก็ต้องตายสถานเดียว? ได้เลย งั้นก็เจาะเลือดนางมาสักสิบชามเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ก่อน! เมื่อความจริงกระจ่างแจ้ง ชายสารเลวบ้านั่นก็ไม่คืนความบริสุทธิ์ให้นาง ! พระชายาที่ต้องอดทนอดกลั้นเช่นนี้ ใครใคร่เป็นก็เชิญ นางขอพาเครื่องมือแพทย์ล้ำสมัยออกไปสร้างคุณประโยชน์ในยุคโบราณ บาดแผลติดเชื้อบาดทะยักหรือ? ยาปฏิชีวนะเอาไปสิ! ภาวะคลอดบุตรยากหรือ? ผ่าคลอดช่วยได้แน่! พระชายาผู้นี้เป็นที่เคารพของราษฎร แล้วจะต้องการบุรุษไปไย? ครั้นท่านอ๋องสุนัขได้ยินถ้อยคำนี้ก็ไม่อาจนิ่งเฉย! ต้อนนางจนมุมกำแพง พลางตวาดด้วยโทสะ “ข้าเข้าฝึกอบรมคุณธรรมบุรุษจนจบหลักสูตรแล้ว เจ้ายังจะเอาอะไรอีก!”
View More“พวกเจ้าคอยอยู่ข้างนอก!” หลิ่วหรูเหมยสั่งการคำหนึ่ง ผลักประตูเดินเข้ามาด้วยตนเอง แล้วปิดประตูลงวันนี้นางสวมชุดกระโปรงหรูฉวินสีชมพูอมแดง บนศีรษะสวมหมวกคลุมหน้าใบใหญ่ดวงตาทั้งสองของไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ฉายแววสะใจในความทุกข์ของผู้อื่น พลางหัวเราะกล่าวว่า “โอ้โห! เหตุใดถึงสวมหมวกคลุมหน้าเสียเล่า ไม่มีหน้าไปพบผู้คนแล้วหรือ?”พอถูกทักเช่นนี้ หลิ่วหรูเหมยก็อดเกาแขนตนเองไม่ได้ พลางลดเสียงลงด้วยความอับอายระคนโกรธเกรี้ยว เอ่ยว่า “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ข้าขอถามเจ้า เรื่องบุรุษในตำหนักฮุ่ยเฟยมันเป็นอย่างไรกันแน่?”“โอ๊ย!” ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ทำท่าหวาดกลัวเอามือปิดหู “สวรรค์ สวรรค์ ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เรื่องที่ฮุ่ยเฟยลักลอบคบชู้เช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงได้ป่าวประกาศไปทั่วเล่า!”หลิ่วหรูเหมยชี้หน้าไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ด้วยความโมโหกล่าวว่า “เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว! บอกมาตามตรง เจ้าพาบุรุษผู้นั้นเข้าวังมาได้อย่างไร? หากไม่พูดวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าต้องตายอย่างไม่น่ามองแน่!”นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ทั้งที่เป็นบุรุษที่นางจัดเตรียมไว้ให้ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์แท้ ๆ เหตุใดถึงไปโผล่ที่ตำหนักหลิวหลีได้เล่า?ทว่า นางยังมีสติ
ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์วิเคราะห์ว่า การที่เจ้าของร่างเดิมถูกพิษโฉมงามกระดูกแห้งแล้วยังไม่ตาย คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพิษกู่ทั้งสองชนิดนั้นน่าจะเป็นเพราะสะกดกันเองจนเกิดเป็นความสมดุลบางอย่าง จึงทำให้เจ้าของร่างเดิมยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนดังนั้นแมลงกู่สองตัวนี้ อย่างน้อยต้องมีตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเจ้าของร่างเดิมมาสิบกว่าปีแล้วพิษชนิดที่สองคือ ร้อยวันเมามาย นี่คือหญ้าชนิดหนึ่ง น้ำที่ต้มจากมันจะมีสีดั่งดอกท้อ ส่งกลิ่นหอมหวนประหนึ่งกล้วยไม้และชะมด เจือกลิ่นสุราบางเบา ผู้ที่ถูกพิษชนิดนี้จะมีอาการคล้ายคนเมา มีชีวิตอยู่ได้มากที่สุดเพียงร้อยวันระบบวิเคราะห์ว่า พิษชนิดนี้ตกค้างอยู่ในร่างกายมาหนึ่งปีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นการถูกพิษในจวนอ๋องหลิงยาถอนพิษของร้อยวันเมามายคือสมุนไพรที่มีชื่อว่า “หอมหวนคืนวิญญาณ” เติบโตอยู่ท่ามกลางน้ำแข็งและหิมะพันปีบนยอดเขาสูงชันพิษอีกชนิดหนึ่งก็เป็นยาพิษเรื้อรังเช่นกัน อยู่ในยาทาบาดแผล สามารถประคับประคองไปได้สักแปดถึงสิบวัน ถอนพิษได้ง่ายกว่าพิษเจ็ดวันปลิดวิญญาณเห็นได้ชัดว่าพิษนี้คือการแก้แค้นของฮุ่ยเฟย!เพราะกลัวว่านางจะตายในวัง ถึงได้ลงมือใช้พิษเร
สุดท้ายอ๋องกงจึงเสนอแนะว่า “หามพระชายาอ๋องหลิงเข้าไปก่อนเถิด นางช่วยเสด็จแม่ไว้ ข้ายังต้องขอบคุณนางเป็นอย่างดีก่อน”ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ยินดีอยู่ในใจ อ๋องกงผู้หล่อเหลาดั่งเซียนตกสวรรค์ช่างมีจิตใจเมตตาเสียจริงฮุ่ยเฟยรีบสั่งการนางกำนัลว่า “เร็วเข้า รีบหามพระชายาอ๋องหลิงเข้าตำหนักใน!”นางกลัวว่าฮ่องเต้จะสั่งให้คนดึงผ้าที่อุดปากไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ออกเพื่อไต่ถาม ท่าทางของไป๋เจี่ยนเอ๋อร์เมื่อครู่นี้ไม่ปกติเอาเสียเลย ยังไม่รู้ว่าจะพูดจาจาบจ้วงเบื้องสูงอันใดออกมาบ้าง!ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนเป็นคนเจนจัด ต่อหน้าฮ่องเต้และเย่เทียนหลิง ไม่มีใครคิดจะหักหน้าฮุ่ยเฟยจนเกินไป แน่นอนว่าจึงไม่มีใครเสนอคำขอนี้ขึ้นมาฮองเฮานั้นมีความคิดเช่นนี้อยู่ แต่นางทราบดีว่าทุกสิ่งควรทำแต่พอดี ในเมื่อไม่อาจใช้แผนเดียวปลิดชีพสองแม่ลูกฮุ่ยเฟยได้ แล้วไยไม่วางตัวให้ดีและใจกว้างขึ้นอีกนิดเล่า?ด้วยเหตุนี้ ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์จึงถูกพามาถึงตำหนักใน โดยที่ผ้าขี้ริ้วเหม็นเน่าในปากก็ยังไม่ได้ถูกดึงออกวังหลวงคือสถานที่ที่เห็นแก่ผลประโยชน์และอำนาจเป็นใหญ่ คำกล่าวนี้ไม่ผิดเพี้ยนสักนิดหมอหลวงมาแล้ว แม้แต่จับชีพจรก็ไม่ทำ เพียงทิ้ง
ในขณะที่ไป๋เจี่ยนเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองกำลังจะจบสิ้นลงแล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงกึ่งชายกึ่งหญิงดังแว่วมา “ฮ่องเต้เสด็จ! ไทเฮาเสด็จ! ฮองเฮาเสด็จ! อ๋องกงเสด็จ!”ฮุ่ยเฟยได้ยินดังนั้นก็ลนลาน รีบสั่งการทันที “เร็วเข้า! เอานางไปไว้ที่ตำหนักหลัง!”การใช้ศาลเตี้ยในวังนับเป็นความผิดมหันต์ ไหนจะกระทำกับสะใภ้ของตัวเองอีก?เหล่าขันทีรีบหยุดมือ ช่วยกันลากตัวไป๋เจี่ยนเอ๋อร์ไปยังตำหนักหลังอย่างชุลมุน ศีรษะและหัวไหล่กระแทกเข้ากับขั้นบันไดหิน เจ็บปวดจนแทบขาดใจต่อให้เหล่าขันทีจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ก็ยังช้าเกินไปเสียงอันน่าเกรงขามทว่าแฝงความอ่อนโยนไว้ดังขึ้น “น้องหญิงฮุ่ยเฟย ที่นี่ของเจ้าช่างครึกครื้นเสียจริง”“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เสียงน่าเกรงขามของบุรุษดังตามเข้ามาฮุ่ยเฟยรีบจับมือของนางกำนัลไว้แล้วถวายความเคารพฮ่องเต้และคนอื่น ๆ “หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท! ถวายพระพรไทเฮาและฮองเฮาเพคะ”น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลราวสายน้ำ ท่วงท่านั้นอ่อนช้อยไร้กระดูก บอบบางราวกิ่งหลิวลู่ลม เห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้!ไหนล่ะท่าทีหยาบคายและอวดดีของสตรีปากจัดเมื่อครู่นี้?หลิ่วหรูเหมยรีบทำความเคารพตาม ท่าทางอ้อนแอ้น

















