Masukและวันที่ซุนเจิงหวาดหวั่นก็มาถึง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีแขกที่ไม่ได้เชื้อเชิญอย่างอ๋องแปดอยู่
“ใต้เท้า ส่งตัวเจ้าลูกหมีมาให้ข้าเถิด ประเดี๋ยวข้าพาเขาเข้านอนเอง ท่านกับฮูหยินจะได้ไปพัก”ซุนเจิงมีท่าทีลังเลในคราแรก แต่เมื่อเว่ยหลางมาคว้าตัวเสี่ยวหยางไปโดยที่เจ้าตัวมิได้แสดงอาการปฏิเสธหรืองอแง ซุนเจิงจึงยอมส่งตัวเสี่ยวหยางให้แก่เว่ยหลาง และหันกลับมาทำหน้าที่ของสามีอย่างเต็มที่อีกครั้งเขาพาภรรยาเข้าห้องนอน พาเธอไปชำระร่างกายที่เปรอะเปื้อนทั้งตัว โดยที่เขาคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง อีกทั้งสำรวจเรือนร่างของภรรยาว่าบอบช้ำตรงไหนหรือไม่ แม้ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดกันมากมาย ทว่าเขาประดับยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่คลายพอให้ภรรยาได้เบาใจว่าเขาไม่ได้วิกลจริตไปแล้ว จนสุดท้ายซุนเจิงก็ช้อนร่างที่แสนจะบอบบางในสายตาของเขาหลังจากที่ช่วยเธอแต่งตัวจนเสร็จ โดยเหอลี่อิงมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว เธอปล่อยให้ซุนเจิงอุ้มและวางลงบนเตียงด้วยความทะนุถนอม ก่อนที่ซุนเจิงจะทิ้งกายนอนข้างเธอและมองหน้าอยู่นานสองนาน“ฉันเป็นห่วงเธอแทบบ้า” ในที่สุดซุนเจิงที่นิ่งเงียบอยู่นานก็เริ่มเปิดปากเอ่ยสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมา “ฉันคิดไปต่างๆ นานา ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมาแล้วฉันจะทำยังไง”“ฉันอยู่นี่แล้ว คุณช่วยฉันไว้แล้วซุนเจิง” เหอลี่อิงเอ่ยปลอ
“ใต้เท้า!” หลิวจวินปรี่มาหาซุนเจิงโดยที่มือหนึ่งจับดาบไว้มั่น บัดนี้ชุลมุนจนเริ่มดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร ซุนเจิงจึงได้แต่คอยระวังภัยอยู่เช่นนี้“ป้องกันสามคนนั้น อย่าให้ใครเข้าถึงตัวพวกเขาได้” เว่ยหลางสั่งการเสียงดังลั่น มือทั้งสองจับดาบและตวัดไปมา ต่อสู้กับพวกทหารปลายแถวอย่างไม่หวาดหวั่น“เว่ยหลาง!” อ๋องสามแผดเสียงเรียกนามผู้เป็นรัชทายาท สายตาเคียดแค้นมองบุรุษที่ฟาดฟันดาบใส่ศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรง“กันตัวท่านอ๋องออกไป!” เสียงหนึ่งดังขึ้น หลังจากนั้นก็เกิดความโกลาหลจนไม่อาจแยกแยะฝ่ายได้ เว่ยหลางประดาบกับคนมากหน้าหลายตาที่หมายจะใช้ดาบปลิดชีวิตตนจนไม่อาจให้ความสนใจกับอ๋องสามได้ซุนเจิงเห็นตัวการของความเดือดดาลทั้งหมดกำลังหลีกหนีก็ปรี่เข้าไปหมายจะลงมือ แต่ก็ไม่อาจเข้าถึงตัวอีกฝ่ายได้ง่ายดายเช่นกัน“จับกุมตัวทุกคนไว้อย่าให้หนีไปได้!” ซุนเจิงเอ่ยสั่งด้วยความคล่องแคล่ว ประหนึ่งว่าเขาได้กลับสู่สนามแห่งภารกิจอันใหญ่หลวงอีกครั้ง ต้อนทุกคนให้จนมุมและสั่งการให้จับตัวทุกคนไว้ หมายจะเข้าประชิดตัวอ๋องโฉดผู้นั้น ทว่าเขาก็มิอาจจะละเลยครอบครัวไปได้เช่นกัน สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยให้อ๋องผู้นั้นคลาดสายตาและฝาก
เมื่อซือเฉิงชินอ๋องสนทนากับรัชทายาทแห่งต้าเว่ยจบ ก็ไม่รั้งที่จะอยู่ต่อ เขารีบออกไปและมุ่งหน้ากลับแคว้นของตน แม้ว่าจะแค้นใจอ๋องสามผู้นั้นอยู่มากก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่คิดว่ารัชทายาทแห่งต้าเว่ยจะปล่อยเจ้าอ๋องระยำผู้นั้นไว้เช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเห็นสมควรที่จะกลับแคว้นของตนเองเสียทีให้หลังซือเฉิงชินอ๋องไปได้ไม่เท่าไร หลิวจวินก็รีบก้าวเข้ามาในที่ประทับของรัชทายาท ยื่นสารฉบับหนึ่งให้แก่อีกฝ่ายด้วยความรีบร้อน“รัชทายาท...ใต้เท้าหยางมาสั่งให้ข้ามอบสิ่งนี้ให้รัชทายาท อีกทั้งยังกำชับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน”เว่ยหลางรีบฉวยเอาสารที่ซุนจ้าวเฟิงให้คนนำมาให้คลี่อ่าน แล้วจึงกระจ่างแจ้งในทุกสิ่ง “ข้าช้ากว่าเขาอีกแล้ว...” พับสารในมือและวางมันทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ“หมายความว่า...”“ใต้เท้าซุนอยู่ที่นั่นแล้ว เขาทำเรื่องทุกอย่างด้วยตนเองจวนจะเสร็จแล้ว ในขณะที่เราเพิ่งจะทราบว่าอ๋องสามพาตัวทั้งสามคนไปไว้ที่ไหน”เว่ยหลางถอนหายใจรีบลุกขึ้น ด้วยว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมานั่งสบายใจได้เช่นกัน “ไปได้แล้วหลิวจวิน ประเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ พากองกำลังส่วนหนึ่งไปกับเราด้วย”.ซุนเจิงไปยังเรือนร้างใกล้กั
“ท่านกำลังหมายความว่าอย่างไร!”เว่ยหลางวางราชโองการในมือของตนลงอย่างไม่แยแส “ของปลอม หลายวันมานี้จักรพรรดิมิได้ออกราชโองการแม้แต่ฉบับเดียว”“แต่นี่คือม้วนราชโองการแห่งต้าเว่ย อีกทั้งยังมีตราประทับอย่างครบถ้วน ท่านจะปดข้ารึ!” ซือเฉิงชินอ๋องพูดเสียงดังใส่รัชทายาทแห่งต้าเว่ยอย่างไม่สำรวม“ระวังคำพูดของท่านด้วย...ข้าคือรัชทายาท ข้ามิเคยโป้ปด มิเชื่อท่านก็ดูเองเถิด ตราราชลัญจกรของจักรพรรดิก็จริงอยู่ แต่สีชาดกลับผิดเพี้ยนไม่คมชัด นั่นแสดงว่าพื้นผิวของตราประทับนี้ไม่ประณีตเท่าที่ควร งานที่ไม่มีความละเอียดลออจะเป็นของจักรพรรดิได้อย่างไรกัน” เว่ยหลางผินหน้าไปยังขันทีที่ยืนอยู่ไม่ห่าง “เจ้าไปหยิบราชโองการที่จักรพรรดิเคยพระราชทานแก่ข้ามาหน่อยเถิด”ไม่นานราชโองการของจริงก็ถูกวางตรงหน้าให้ซือเฉิงชินอ๋องได้ตรวจสอบ ก่อนจะสบถคำระคายหูออกมาอย่างไม่รักษากิริยา“เจ้าอ๋องบัดซบ!”“ข้าไม่เห็นชอบกับการกระทำของท่านแม้แต่น้อย แต่ในยามนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าย่อมต้องพึ่งท่านเหมือนกัน อ๋องสามลักพาตัวฮูหยินของซุนจ้าวเฟิงและบุตรบุญธรรมไป ท่านทราบหรือไม่ว่าเขาคิดกระทำการสิ่งใด”“เขาต้องการชีวิตท่าน” ซือเฉิงชินอ๋องตอบ
อ๋องสามนั่งอ่านสารในมือด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะม้วนสารที่ว่านั้นและวางไว้ตรงหน้า “ไปเชิญซือเฉิงชินอ๋องมาหาข้า”“ท่านอ๋องแน่ใจหรือขอรับ ว่าซือเฉิงชินอ๋องจะไม่ทราบว่านี่คือราชโองการปลอม”“เขาไม่เคยได้รับราชโองการจากต้าเว่ย เขาจะทราบได้อย่างไรว่านี่คือราชโองการปลอม อีกอย่างนี่ก็เหมือนราชโองการของจักรพรรดิทุกกระเบียดนิ้ว แม้กระทั่งตราประทับพระราชลัญจกร...โชคดีเหลือเกินที่ให้ตาเฒ่าแซ่มู่ทำปลอมขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน เจ้าก็รู้มิใช่หรือเรื่องปลอมแปลงตาเฒ่าผู้นี้ฝีมือเก่งกาจเพียงไร หากเอาไปให้จักรพรรดิพินิจมิแน่ว่าอาจเชื่อว่าของจริงก็เป็นได้”“แต่...”“ข้าสั่งให้ไปเชิญซือเฉิงชินอ๋อง!”“ขอรับ” เมื่อไม่อาจทัดทานได้ คนสนิทที่รับใช้อ๋องสามมาโดยตลอดก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งของผู้เป็นนายโดยไม่อาจโต้เถียงสิ่งใดได้ไม่นานคนที่อ๋องสามต้องการพบตัวก็มานั่งอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มราวกับผู้มีชัย “ข้าหวังว่าจะได้รับเรื่องดี”อ๋องสามฉายยิ้มไม่ต่างกัน ยื่นม้วนราชโองการที่เขาจัดแจงเตรียมไว้ส่งให้กับอีกฝ่าย และทันทีที่ซือเฉิงชินอ๋องได้รับ เขาก็คลี่มันอ่านอย่างถี่ถ้วนโดยที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย“เช่นนี้ท่านก็ล
ซุนเจิงเดินสำรวจไปทั่วจวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เผื่อจะพบร่องรอยจนนำพาเขาไปสู่ที่หลบซ่อนของเหอลี่อิง ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยโทสะ แต่กลับไม่สามารถแสดงออกมาได้ เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อยากหยิบดาบและกระทำตัวมุทะลุตามหาบุรุษที่เป็นดั่งสุนัขลอบกัด แต่เขาไม่อาจทำได้ด้วยไม่รู้ว่าป่านนี้เหอลี่อิงอยู่ที่ใด และหากกระทำสิ่งใดวู่วาม สุนัขลอบกัดผู้นั้นอาจกระทำสิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็เป็นได้ บัดนี้เขาจึงหวังให้เหอลี่อิงอดทนและเข้มแข็งพอที่จะรอเขาเข้าไปช่วย และขอให้เขามีความอดทนมากพอที่จะไม่กระทำสิ่งใดโดยไม่ยั้งคิดเข้าแต่ถ้าหากเหอลี่อิงเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายก้อย เขาเองก็ไม่มีทางไว้ชีวิตเจ้าสุนัขโง่เง่าตัวนั้นเป็นแน่ ต่อให้บิดาของเขาจะยื่นมือเข้ามาปกป้องก็จะไม่สนแม้แต่น้อย“ใต้เท้า...เว่ยหลงฟื้นแล้ว ท่านอยากถามสิ่งใดกับเขาหรือไม่”เสียงของเว่ยหลางทำให้ซุนเจิงจำต้องวางความเดือดดาลที่อดกลั้นเอาไว้ พยักหน้ารับเดินไปยังห้องที่เว่ยหลงพักอาศัย มองร่างที่บอบช้ำไปทั้งตัว หลักฐานมากมายบนร่างกายที่บอกว่าบุรุษผู้นี้พยายามจนสุดความสามารถแล้วที่จะปกป้องทุกคนเอาไว้ซุนเจิงลูบศีรษะของคนที่นอนซมด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อย ประเดี๋ยวฉันพิการขึ้นมา เธอจะเดือดร้อนเอานะยายแก่” ซุนเจิงโอดครวญโดยที่ตัวเขานอนราบไปกับเตียง ส่วนคนที่เขาบ่นก็แทบจะนั่งอยู่บนแผ่นหลังของเขาอยู่รอมร่อ ใครจะไปคิดว่ารัชทายาทผู้นั้นจะตัวหนักถึงเพียงนี้ ให้ตายเถิด นี่ขนาดเขาอยู่ในร่างของบุรุษที่ยังหนุ่ม
“เป็นอะไรไป มองฉันทำไมหรือ” เมื่อคนที่ถูกจ้องมองเอ่ยทัก เหอลี่อิงจึงละสายตาออกจากเขาและเอ่ยปัด ก่อนจะเดินไปหาเสี่ยวหยาง จับจูงมือน้อยๆ ของเด็กชายเอาไว้และออกเดินต่อ ทว่าในใจนั้นสับสนอย่างประหลาด หรือว่าการกลับมาอยู่ในร่างที่ยังไม่ร่วงโรยจะทำให้เธออ่อนไหวประหนึ่งหญิงสาวไร้เดียงสากัน
“พาเสี่ยวหยางกลับห้องได้แล้ว” ซุนเจิงที่หมดความอดทนในที่สุด หันไปบอกกับเหอลี่อิง เมื่อสองคนนั้นกลับออกไป เขาจึงจ้องใบหน้าของชายชราที่ไม่น่านับถือด้วยความเดือดดาลไม่ต่างกัน“หากมีลูกแล้วสั่งสอนให้ดีไม่ได้ ท่านก็ไม่น่าให้กำเนิดพวกเขาออกมา เช่นเดียวกัน หากมีหลานแล้วเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านก็อย่าให้เข
ซุนเจิง เหอลี่อิง และเสี่ยวหยางชักแถวเข้าไปพบแขกตามมารยาท ในขณะที่แขกก็ดูจะพินิจพิเคราะห์เด็กชายที่เกาะติดเหอลี่อิงไม่ยอมห่าง“เสี่ยวหยาง เจ้าดูผอมลงนะ”“เรื่องนี้เป็นเพราะข้าเอง ข้าเห็นว่าหากปล่อยให้เขาอ้วนท้วนจนเกินไป จะทำให้ไม่แข็งแรง จึงจับเขามาออกกำลัง เขาจึงดูผอมลงไป ใต้เท้าอย่าได้กังวล อยู่ท







