ログイン“ก็บอกให้มาช่วยอา”
“ช่วยกันหลอกคนให้เอาเงินมาให้น่ะหรือคะ แค่อาสองไม่ถูกญาติใครตามมาถลกหนังก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังกล้าชวนหลานมาเป็นขบวนการต้มตุ๋นอีก”
“ต้มตุ๋นอะไร” อาสองถามกลับด้วยสีหน้าที่พรรณวษานึกชื่นชม หากว่าท่านเป็นแกนนำในขบวนต้มตุ๋น ก็ถือว่าตีเนียนได้เก่งฉกาจยิ่งนัก
อาสองอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้ว เมื่อก่อนเธอก็สองจิตสองใจเรื่องที่ท่านชักจูงคนมาที่นี่เพื่อละทิ้งกิเลสอะไรนั่น มาหลายครั้งก็เห็นว่าไม่ได้มีอะไรผิดสังเกตมากนัก แต่เมื่อปลายปีก่อนจนถึงวันนี้ที่เริ่มมีการนำเสนอข่าวหนาหู มีคนเอาไปพูดถึงในแง่ลบมากขึ้น พรรณวษาจึงเริ่มเกิดคำถามตามคนเหล่านั้นว่ามีคนเอาเงินทองมาบริจาคที่นี่จริงหรือ ถ้าจริงมันมากน้อยขนาดไหนกัน
แล้วเงินพวกนั้นใครเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่อาของเธอเอง
ตาจ้องจับอาการของอาไปพลาง ชวนคุย “มีคนเอาเรื่องของที่นี่ไปทำข่าวแล้วนะคะอาสอง”
“ข่าวว่ายังไง”
พรรณวษามองตอบท่านนิ่ง ๆ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง “คนส่วนใหญ่พูดเหมือนกันทั้งนั้น ว่าที่นี่เป็นขบวนการหลอกลวงคน ใครมีเงินก็หลอกให้เขาเอามาทิ้ง เพื่อจะได้เป็นการละทิ้งกิเลส”
“มันเรื่องจริง” อาสองแย้งเสียงนุ่มในแบบของท่าน
“อาสองเคยตามไปดูไหมล่ะคะ ว่าเขาเอาเงินที่ได้ไปบริจาคจริง ๆ”
“ที่นี่โปร่งใสเรื่องเงิน เราตั้งใจสร้างที่นี่ขึ้นก็เพื่อให้คนได้ละทิ้งกิเลสจริง ๆ อาจะหลอกเอาเงินของคนพวกนั้นทำไม”
“หรือคะ” พรรณวษาย้อนถามด้วยความคิดแบบก้ำกึ่ง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “อย่างนั้นก็น่าสนใจมากนะ ให้พรรณเข้าไปฟังด้วยได้ไหม”
คนเป็นอาได้ยินหลานที่ต่อต้านการกลับคืนสู่ธรรมชาติมาตลอด อยากเข้าฟังด้วยก็ยิ้มอย่างยินดี มองหลานสาวด้วยสายตาราวกับมององคุลิมาลกลับใจ
“เอาสิ พรุ่งนี้ช่วงที่เราพูดคุยชี้นำกันตอนบ่าย หลานอาก็เปลี่ยนชุดแบบคนอื่น ๆ เขา แล้วเข้าไปยืนกลุ่มกับสมาชิกที่ข้างหลังอาได้เลย อาจะบอกคุณพรรัชให้”
“มีอะไรกันหรือคะท่าน” เสียงถามเย็น ๆ ของพรรัชดังขึ้นพร้อมเจ้าตัว “มาถึงเมื่อไรจ๊ะหนู”
“สวัสดีค่ะคุณพรรัช” พรรณวษายกมือไหว้สาวใหญ่เจ้าของชื่อพรรัช เธอเคยพบทางนั้นมาก่อนหน้าแล้ว รู้จักกันมานาน ตั้งแต่ครั้งที่อาสองยังอยู่ในผ้าเหลือง เพราะพรรัชเป็นอุปัฏฐายิกาของอาเธอ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้อีกด้วย
“ธรรมชาติสวัสดีจ้ะ”
พรรัชยิ้มแล้วทักทายเธอ ค่อยหันไปถามทางอาสอง “เมื่อครู่มีอะไรอยากบอกพรรัชหรือคะ”
“พรรณสนใจอยากเข้าร่วมฟังกับเราด้วย”
พรรัชหันมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่มีปรากฏแค่บนริมฝีปาก นอกนั้นบนใบหน้าไม่มีร่องรอยยินดีให้พรรณวษาได้สัมผัสเลยสักนิด
“ดีสิคะ”
ห้องเงียบไปอึดใจ พรรัชว่าขึ้นเมื่อนึกได้ “ท่านคะ มีลูกศิษย์อยากขอเสวนากับท่านที่ห้องเล็กค่ะ”
“เดี๋ยวไป” อาสองบอกเสียงนวล ๆ กับทางนั้น แล้วหันมาชวนเธอ “พรรณไปกับอาไหม”
พรรณวษาพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนพาตัวเองตามอาสองไป
ที่จริงก็ไม่อยากยุ่งเรื่องนี้นัก แต่เมื่อมีข่าวออกมาถี่ ๆ บ่อย ๆ ล้วนแต่เป็นข่าวเสียทั้งนั้น ก็ทำให้เธอไม่สบายใจอยู่บ้าง หากอาสองไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ เธอก็จะได้รีบกันอาของเธอออกจากที่นี่ แต่ก่อนอื่นเลยเธอควรเข้าร่วมไปฟัง ไปดูว่าที่นี่ทำอะไร อย่างไร แบบไหนกันบ้าง พวกเขาหลอกลวงเรื่องเงินกับคนที่เข้ามาหาหนทางละกิเลสจริงหรือเปล่า แล้วทำแบบไหน อย่างไร
รถคันมาใหม่ขับเข้ามาจอดในบริเวณของรีสอร์ตกลับคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมกับที่ประตูรถเปิดออก ธรณ์มาถึงในช่วงบ่ายของวันถัดมา หลังจากตกลงกับแจ็คว่าจะมาดูลาดเลาของคุณป้าวิราสินีให้
“ติดต่ออะไรหรือคะคุณ”
เสียงถามดังขึ้น ขณะที่ธรณ์มองไปรอบบริเวณ ตอบทั้งที่ยังใช้สายตาสำรวจไปยังกลุ่มคนที่เดินผ่านหน้าไป มองว่าในนั้นมีคุณป้าวิราสิรีรวมอยู่หรือไม่
“ผมอยากเข้าคอร์สละกิเลสของที่นี่ ไม่รู้ว่าต้องติดต่อกับใคร ที่ไหน ยังไงบ้าง”
หญิงคนของรีสอร์ตที่เข้ามาต้อนรับธรณ์ มองชายหนุ่มที่มาพร้อมรถคันหรู ในอาภรณ์ที่ดูด้วยตาก็รู้ว่าราคาแพงระยับ ยิ้มเย็น ๆ ส่งให้ ผายมือไปยังอาคารด้านซ้าย
“เชิญทางนี้ค่ะ”
ธรณ์เดินตาม พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นว่าใครบางคนผ่านพ้นเข้าไปยังห้องเดียวกันพอดี ค่อนข้างมั่นใจว่าใช่ เพราะเห็นเต็มสองตา และเขาไม่เคยจำใครผิด
พรรณวษา เพื่อนของไอลดาแน่นอน
ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่ แล้วถึงเลิกให้ความสนใจเมื่อเข้ามาในห้องที่ใช้พูดคุยกันสำหรับคนเข้าร่วมรายใหม่
ที่นี่จัดการอย่างเป็นระบบ เท่าที่ตาของธรณ์เห็น
คนมาใหม่อย่างเขาจะถูกพามาที่นี่ก่อน คล้ายกับมาเพื่อคัดกรอง
แล้วก็จะถูกล้างสมองด้วยความเชื่อที่พยายามยัดใส่หัว
เห็นชัดว่าพยายามโน้มน้าวหลายวิธีมาก แล้วยังไปเอาคนต่างชาติ คนมีชื่อเสียงมากล่าวอ้างเพื่อชักจูงคนอื่น ๆ อีกด้วย ไม่มีความน่าเชื่อถือมากพอ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนหลงคารมคนพวกนี้ แล้วมองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าป้าวิราสินีของแจ็คอยู่ในนี้ด้วยไหม ท่านอยู่ตรงไหนกัน มองหา แต่กลับไม่พบ
จนจบการรับฟัง ธรณ์ลุกขึ้น ตรงไปยังคนที่พาเขาเข้ามาในนี้ ถามจี้ “ถ้าผมอยากฟังรายละเอียดมากกว่านี้”
“ช่วงค่ำ ท่านจะออกมาคุยให้ฟังเรื่องการชะล้างจิตใจให้ใสสะอาด เพื่อล้างกิเลสค่ะ ถ้าคุณสนใจสามารถติดต่อห้องพักเพื่อเข้าร่วมกับทางเราได้”
“คุยกับท่าน?” ธรณ์ทวนอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ ท่านคือผู้นำหลักการและแนวคิดทั้งหมด...” คนที่ประกบเขาสาธยายให้ฟังว่า ‘ท่าน’ ที่ว่าเคยบวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา ก่อนสึกออกมาเพื่อนำหนทางนี้มาให้กับผู้คนได้ละเว้นกิเลสกัน
“ถ้าผมอยากคุยกับท่านตอนนี้เลย” ธรณ์เร่งเร้าเพราะไม่อยากใช้เวลากับที่นี่มากจนเกินไป แต่อีกฝ่ายตอบรับอย่างใจเย็น
“คุณต้องรอค่ะ”
“เวลาของผมมีค่า ผมมีเวลาไม่มากนักหรอก มาที่นี่ก็ตั้งใจมาสละกิเลสให้มันหมด ๆ ไป แล้วหากผมประสงค์จะสละกิเลสวันนี้ด้วยเลย ผมติดต่อใครได้บ้าง”
อีกฝ่ายสงวนคำพูดของตัวเองในทันทีที่เห็นสายตาปรามมาจากอีกของฟากห้องนั้นว่าให้เงียบไว้ก่อน สุดท้ายธรณ์ก็ตัดสินใจจะเข้าฟังในค่ำนี้ด้วย
เขาออกมาจากห้องนั้นเพื่อลงชื่อเข้าร่วมหลักสูตรที่ว่า ซึ่งแน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายที่รวมทุกอย่างในนั้นเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ค่าห้อง ค่าอาหาร รวมถึงค่าเข้าร่วมคอร์ส ถือว่าราคาสูงทีเดียว
และนี่เอง อาจเป็นการคัดกรองคนอีกขั้นตอนไปในตัว
ธรณ์จ่ายเงินแล้วก็เดินดูรอบ ๆ ตาสอดส่ายหาป้าวิราสินีไปพลาง แต่ก็ยังไม่พบท่านอยู่ดี แต่แล้วเขากลับไปพบอีกคนแทน
ใช่จริง ๆ ด้วย
ผู้หญิงคนนั้นถูกหลอกมา หรือ เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่
เกิดอยากกลับคืนสู่ธรรมชาติเหมือนกันหรืออย่างไร หรืออาจเป็นหนึ่งในขบวนการของแก๊งต้มตุ๋น ในหัวกลับให้น้ำหนักไปทางข้อหลังมากกว่า ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหล่อนจะหัวอ่อนขนาดว่าถูกชักจูงเข้าสมาคมลวงโลกได้
ตั้งแต่แต่งงานกันจนวันนี้ พรรณวษายังไม่วี่แววจะมีลูกให้เขาได้ชื่นชมเลย ธรณ์พยายามจะไม่เร่ง แต่ก็อดคาดหวังอยู่ในใจลึก ๆ ไม่ได้ พรรณวษาไม่ได้คุมกำเนิด ร่างกายตรวจเช็กดูแล้ว แพทย์บอกว่าแข็งแรงดีทั้งสองคน แต่หากยังไม่ถึงเวลาลูกก็ยังไม่มาก็เท่านั้น เรื่องนี้ทั้งเธอและเขาคอยปลอบใจกันมาตลอด “ไม่รีบครับ จะรีบไปทำไมล่ะเนอะ” บอกแล้วก็เหมือนกับจะปลอบใจตัวเอง ยี่สิบสองเดือนแล้วที่เขากับพรรณวษาแต่งงาน ใช้ชีวิตด้วยกันมา ขยันทุกวัน แต่กระนั้นก็ยังไม่ติดลูกสักที ย่อตัวลงไปลูบเจ้าเหมียวตัวหนึ่งที่เข้ามาคลอเคลียขาแบบอ้อน ๆ “เลี้ยงสาว ๆ พวกนี้แทนก็ดีเหมือนกัน” “คุณอยากมีลูกมากขนาดนั้นเลยหรือคะ” “อยากสิ อยากมาก ๆ เลยล่ะ ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ แล้วถ้ามีลูก ผมก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้ลูก ๆ ของผม” ธรณ์ยอมรับตามตรง “แต่ถ้ายังไม่มา หรือคุณยังไม่พร้อม ผมก็ยอมรับได้ทั้งนั้น” ยิ้มบาง ๆ เดินไปหยิบแท่งตรวจครรภ์ที่แสดงผลเรียบร้อยส่งให้เขา ธรณ์รับมาดูอย่างงง ๆ ในทีแรก พอรู้แล้วว่าเป็นผลตรวจครรภ์ ก็โห่ร้
เธอร้องอย่างตกใจ ตาปิดลง ใบหน้าแดงจัด ขนกายลุกชันไปทั้งร่าง สะโพกบิดส่ายไปมากับสัมผัสแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิตของหญิงสาว และเพราะมัวแต่ปิดการรับรู้อยู่นั่นเอง จึงไม่ทันเห็นว่าธรณ์ผละออกจากเธอแล้ว เขาถอดเสื้อของเขาออกบ้าง ตามด้วยกางเกงอย่างไม่รีบร้อนเท่ากับตอนถอดชุดของเธอ “เรามีเวลาอีกทั้งคืน แล้วก็อีกหลายวันเลยทูนหัว” เขาบอกเสียงพร่า ก่อนจะตามลงมาจูบที่ริมฝีปากของเธออีกครั้ง พรรณวษาถึงได้ลิ้มรสชาติของตัวเองผ่านลิ้นร้อนของเขา ตอนนั้นเองที่ท่อนกายแข็งขึงเบียดบดอยู่กับหน้าท้องของเธอธรณ์ใช้ขาของเขาดันขาของเธอให้แยกออกช้า ๆ พร้อมกับแตะต้องเนื้อส่วนที่บอบบางที่สุดตรงแกนกายด้วยท่อนเนื้อแข็งและร้อนของเขา มือที่ร้อนพอ ๆ กับส่วนนั้น โลมลูบปลุกเร้าไปกับทุกจุด ผ่านจุดไหนก็ปลุกสัมผัสให้เสียดซ่านตรงจุดนั้น รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่ซึมออกมาทีละนิดจนต้องเปล่งเสียงร้องเรียกเขา “ธรณ์คะ” เธอมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนไม่รู้ตัว ธรณ์ไม่ตอบรับด้วยเสียง เขาก้มลงจูบปากเธอพร้อมกับสอดท่อ
ตอบสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความสุขว่า “ค่ะ” “ผมถามได้ไหม” พยักหน้าให้เขาว่ามา “ทำไมคุณถึง…” ธรณ์พูดมาถึงตอนนี้ก็อึกอักหน่อยหนึ่ง “...ยอมใจอ่อนตอบตกลงแต่งงานกับผมแล้วล่ะ” “ก็คุณเล่นพาฉันไปงานถี่ จนอยากแต่งเลยน่ะสิคะ” “เอาดี ๆ น่า” ธรณ์เร่งเร้า ไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงของเธอ “นี่ไงคะ” ชูให้เขาดูของชำร่วยในมือ ‘เวลามีแต่จะสั้นลงทุกวัน’ ‘เรามีเวลาไม่มาก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร’ “แล้วก็นี่ค่ะ ‘อยากทำอะไรก็ให้ทำ ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะมาไม่ถึง’ ” “เลยรีบแต่งงานกับผมน่ะหรือ” “ฉันอยากใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุดกับคนที่ฉันรักต่างหากล่ะคะ” บอกเขาออกไปแล้วก็เงียบไป ธรณ์เป่าลมออกจากปาก ถามเสียงลอย ๆ“นี่เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ย” “ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณกำลังฝันอยู่ต่างหาก” ธรณ์ไม่ยอมถูกอำคนเดียวแน่ “ฝันใช่ไหม อย่างนั้นผมจะได้ทำแบบนี้” แล้วรวบมือเธอไว้ ยื่นหน้าเข้ามา จะปล้นจูบเธอให้ไ
“ไม่เชื่อ” พยักหน้าด้วยความอายว่าใช่ เขาคือจูบแรกของเธอ เลยได้ยินเสียงธรณ์ร้องเยสดังลั่นห้อง หมั่นไส้เลยไล่เขาโดยไม่มองหน้า “กลับห้องได้แล้วค่ะ” “อะไรล่ะ ไล่ผมทำไม” “อยู่แล้วชอบทำแบบนี้ ไม่ให้อยู่” “ผมแค่สอนคุณจูบนิดเดียวเอง ไม่ทำอะไรมากกว่านี้หรอก สัญญาเลย” เลยหน้าตูมไม่พูดอะไรอีก ธรณ์เลยลุกขึ้นยืนยอมแต่โดยดี “โอเคครับ กลับก็ได้” ที่ยอมออกมา เพราะธรณ์เองก็แทบคุมตัวเองไม่อยู่แล้วเช่นกัน ถ้ายังไปวนไปเวียนอยู่ใกล้พรรณวษาแบบนี้ต่อ อาจมือไม้ไว แล้วก็อาจทำมากกว่านี้ก็ได้ ออกจากห้องพักของพรรณวษา ธรณ์ลงไปยังลานจอด พารถขับมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เป็นจุดนัดพบของพี่ ๆ และน้องชายร่วมสายเลือด ลงรถได้เดินหน้าตึงไปนั่งทอดอารมณ์คนเดียวข้างสระว่ายน้ำในรั้วบ้าน เสียงพี่ชายคนโตถามแหวกเสียงเพลงมาที่เขา “กลับมาเมื่อไร” “สองวันแล้วครับ” “ยังคบกันอยู่อีกหรือวะ” “ทำไมถามแบบนั้นล่ะครับ” “ก
“พี่ธรณ์รอจนเหี่ยวแน่งานนี้”ธรณ์มองแล้วนึกเคือง แต่ไม่ได้พูดอะไร หัสดินทร์ยกมือขอตัวรับสาย ทั้งสามคนเลยหันมาคุยกันต่อ โดยไอลดาเป็นคนเปิดเรื่องขึ้นว่า “ดีแล้วพรรณ แต่งไปก็จะเป็นแบบด้า อยู่แบบนี้ดีแล้ว” “อย่ายุแยงเพื่อนแบบนั้นสิ คู่แต่งงานเขาจะเป็นเหมือนเรากันหมดเลยหรือไง เดี๋ยวเขาก็กลัว ยืดเวลาออกไปอีก พี่จะทำยังไงล่ะ” “พี่ธรณ์ไม่เก่งเองนี่นา ช่วยไม่ได้” “เราเก่งตายละ ยัยคนท้อง” “ว่าด้าหรือ นี่แน่ะ ๆ” ไอลดาหยิบทิชชูตีแขนธรณ์ ธรณ์ทำเป็นร้องโวยวาย ชี้มือไปอีกทาง บอก “นู่น ๆ สามีแวะคุยกับสาวอีกแล้ว” ไอลดาหันไปมองทันที แล้วค่อยกลับมาคุยด้วย ตอนที่เธอเอ่ยถาม “ปกติดีใช่ไหม ด้ากับคุณเอสน่ะ” “อือ ก็ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง” ไอลดาเงียบไปเดี๋ยวเดียวก็พเยิดหน้าไปทางหัสดินทร์ บอกอย่างฉุน ๆ “นั่นน่ะ เพื่อนในกลุ่มฮี แล้วก็เป็นเพื่อนนอนฮีด้วย” พรรณวษามองตามก็ได้แค่ถอนใจ “แต่ทำไงได้ล่ะ ด้ารักเขานี่ หลัง ๆ เลยทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไร่แล้ว บอกให้เขาไปปรามนังพวกนั้นว่าห้ามมากวนประ
“คบยังไม่ถึงปีเลยก็จะแต่งกันแล้วหรือวะ” ธรณ์ถามเสียงดัง พรรณวษาช้อนตาขึ้นมองเขา เห็นธรณ์ทำทีเป็นยุ่งกับงานเอกสารตรงหน้าเขา ก็ค่อยลดสายตาลงที่งานตรงหน้าอย่างเดิม “ไม่ไปได้ไง เพื่อนรักกูแต่งงานทั้งที กระชั้นไปนะ กูเตรียมตัวไม่ทัน ได้ ไว้เจอกัน” เขาวางสายแล้วก็ทำเงียบ ไม่คุยอะไรกับเธอ ตั้งแต่เมื่อคืนถึงตอนนี้ธรณ์ก็ยังไม่คุยอะไรกับเธอเลย ที่แท้เพราะรอจังหวะอยู่นั่นเอง พอมีเหตุให้ชวนคุย ธรณ์ก็ค่อยเอ่ยว่า “อาทิตย์หน้านี้ผมจะเข้ากรุงเทพฯ” ขีดสัญลักษณ์บนกระดาษแล้วค่อยพยักหน้าตอบรับเขา “ค่ะ” ค่อยก้มหน้าทำงานต่อ “ไปด้วยกันไหมครับ” “ไปทำไมคะ” “ก็...” คนชวนทำอึกอัก ก่อนจะนึกเหตุผลได้ว่า “ก็ไปดูแบบผ้าม่านกันไง เห็นคุณบ่นว่าอยากเปลี่ยนใหม่ไม่ใช่หรือ” “คุณให้ร้านมาดูแล้วนี่คะ” “ไปงานแต่งเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ คนอื่นเขาพาแฟนไปกันทั้งนั้นเลย” “เพื่อนคุณ แก๊งไฮโซนั่นน่ะหรือ” “ใช่ที่ไหน เพื่อนผมก็คนธรรมดาทั้งนั้น มีหมดแหละ ท







