LOGIN“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”
เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา
“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”
นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”
“คุณหนูหมายถึง...”
“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”
โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”
***
สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการ
อย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไว้ตลอดสองปี และในหน้าหนึ่งมีรายการว่า ‘บัณฑิตซู ตั๋วเงินสามร้อยตำลึง ปิดคดีร้องทุกข์ของสตรีแซ่เจิง’ ลงวันที่ตรงกับวันที่นางถูกไล่ออกจากที่ว่าการอำเภอ
อย่างที่สองคือคำให้การของชาวบ้านสามคนที่เห็นสองแม่ลูกสกุลซูหอบของออกจากเรือนในคืนฝนตกวันนั้น และไม่เคยเห็นภรรยาซูเดินตามออกมา
และอย่างที่สามคือสตรีร่างผอมบางพร้อมห่อผ้าเก่า ๆ ยืนก้มหน้าอยู่หน้าประตูห้องรับแขก
เจิงหลิงลุกขึ้นช้า ๆ มือสองข้างสั่นระริก หญิงสาวที่ยืนอยู่นั้นผอมจนเกือบจำไม่ได้ ใบหน้าที่เคยกลมแป้นเต็มไปด้วยรอยตรากตรำ มีรอยแผลเป็นที่ข้อมือและแก้ม แต่ดวงตานั้นยังเป็นดวงตาคู่เดิมของเด็กสาวที่เคยตามนางไปไหนมาไหนเสมอ
“ชุนเถา”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ปากสั่น น้ำตาหยดลงบนพื้นก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยอะไรออกมา
“คุณหนู...คุณหนูจริง ๆ ด้วย...” ชุนเถาทรุดลงคุกเข่า ปล่อยโฮออกมาจนตัวสั่น เพียงพบหน้ากันชั่วครู่ซุนเถาก็จดจำนางได้แล้ว ต่างจากคนอื่น ๆ ที่ไม่คิดว่านางคือเจิงหลิง
“บ่าวคิดว่า...บ่าวคิดว่าคุณหนูตายไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าคุณหนูกระโดดแม่น้ำตายไปแล้ว!”
เจิงหลิงคุกเข่าลงข้างนาง โอบกอดร่างผอมบางนั้นเอาไว้ ปล่อยให้น้ำตาที่ไม่เคยไหลต่อหน้าผู้ใดไหลลงมาเป็นสาย ฝ่ามือของนางลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านอย่างแผ่วเบา
“ข้ายังอยู่” นางกระซิบ “ข้ายังอยู่ ชุนเถา”
เมื่อทั้งสองร้องไห้จนสงบลง ชุนเถาจึงเล่าทุกสิ่งที่รู้ ฮูหยินผู้เฒ่าซูขายนางให้พ่อค้าเร่ที่ผ่านมาเพียงเพราะนางไปเห็นซูซือเจ๋อนั่งฝึกลอกลายมือของคุณหนูอยู่ในคืนก่อนวันที่นางถูกตี ชุนเถาถามออกไปด้วยความสงสัย ก็ถูกตบหน้าและถูกใส่ร้ายว่าขโมยของจนถูกส่งขาย นางถูกขายต่อไปสามทอดจนไปอยู่ในจวนแห่งหนึ่งที่ติงโจว ทำงานซักผ้าจนผิวแตก แต่นางรู้ว่าคุณหนูเป็นผู้มีพระคุณ และมีสิ่งหนึ่งที่ติดตัวนางมาตลอด
นางล้วงมือเข้าไปในชายเสื้อที่เย็บซ่อนไว้ หยิบกระดาษที่พับจนเก่ายับออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วยื่นให้ด้วยสองมือ
“บ่าวแอบเก็บมันไว้ คืนนั้นบ่าวเห็นนายท่านซูทิ้งมันลงในเตาไฟ แต่ยังไม่ทันไหม้ บ่าวคว้าออกมาได้ แล้วซ่อนไว้จนวันที่ถูกขาย”
เจิงหลิงรับกระดาษมาคลี่ออก มันเป็นกระดาษเศษที่เต็มไปด้วยหมึก ตัวอักษรสองคำ ‘เจิงหลิง’ ซ้ำไปมานับสิบครั้ง แต่ละตัวค่อย ๆ เหมือนลายมือของนางมากขึ้นทีละบรรทัด จนกระทั่งบรรทัดสุดท้ายที่เหมือนมากจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของจริง
“หลักฐานที่ดีที่สุดคือหลักฐานที่ผู้ก่อมันทิ้งไว้เอง” เสียงต่ำเรียบดังมาจากหน้าประตู โม่จิ่งเหว่ยยืนพิงกรอบประตูอยู่ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อใด ทว่าดวงตาของเขามองสองสตรีที่ยังกอดกันอยู่บนพื้นด้วยแววตาอ่อนโยน “เจ้าก็เก็บมันไว้ให้ดี”
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







