LOGINแม้จะรู้สึกสบาย ใช้ชีวิตอย่างราชา มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ซุนเจิงก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงไปได้ วันนี้คือวันสุดท้ายที่เขาได้หยุดงาน วันสุดท้ายที่ท่านเสนาบดียินยอมให้เขาได้ใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างหวานชื่น ทั้งๆ ที่ซุนจ้าวเฟิงคนเก่านั้นมองว่าเป็นช่วงเวลาที่นานชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วยว่าไม่อยากจะแต่งงาน ดื้อรั้นขอท่านเสนาบดีว่าไม่อยากจะหยุดนานไปกว่านี้เพราะไม่อยากให้เสียงานก็ตามที แต่พอเป็นซุนเจิงทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปไม่ใช่น้อย
ซุนเจิงคือนายทหารที่ปลดเกษียณแล้วเป็นสิบปี นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานมาสิบกว่าปีแล้ว อีกอย่างงานที่เคยทำกับงานที่กำลังจะไปทำก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นเขาที่จะต้องตรากตรำไปทำงานในวันพรุ่งนี้จึงต้องนั่งอ่านตำราทุกอย่างในห้องหนังสือของซุนจ้าวเฟิง อ่านทุกบันทึกและทุกรายงานด้วยความรอบคอบ
แต่อย่างไรเสียเขาจะฉลาดเท่าซุนจ้าวเฟิงหรือไม่เล่า บุรุษที่เลื่องลือในความเก่งกาจจะกลายเป็นคนวิกลจริตหรือไม่ หากเขาเอ่ยหรือกระทำอะไรโง่ๆ ออกไป แม้เคยบอกกับเหอลี่อิงว่าอย่าได้กังวลเรื่องเข้ามาแทนที่ใครก็ตามที กลับกลายเป็นว่าเขาต้องมานั่งวิตกในเรื่องนี้แทน
“ซุนเจิง ฉันเอาน้ำชามาให้” ขณะที่จมกับความคิดต่างๆ นานา เหอลี่อิงก็ฉุดรั้งความคิดที่ล่องลอยของเขาให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ซุนเจิงสลัดความคิดที่เริ่มไปไกลของตนออก หยิบชาขึ้นดื่มและสังเกตสตรีที่นั่งประจันหน้าอยู่อีกฟากของโต๊ะทำงาน
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ได้ยินบ่าวในจวนพูดว่าพรุ่งนี้คุณต้องไปทำงานแล้วหรือ”
“ใช่ ฉันถึงต้องมานั่งอ่านตำราพวกนี้ จะได้รู้ว่าซุนจ้าวเฟิงทำงานเป็นอย่างไรบ้าง มีความคิดหรือแนวทางอย่างไรบ้าง” ซุนเจิงตอบไม่ปิดบัง ส่วนเหอลี่อิงก็หยิบจับสิ่งที่เขาคร่ำเคร่งอ่านมาตลอดไปพิจารณา
“นี่มันบัญชีจวน คุณไม่ต้องอ่านก็ได้ ปกติมีพ่อบ้านคอยจัดการ ฉันไปถามเรื่องนี้มาแล้ว” สตรีที่ไต่ถามเรื่องทุกอย่างในจวนใต้เท้าซุนกับเหล่าบ่าวรับใช้มาก่อนหน้าพูดขึ้น
“อย่างนั้นหรือ” ซุนเจิงเอ่ย มองไปยังกระดาษปึกหนึ่งที่เหอลี่อิงหยิบไปพิจารณา “ว่าแต่เธอดูออกได้อย่างไร”
“คุณลืมแล้วหรือว่าส่งฉันไปเรียนทำบัญชีเบื้องต้นพวกนี้ เพราะคุณบอกว่ารำคาญที่ฉันอยู่บ้านเฉยๆ”
“อ้อ” เจ้าของเงินที่ส่งเสียภรรยาเรียนร้องรับ เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ในตอนนั้นเหอลี่อิงเพิ่งจะอายุได้ยี่สิบก็ต้องมาแต่งงาน จากหญิงสาวธรรมดาต้องกลายเป็นแม่บ้านไม่ใช่เรื่องที่น่าพิสมัยเท่าไร ซุนเจิงจึงยอมจ่ายเงินให้เธอได้เรียนและมีความรู้พื้นฐานในเรื่องอื่นบ้าง แม้ในยามนั้นจะอ้างว่าเธออยู่เฉยๆ มันรำคาญหูรำคาญตาก็ตามที
“อย่างนั้นเธอมาดูแลเรื่องนี้ต่อไหม แต่ก่อนจวนนี้ไม่มีคนคอยดูแล พ่อบ้านเลยเป็นคนจัดการ ตอนนี้มีฮูหยินแล้ว ปล่อยให้เป็นแบบเดิมคงไม่เหมาะกระมัง”
“ไปลดหน้าที่พ่อบ้านแบบนั้นจะเหมาะสมหรือ”
“ก็ให้เขาทำเหมือนเดิม แล้วเธอคอยตรวจสอบ เผื่อมีอะไรหลงหูหลงตาเราไป”
“ก็ได้ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
แบ่งหน้าที่ให้เสร็จสรรพ เหอลี่อิงก็ไม่ได้ลุกออกไปไหน ช่วยซุนเจิงคัดเอกสารมากมาย โดยอีกฝ่ายก็ไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด เหอลี่อิงคือภรรยาของซุนเจิง เดิมทีเธอก็มีสิทธิ์จัดการกับเอกสารหรือข้าวของของเขาอยู่แล้ว
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







