หน้าหลัก / รักโบราณ / ณ อนันต์ / เยี่ยมบ้านภรรยา 2

แชร์

เยี่ยมบ้านภรรยา 2

ผู้เขียน: กัวซืออวี่
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-16 17:39:54

“ข้าผิดเองขอรับที่วิ่งมาชนอาเขย”

ซุนเจิงยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป เด็กน้อยที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นก่อน เพราะอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วและไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

“ไร้มารยาทเสียจริง ทำไมเวลาเดินถึงไม่มองทาง เหตุใดเจ้าชอบทำให้ตระกูลเหอขายหน้านัก”

“เอาเถอะๆ” เมื่อได้ยินผู้ใหญ่ตำหนิเด็กที่ไม่มีความผิดใหญ่โต ซุนเจิงก็เอ่ยห้าม ร่างที่นั่งเคียงเด็กน้อยที่ล้มลงไปยืนเหยียดตรงพร้อมทั้งฉายยิ้มอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำเสียเท่าไร “ข้าไม่ใช่คนมากพิธีหรือมากมารยาทอะไร อีกอย่างที่เสี่ยวหยางไม่ได้ระวังก็เป็นเพราะเขามัวพะวงว่าพี่ชายจะวิ่งตามมาทำร้ายทัน จึงไม่ได้มองทาง”

“ทำร้าย? ท่านกล่าวอะไรของท่าน”

“นี่คงเป็นบุตรของท่านใช่หรือไม่ เหอชิงซาง” ซุนเจิงเอ่ยชื่อบุรุษที่ไม่ถูกชะตา

“ใช่ นี่คือบุตรของข้าเอง”

“เห็นทีข้าคงจะต้องลดงานที่กรมของท่านลงบ้างเสียแล้ว เผื่อว่าท่านจะมีเวลาสอนบุตรของตนเองให้มากกว่านี้”

“นี่ท่าน!” เหอชิงซางที่ถูกตอกหน้าเข้าอย่างจังถึงขั้นควบคุมมือไม้ของตนเองไม่ได้ ชี้นิ้วใส่รองเสนาบดีอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ข้าไม่ได้อยู่ในฐานะที่ท่านจะมาชี้นิ้วใส่” ซุนเจิงเหยียดยิ้มอย่างผู้ที่เหนือกว่า มองขุนนางใต้อาณัติของตนเองอย่างน่าเวทนา ความเย่อหยิ่งของคนเราไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มักมีให้เห็นอยู่ตลอดจริงๆ

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าบุตรชายของข้าจะทำร้ายเสี่ยวหยาง เขาเป็นพี่น้องกัน กระทบกระทั่งกันบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก”

“อ้าว...เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ เมื่อครู่บุตรชายของท่านยังกล่าวว่าเสี่ยวหยางเป็นเด็กกำพร้า มิใช่น้องชายของเขา”

คนที่ถูกสวนกลับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าบุตรชายด้วยท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“เขายังเด็ก อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก”

“เป็นเด็กก็จริงอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง เด็กคือกระจกสะท้อนบิดามารดา หากท่านยังดูแลบุตรได้ไม่ดีพอ เห็นทีข้าต้องพิจารณาหน้าที่การงานของท่านเสียใหม่ เรื่องบัญชีที่ท่านควบคุมตรวจสอบอยู่นั้นอาจจะเกินความสามารถท่าน เพราะแม้แต่ตรวจสอบว่าบุตรก้าวร้าวหรือไม่ ท่านยังทำไม่ได้เลย”

แม้จะหยิบยกเรื่องหน้าที่การงานมาเล่นงานอีกฝ่ายอาจจะดูใช้อำนาจเกินไป แต่กระนั้นในความทรงจำที่คั่งค้าง เดิมทีซุนจ้าวเฟิงมักเจอปัญหาในการทำงานของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เขาไม่ชอบใจการทำงานของบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย แต่ก็น้ำท่วมปากอยู่หลายหน เพราะคนคนนี้เป็นบุตรของอดีตขุนนางที่สร้างคุณงามความดีเอาไว้มาก อีกทั้งตัวซุนจ้าวเฟิงยังอายุน้อยกว่าเหอชิงซางอยู่มาก แต่เขาคือซุนเจิง ไม่ใช่ซุนจ้าวเฟิง ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไว้หน้ากัน ในเมื่ออีกฝ่ายก็ไม่ได้ไว้หน้าเขาเช่นกัน

“หากท่านกล่าวหาบุตรชายของข้า เช่นนั้นข้าคงต้องให้ท่านพ่อตัดสินในเรื่องนี้ เพราะอย่างไรเสียนี่ก็เรื่องในครอบครัว คงไม่เหมาะที่จะให้ท่านมาตัดสินตามอำเภอใจ”

“เช่นนั้นก็เชิญ” ซุนเจิงยืนเอามือไพล่หลัง ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะวิ่งโล่ไปฟ้องพ่ออย่างไร เพราะเขาเองก็ไม่ได้เกรงกลัวสิ่งใดเช่นกัน แม้ในร่างนี้จะเป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่วิญญาณของเขากลับแก่กว่าใต้เท้าเหอ ประมุขของตระกูลอีกกระมัง แล้วจะมีสิ่งใดที่ต้องกลัว

ซุนเจิงให้เจ้าของบ้านเดินนำหน้า ส่วนตนเองหันมองใบหน้าของสตรีที่ตระกองกอดเด็กตัวอ้วนกลมไว้แน่น พยักหน้าเล็กน้อยให้เธอได้รับรู้ เหอลี่อิงจึงประคองร่างกลมๆ ของเสี่ยวหยางให้ลุกขึ้นและเดินตามซุนเจิงไป

“หากข้าบอกว่าข้าเป็นคนผิดเองทุกอย่าง เรื่องจะจบหรือไม่ขอรับ”

ซุนเจิงเงี่ยหูฟังสิ่งที่เด็กน้อยซึ่งเดินเคียงคู่กับเหอลี่อิงเอ่ยขึ้น

“หากไม่ผิด ไยต้องรับผิด”

“เพื่อจบเรื่องขอรับ ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย อีกอย่างเรื่องนี้อาจทำให้พวกเขาแกล้งข้ายิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ เขาเอาแต่ใจเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ท่านอารักเขามาก ท่านปู่เองก็เอ็นดูเขามากเช่นกัน อาหญิงก็ทราบดีไม่ใช่หรือขอรับ”

“อย่าคิดมากเลย เจ้าเพียงแค่เอ่ยไปตามจริงก็พอ ที่เหลือให้ข้าและอาเขยของเจ้าจัดการ”

ซุนเจิงที่ได้ยินก็ลอบยิ้มอยู่เพียงลำพัง และนี่ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของเหอลี่อิง ไม่ว่าอย่างไรเธอก็เชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ หรือไม่ก็คิดว่าเรื่องพวกนี้มิได้คณามือของซุนเจิงผู้นี้แม้แต่น้อย...

ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเหอนั่งหน้าเครียดเมื่อรับฟังความจากบุตรชาย ขณะเดียวกันก็เหลือบมองบุตรเขยที่นั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ สลับกับหยอกล้อหลานชายของเขา

ใครต่อใครต่างรู้ดีว่าซุนจ้าวเฟิงนั้นเป็นรองเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุด แม้ว่าจะเป็นรองเสนาบดี แต่ความจริงด้วยความรู้ความสามารถ คุณชายตระกูลซุนผู้นี้สามารถกินตำแหน่งเสนาบดีได้ด้วยซ้ำ ทว่าองค์จักรพรรดิเห็นว่าหากก้าวหน้าเกินไปอาจไม่ดีเท่าไร แต่จะให้ตำแหน่งต่ำไปก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกับสติปัญญา ตำแหน่งรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลังจึงเหมาะสมที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจดูเบาในเรื่องที่เกิดขึ้นได้แม้แต่น้อย เพราะหากผู้เฒ่าเช่นเขาตัดสินสิ่งใดไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้ตระกูลถูกดูหมิ่นดูแคลนได้ อีกทั้งยังอาจจะถูกนำมาเป็นช่องโหว่ได้ในอนาคต บัดนี้ผู้เฒ่าแห่งตระกูลเหอจึงนั่งหน้าเครียด มองหน้าหลานชายอย่างคาดโทษ

“ข้าทราบว่าใต้เท้าซุนไม่อาจปล่อยผ่านได้แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่นี่มันก็เป็นเรื่องของเด็กเท่านั้น”

ซุนเจิงที่ได้ยินคำพูดของคนที่เรียกได้ว่าเป็นผู้อาวุโสก็ฉายยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน วางจอกน้ำชาในมือลง ปล่อยตัวเสี่ยวหยางกลับไปหาเหอลี่อิง และหันกลับไปมองใต้เท้าเหอด้วยรอยยิ้ม

“ข้าเห็นด้วยในข้อนี้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ข้ายอมเดินตามเหอชิงซางเข้ามาพบกับใต้เท้า นั่งรอความเห็นของท่าน และเมื่อครู่ที่นั่งรอความเห็นอยู่ ข้าก็พบสิ่งที่ไม่ควรพบเข้าบนตัวของเสี่ยวหยาง...ข้าหวังว่ามันคงมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ใต้เท้าไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องของเด็กเท่านั้น”

ซุนเจิงยิ้มร้าย เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้อีกเช่นกัน ใครใช้ให้ผู้เฒ่าแซ่เหอคิดหาความถูกต้องนานถึงเพียงนี้กัน นานถึงขั้นที่ว่าเขาหาหลักฐานบางประการมาโต้แย้งได้ในที่สุด ซุนเจิงกวักมือเรียกเสี่ยวหยางที่เกาะติดเหอลี่อิงไม่ยอมห่างให้เข้ามาใกล้ เพียงแค่จับมือของเสี่ยวหยางเบาๆ อีกฝ่ายก็สะดุ้งเล็กน้อย ทำให้สายตาของทุกคนต่างพากันสงสัย ก่อนจะกระจ่างในไม่กี่อึดใจต่อมาเมื่อเห็นรอยเขียวช้ำที่ข้อมือของเสี่ยวหยาง

“รอยนี้เจ้าได้มาจากที่ใด” ซุนเจิงถามด้วยน้ำเสียงอ่อน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่เสี่ยวหยางยังคงนิ่งไม่เอ่ยตอบสิ่งใด

“คงจะไปดื้อซนตามวิสัยจนเจ็บตัวเข้า”

“เอ...เหตุใดท่านจึงได้ช่างพูดนัก ยามเมื่อประชุมหารือกับท่านเสนาบดี ท่านไม่เคยแม้แต่จะปริปากออกความเห็น ไยเวลานี้จึงมีความเห็นมากมายได้”

เหอชิงซางกำมือแน่น นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ซุนจ้าวเฟิงไม่ไว้หน้าเขา แต่กระนั้นจะทำอะไรบุ่มบ่ามก็ไม่ได้ ด้วยว่าบิดานั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วย

“มีตรงอื่นอีกหรือไม่...” ซุนเจิงเอ่ยถาม แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ยอมตอบ “ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว ข้าปกป้องเจ้าได้”

เด็กน้อยที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบเห็นสายตาของผู้ใหญ่เบื้องหน้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยตนในครั้งนี้ และเห็นทีว่าผู้ใหญ่คนนี้จะไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงง่ายๆ เสียแล้ว สุดท้ายเสี่ยวหยางจึงยอมทำในสิ่งที่อาเขยสั่ง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ณ อนันต์    องครักษ์ที่ฝากตัวเป็นศิษย์

    “แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ

  • ณ อนันต์    แขกที่มาหาถึงที่จวน

    ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา

  • ณ อนันต์    เรื่องที่คิดไม่ตก

    “ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้

  • ณ อนันต์    ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ ท่านเห็นใต้เท้าไม่เต็มใจช่วยท่านหรือ

    มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ

  • ณ อนันต์    ข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน

    “ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น

  • ณ อนันต์    หนอนบ่อนไส้ในกรมคลัง

    เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status