LOGINโรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอด
ทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึง
อีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่
เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...
***
คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา
“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้ว ขออภัยด้วย ข้าเองก็เสียหายไม่น้อยจากเรื่องเท็จในครั้งนี้”
“คุณหนูหลินเมตตาแล้ว” ซูซือเจ๋อก้มศีรษะ ด้วยท่าทางที่เขาซักซ้อมมาแล้วหลายรอบ “ข้าน้อยทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของท่านผู้เฒ่าหลินที่ไว้ใจคนผิด ไม่เกี่ยวกับคุณหนู”
รอยยิ้มบนมุมปากของเจิงหลิงเผยออกมา ท่านผู้เฒ่าหลินที่ถูกแอบอ้างชื่อมาพูดแทนในเวลานี้คงไม่คิดว่าตนต้องมาถูกกล่าวหาว่าไว้ใจคนผิด นางหุบรอยยิ้มนั้นไว้ แล้วเลือกพูดอย่างช้า ๆ
“ข้าเสียเงินไปหลายพันตำลึงในหนทางที่ไม่มีอยู่จริง ตอนนี้ในเมืองหลวง ข้าต้องการผู้ที่จะช่วยตรวจสอบสิ่งที่ข้าไม่มีเวลาตรวจสอบ และต้องการผู้ที่มีที่ยืนในราชสำนัก เพราะพ่อค้าที่ไม่มีขุนนางหนุนหลังย่อมถูกเอาเปรียบได้ง่าย” นางมองเขาตรง ๆ “บัณฑิตซูกำลังจะได้เป็นขุนนาง ไม่ใช่หรือ”
ดวงตาของซูซือเจ๋อเป็นประกายขึ้นทันที ไม่คิดฝันว่าเรื่องพวกนี้ช่างประจวบเหมาะราวกับจับวาง เขาโน้มตัวไปข้างหน้า “ข้าน้อยพร้อมจะรับใช้คุณหนูเต็มกำลัง บัญชีข้าน้อยก็พอจะเชี่ยวชาญอยู่บ้าง ที่ผ่านมาก็ช่วยสกุลเฉินดูแลมาโดยตลอด”
“ข้าเชื่อ” นางพยักหน้า “แต่ข้าเคยถูกหักหลังมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้าจะไม่ลงทุนกับใครอีกโดยไร้หลักประกัน”
“หลักประกัน?”
“ทรัพย์สินที่ท่านมี” นางวางถ้วยชาลง “ข้าต้องการบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน ที่ดิน บ้าน ร้านค้า ทั้งหมดที่ท่านถือครอง หากข้าเห็นว่าท่านมีรากฐานพอ ข้าจึงจะวางใจ แล้วถึงกล้ามอบหมายทั้งเงินและงานให้ท่านเพื่อให้ท่านใช้สำหรับหน้าที่การงานของตน”
“...”
“เป็นขุนนาง หากหวังก้าวหน้าไม่พ้นต้องใช้เงินทองไม่ใช่หรือ ข้าไร้เส้นสาย มีแต่เงินทองที่จุนเจือได้ เมื่อท่านมีตำแหน่งแล้ว...ก็หวังเพียงท่านจะหนุนหลังคนค้าขายเช่นข้า”
ซูซือเจ๋อกลืนน้ำลาย เงินทองคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุด เขารีบล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบม้วนกระดาษหนาออกมาวางบนโต๊ะ
“ข้าน้อยเตรียมมาแล้วขอรับ”
เจิงหลิงสบตากับเสี่ยวหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังเพียงชั่ววูบ ก่อนจะก้มลงเปิดม้วนกระดาษที่เขาส่งมา
บัญชีทรัพย์สินเขียนไว้เรียบร้อย เขาไม่มีอะไรมากนัก มีเงินสดเพียงไม่กี่สิบตำลึง เรือนเก่าในหลานเหลียงหนึ่งหลังที่ไม่เหลืออะไรแล้ว และมีรายการที่ถูกขีดเส้นใต้ไว้ด้วยหมึกแดงว่า ‘ที่นาข้าวสี่แปลง ร้านขายเมล็ดพันธุ์สองคูหา ที่ตำบลหลานเหลียง’
“ที่ดินนี้ท่านได้มาจากที่ใด” นางถามเสียงเรียบ ทั้งที่ตัวหนังสือที่เห็นนั้นแทบทำให้ปลายนิ้วที่จับกระดาษชา
เพราะนางจำมันได้ นาข้าวสี่แปลงนั้นคือที่ดินที่ท่านพ่อซื้อไว้เป็นสินเดิมของนางตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ร้านเมล็ดพันธุ์สองคูหานั้นก็เป็นของที่ท่านพ่อให้ไว้ให้นางเลี้ยงชีพเมื่อแต่งกับสกุลซู นางไม่เคยเอ่ยปากว่าเป็นของใคร เพราะเห็นว่าสามีกับภรรยาล้วนเป็นคนเดียวกัน แต่โฉนดทุกฉบับ ทั้งที่ดินและร้านค้า ยังคงใช้ชื่อ ‘เจิงหลิง’ ในเอกสารตลอดมา แล้วไยจึงเป็นของซูซือเจ๋อไปได้เล่า
“เป็นสินเดิมของภรรยาเก่า” ซูซือเจ๋อตอบอย่างไม่ลังเล ในน้ำเสียงมีความมั่นใจของผู้ที่เล่าเรื่องนี้กับตัวเองมาหลายครั้งจนเชื่อเอง “ก่อนหย่ากัน นางยกให้ข้าเพื่อเป็นค่าชดเชยที่ข้าอุ้มชูนางมาหลายปี มีหนังสือครบถ้วนทุกฉบับ”
“ภรรยาเก่าของท่านมีชื่อว่าอะไร”
“เจิงหลิง...เป็นสตรีบ้านนอกจากหลานเหลียง” เขายกยิ้ม ท่าทางเหมือนเล่าเรื่องไม่สำคัญ “ไม่คู่ควรกับข้า ข้าหย่ากับนางไปตั้งแต่ก่อนสอบขุนนาง วันข้างหน้ารับรองได้ว่านางจะไม่มาวุ่นวายแน่นอนขอรับ”
ทั่วทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ เสี่ยวหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังเจิงหลิงกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว
แต่ใบหน้าของคุณหนูหลินยังคงเรียบเฉย นางพลิกกระดาษไปหน้าถัดไป เห็นหนังสือที่ซูซือเจ๋อแนบมา และตัวหนังสือสามตัวที่มุมล่างที่เขียนว่า ‘เจิงหลิง’ ซึ่งลายมือนั้นไม่ใช่ลายมือของนาง แต่เป็นลายมือที่นางเพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนบนจดหมายขอบคุณฉบับหนึ่ง
“ยังมีหนังสือยืนยันอื่น ๆ หรือไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของท่านที่หลานเหลียง”
“ที่ข้าน้อยเก็บไว้ขอรับ”
“เอามาให้ข้าดู” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา ยิ้มบาง ๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ซูซือเจ๋อหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะเก็บมันไว้เป็นหลักประกันตลอดช่วงที่ข้าลงทุนกับท่าน เมื่อท่านได้ตำแหน่งแล้วข้าจะคืนให้แน่นอน”
ซูซือเจ๋อลังเลชั่วอึดใจ แต่ความโลภที่ผลักดันให้เขามาถึงที่นี่ก็ชนะ เขาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยจะนำมาให้พรุ่งนี้เช้า”
“ดี” นางลุกขึ้น “เช่นนั้นนับจากวันพรุ่งนี้ข้าจะเป็นคนให้เงินท่านเอง ขอให้บัณฑิตซูสอบผ่านอย่างราบรื่น ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพื่อความมั่นคงทั้งของข้ากับท่าน”
เมื่อชายหนุ่มเดินออกจากห้องไปแล้วด้วยท่าทางที่ราวกับเดินอยู่บนปุยเมฆ แต่เมื่อคล้อยหลังบัณฑิตโลภมากผู้นั้นเสี่ยวหลันก็รีบเข้ามาประคองแขนเจ้านาย
“คุณหนูเจ้าคะ มือของคุณหนู...”
เจิงหลิงก้มมองมือตนเอง มันกำลังสั่นอยู่ สั่นด้วยความโกรธเหลือคณาจนนางหลับตาลงสูดหายใจลึก
คนผู้นี้กล้ายึดทรัพย์ของภรรยามาเป็นของตน ช่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดีจริง ๆ
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







