Masuk“ข้ามีพยาน” เจิงหลิงเอ่ย “เชิญเข้ามา”ประตูห้องโถงเปิดออก หญิงสาวร่างบางในชุดฝ้ายเรียบ ๆ ก้าวเข้ามา นางยืนตัวตรงอยู่กลางห้อง ก้มศีรษะคำนับขุนนางทั้งหลายก่อนจะเงยหน้าขึ้น“ชุนเถา!” เสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากซูซือเจ๋อเป็นเสียงแหลมเกือบเป็นหวีดร้อง “นังสาวใช้หัวขโมย...เจ้ายังไม่ตาย?”“บ่าวไม่ได้ขโมยอะไรเลย นายท่านซู” ชุนเถาเอ่ยด้วยเสียงสั่นแต่ชัดเจน “บ่าวถูกฮูหยินผู้เฒ่าขายทิ้งเพราะเห็นนายท่านฝึกลอกลายมือคุณหนู”แล้วนางก็เล่าทุกอย่างให้ที่ประชุมฟังตั้งแต่ต้น คืนที่ซูซือเจ๋อนั่งอยู่ใต้ตะเกียงในห้องหนังสือ ฝึกเขียนคำว่า ‘เจิงหลิง’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนกระดาษที่ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้ยื่นให้ คืนที่คุณหนูหลับไปเพราะพิษไข้ และเช้าวันรุ่งขึ้นที่คุณหนูถูกลากออกจากเรือนทั้งที่ยังไม่ฟื้นดี เมื่อนางเอ่ยปากถามก็ถูกตบหน้าและขายไปในวันเดียวกัน“บ่าวแอบเก็บกระดาษที่เขาจะทิ้งเตาไฟไว้ได้” ชุนเถายื่นกระดาษเศษแผ่นเล็กที่ห่อด้วยผ้า “เขียนชื่อคุณหนูซ้ำกันสิบกว่าครั้ง จากลายมือที่ผิดเพี้ยนไปจนเหมือนจริงที่สุด”ใต้เท้าซ่งรับกระดาษแผ่นนั้นไปวางเทียบกับหนังสือหย่า และจดหมายอีกฉบับที่เจิงหลิงยื่นให้ เป็นจดหมายขอบคุณที
ซูซือเจ๋อรู้สึกว่าพื้นใต้เท้ากำลังแยกออกจากกัน เขามองใบหน้างดงามของสตรีตรงหน้า ใบหน้าที่เขาเคยคิดว่าเป็นของสตรีสูงศักดิ์จากเจียงหนาน แล้วเห็นเส้นโครงเดิมซ่อนอยู่ใต้ความงามนั้น คิ้วแบบเดียวกัน ดวงตาแบบเดียวกัน ริมฝีปากที่เคยเอ่ยคำว่า ‘ซือเจ๋อ’ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในทุกเช้า เขาเคยเห็นมันทุกวันแต่ไม่เคยมองจริง ๆ จึงไม่เคยจำได้“เป็นไปไม่ได้...” เขาพูดเสียงแหบแห้ง “เจ้า...เจ้าตายไปแล้ว...”ฮูหยินผู้เฒ่าซูที่ฟื้นจากความตกตะลึงแล้วกลับกลายเป็นหญิงดุร้ายอีกครั้งตามสันดานเดิม นางพุ่งออกมาข้างหน้าสองก้าว นิ้วมือชี้หน้าเจิงหลิง “นังหญิงขอทาน! นังหญิงชั้นต่ำที่ถูกไล่ออกจากบ้านเพราะไร้ยางอาย! ข้านึกว่าตายอยู่ข้างถนนที่ไหนไปแล้ว กลับกล้าปลอมตัวเป็นคุณหนูเจียงหนานมาหลอกลูกชายข้า มาหลอกขุนนางทั้งเมือง! นังหญิงหลอกลวง! แกกลับมาแก้แค้นพวกเราใช่ไหม ไอ้ตัวซวย!”เสียงของนางสูงจนแสบแก้วหู แขกในห้องโถงต่างถอยหลังไปหลายก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากสักคำ เพราะผู้ที่ถูกด่าอยู่นั้นยืนอยู่เคียงข้างโหย่วอ๋องโม่จิ่งเหว่ยตวัดสายตามองหญิงชราแล้วเอ่ยเพียงคำเดียว“ทหาร”องครักษ์สองนายที่ตามมาในฐานะผู้ติดตามผู้แทนพระองค์ก้
จวนที่ซูซือเจ๋อเช่าไว้สว่างไสวด้วยโคมสีแดงนับร้อยดวง ที่ประดับประดาตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงห้องโถงหลัก ม้านั่งตัวยาวปูผ้าไหมสีทองเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างทางเดิน และเสียงดนตรีดังไปไกลถึงถนนหน้าจวน ช่างลำพองเหลือใคร และเพราะไม่มีใครชี้นำว่าควรทำตัวเช่นไร ความพยองนี้จึงเหมือนไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนไม่น้อยอยากเห็นเรื่องน่าขันของขุนนางใหม่ ที่ไม่ได้มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง แต่กลับอวดอ้างตนราวกับเป็นทายาทของจวนเสนาบดีแขกผู้มีเกียรติทยอยกันเข้ามา ขุนนางระดับกลางหลายคนที่มาเพราะรู้มาว่าโหย่วอ๋องจะมาร่วมงานด้วย บัดนี้โหย่วอ๋องกลับมามีอำนาจในราชสำนัก หลายคนอยากพูดคุยหารือกับเขา ไหนจะพ่อค้าผ้าไหมสองสามราย ผู้ที่ตั้งใจมาดูว่าบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งล้มสกุลเฉินนั้นจะเป็นเช่นไร และมาเพราะคุณหนูหลินอีกทั้งขุนนางจากสำนักตรวจการผู้หนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจึงมาร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นซูซือเจ๋อสวมชุดขุนนางขั้นเจ็ดสีเขียว ยืนต้อนรับแขกที่ประตูห้องโถงด้วยรอยยิ้มที่ฝึกหน้ากระจกมาหลายวัน ข้างกายเขาคือฮูหยินผู้เฒ่าซูในชุดผ้าไหมสีม่วงแดงปักลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ ประดับด้วยปิ่นทองคำที่ไม่รู้ว่
โม่จิ่งเหว่ยไข้ขึ้นสูงอยู่หลายวัน เจิงหลิงนั่งเฝ้าข้างเตียงอยู่ตลอด นางคอยป้อนยา เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นบนหน้าผาก และปฏิเสธทุกครั้งที่ใครบอกให้นางไปพัก ท่านอ๋องที่ไม่รู้สึกตัวเอาแต่พึมพำชื่อนางเป็นระยะ จนเหยาเล่อคังที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องทำเป็นหูหนวก และเสี่ยวหลันต้องแอบเอาแขนเสื้อซับน้ำตาปนยิ้มในเมืองหลวง เรื่องที่โหย่วอ๋องคุกเข่าตากฝนเพื่อคุณหนูหลินถูกพูดถึงไปทั่วทุกมุมเมือง บ้างว่าเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ บ้างว่าเป็นความบ้า บ้างว่าสตรีผู้นั้นคงมีเสน่ห์ร้ายกาจนัก แต่คำว่าร้ายพวกนั้นก็ไม่อาจเล็ดรอดเข้าไปในจวนโหย่วอ๋องทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งที่ได้ยินเรื่องเดียวกัน แล้วตีความไปเป็นอื่น...***ผลการสอบในพระราชวังประกาศในเช้าวันที่ท่านอ๋องเริ่มลุกจากเตียงได้ซูซือเจ๋อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหน้ากำแพงประกาศผล เขาหาชื่อตัวเองอยู่นานกว่าที่คิด เพราะมันไม่ได้อยู่แถวบน ๆ แต่ปรากฏอยู่ท้ายประกาศ พร้อมตำแหน่งที่ระบุไว้อย่างเรียบง่ายว่า ‘ผู้ช่วยเสมียนพิธีแห่งกรมพิธีการ ขุนนางขั้นเจ็ด’ขั้นเจ็ด ขั้นต่ำสุดของระบบขุนนางต้าเฉิน“ข้อสอบที่ซื้อมาก็ช่วยได้แค่รอบก่อน” เขากัดฟันพูดกับตัวเองเบา ๆ ในใจ รอบสุด
ข่าวนั้นมาถึงเมืองริมทะเลสาบในบ่ายวันที่สี่ ผ่านปากพ่อค้าที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวงชุนเถาเป็นคนได้ยินก่อนที่ตลาด นางจึงวิ่งกลับมาทั้งที่ตะกร้าผักหล่นเกลื่อนทาง ใบหน้าซีดขาว “คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงมาสามวันสามคืนแล้ว ตากฝนอยู่ท่ามกลางพายุ ไม่ยอมลุก!”ถ้วยชาในมือเจิงหลิงหลุดร่วงลงพื้นแตกกระจาย นางไม่ได้ก้มลงเก็บ ไม่ได้แม้แต่รู้สึกว่าน้ำชาร้อนกระเซ็นเปื้อนปลายเท้า“เขาพูดว่าอะไร”“เขาพูดต่อหน้าขุนนางทั้งหมดว่าชาตินี้มีชายาเพียงคนเดียว...คือคุณหนูหลินเจ้าค่ะ”เจิงหลิงไม่เหลือเวลาจะคิดอะไรอีก นางคว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ข้างประตู ร่มกระดาษน้ำมันคันเก่าที่วางอยู่ในมุมระเบียง แล้ววิ่งออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร***เหยาเล่อคังที่ตามหาตัวนางพบก่อนฟ้ามืด เขาดักรออยู่ที่ท่าเรือพร้อมม้าเร็วสามตัว หน้าตามอมแมมเพราะเดินทางโดยไม่หลับไม่นอน เขาไม่ต้องอธิบายอะไร เจิงหลิงเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าท่านอ๋องไม่ได้ให้เขามาตาม แต่เขามาเอง“ท่านอ๋องสั่งห้ามข้าน้อยมาตามหาคุณหนู” เขาพูดเสียงเครียด “แต่ข้าน้อยไม่อาจเห็นท่านอ๋องตายเพราะความดื้อของตนเองได้ หากเราเปลี่ย
โม่จิ่งเหว่ยกลับถึงจวนในตอนที่ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเป็นสีเทาจางเขาไปกรมกลาโหมตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อตรวจบัญชีเสบียงที่ค้างอยู่ ตั้งใจจะกลับมากินข้าวเช้ากับนางเหมือนทุกวัน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่มีกลิ่นน้ำชาอุ่น ไม่มีเสียงพลิกหน้ากระดาษ เสี่ยวหลันยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องตำรา ใบหน้าซีดเผือด“ท่านอ๋อง คุณหนู...”เขาไม่ฟังต่อ ผลักประตูเข้าไป บนกระดานหมากที่ค้างตาเดินอยู่ มีจดหมายหนึ่งฉบับถูกทับด้วยแผ่นหยกสีขาวนวลเขายืนมองมันอยู่นานก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่าน มือที่เคยจับดาบไม่สั่นแม้ในสนามรบกลับสั่นจนแทบจะถือกระดาษเอาไว้ไม่อยู่เสียงบางอย่างแตกกระจายดังสนั่น เขาไม่รู้ตัวว่ากวาดกระดานหมากทั้งกระดานลงพื้นไปแล้ว หมากขาวดำกลิ้งกระจายไปทั่วห้อง“ท่านอ๋อง!” เหยาเล่อคังวิ่งเข้ามา “คุณหนูออกจากจวนทางประตูสวนด้านหลังก่อนฟ้าสาง ลงเรือของตระกูลหลินไปทางใต้ขอรับ คนของข้าน้อยตามไปแล้ว ภายในสามวันจะรู้แน่ว่าคุณหนูพักอยู่ที่ใด”“ข้าจะไปเอง” โม่จิ่งเหว่ยหันไปหยิบเสื้อคลุม แต่ก้าวไปได้สองก้าวก็ชะงัก เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอยู่ ก่อนจะหยิบแผ่นหยกขึ้นกำไว้ในมือแล้วสอดเข้าแขนเสื้อ “







