LOGINข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปี
ป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัว
ในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ
“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”
ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“เรียกโหย่วอ๋องเข้าเฝ้า”
โม่จิ่งเหว่ยที่ไม่ได้เหยียบท้องพระโรงมาเกือบหนึ่งปี ก้าวเข้ามาในชุดขุนนางสีม่วง ท่าทางสงบเสงี่ยม เมื่อมาถึงก็คุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์โดยไม่รอให้ใครบอก
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท”
“ลุกขึ้น” ฮ่องเต้ทรงมองน้องชายต่างมารดาอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงตรัสออกมา “คราวก่อนเจ้าถูกลงโทษเพราะเข้มงวดเกินไป ตอนนี้สถานการณ์คับขันข้าต้องการคนที่เข้มงวด เจ้ากลับมาคุมกรมกลาโหมอีกครั้ง ไม่ต้องออกรบ เพียงตรวจสอบเส้นทางเสบียงให้เรียบร้อย ให้ทหารของเราไม่ต้องอดยาก เจ้าสัญญาได้หรือไม่ว่าจะทำงานให้รอบคอบกว่าเดิม”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าน้อยคัดคัมภีร์ขัดเกลาจิตใจทุกวันไม่เคยหย่อนยานต่อตนเอง ภายในใจจึงมิได้ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” โม่จิ่งเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ นับว่าเป็นข้ออ้างที่ฟังดูมีน้ำหนักไม่น้อย จนมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากบางมุมของท้องพระโรง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็กลั้นรอยแย้มสวรลเอาไว้ที่มุมพระโอษฐ์ ส่วนเสนาบดีหวังเหวินไห่ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกำพระหัตถ์จนข้อนิ้วขาวเมื่อเห็นว่าโหย่วอ๋องกลับมารับตำแหน่งขุนนางอีกครั้ง
ในคืนวันนั้น เจิงหลิงนั่งอยู่ในห้องตำราของท่านอ๋อง กองเอกสารสูงเท่าศีรษะวางอยู่ตรงหน้านาง สมุดบัญชีการขนส่งเสบียงของกรมคลังและกรมกลาโหมย้อนหลังสามปี ที่เหยาเล่อคังไปคัดลอกมาอย่างลับ ๆ ในช่วงสามวันที่ผ่านมา
“ข้าเคยบอกว่าข้าทำบัญชีเป็น” นางพูดโดยไม่เงยหน้า ปลายนิ้วกดไปบนบรรทัดหนึ่ง “แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำบัญชีของกองทัพ”
“แล้วเจ้าเจออะไรที่ผิดปกติบ้างไหม”
“เสบียงที่ส่งไปทัพของท่านอ๋องปีนั้น บันทึกว่าออกจากคลังตามกำหนด แต่ในสมุดจดการเดินทางของกองเกวียน กลับไม่มีรายการรับเสบียงนั้นเลย หนึ่งร้อยห้าสิบเกวียนหายไปในเดือนเดียวกัน แล้วกลับปรากฏในบัญชีรายรับของพ่อค้าที่มีนามสกุลเดียวกับภรรยารองของเสนาบดีหวัง” นางเงยหน้าขึ้น “ไม่ได้ชะลอ แต่ขายไปเสียเอง จากนั้นไม่แคล้วว่าแสร้งโดนโจรปล้นจนไม่มีเสบียงส่งไปถึงทหาร”
โม่จิ่งเหว่ยก้มลงดูตัวเลขที่นางชี้ แล้วนิ่งไปนาน ในแววตาไม่มีโทสะ แต่ท่าทีเช่นนี้น่ากลัวว่าเป็นไหน ๆ
“ทหารของข้ากินรากไม้สิบวัน เพราะเขาขายเสบียงให้พ่อค้า น่าขันสิ้นดี”
“...”
“ขอบใจ เจิงหลิง”
“ท่านอ๋องจะทำอย่างไรกับมันเจ้าคะ”
“ข้าจะตรวจสอบเส้นทางการส่งเสบียงนี้ทั้งสาย และเส้นทางการเงินที่หากินบนกองศพของทหารที่ปกป้องแผ่นดิน” เขาปิดสมุดบัญชีอย่างระมัดระวัง “แต่ไม่ใช่วันนี้ ข้ายังต้องจัดเรื่องของเจ้าให้เรียบร้อยก่อน”
เขาเดินไปที่โต๊ะอีกด้าน หยิบกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่ออกมาสองใบ วางลงตรงหน้านางทีละใบ
กล่องแรกบรรจุใบอนุญาตค้าขายเป็นทางการของ ‘หลินเจิง’ ที่ประทับตราของสำนักทะเบียนการค้าเมืองหลวง และตราส่วนตัวของโหย่วอ๋อง “จากนี้ไปไม่มีใครในเมืองนี้กล้าตั้งคำถามถึงที่มาของเจ้าอีก” เขาอธิบายสั้น ๆ “ส่วนชื่อเดิมของเจ้า ข้าสั่งให้เก็บบันทึกทางอำเภอทุกฉบับไว้โดยไม่ให้ใครแตะต้อง เพื่อวันที่ ‘เจิงหลิง’ จะได้มีโอกาสกลับมามีตัวตนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
เจิงหลิงลูบตราประทับบนกระดาษ ในอกมีความรู้สึกแปลก ๆ ที่นางไม่รู้ควรเรียกว่าอะไร คนผู้นี้คิดไว้ให้นางถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“แล้วกล่องที่สอง...”
“เปิดดูสิ”
นางเปิดฝากล่องออก ภายในมีผ้าไหมสีขาวห่อสิ่งหนึ่งไว้ เมื่อคลี่ออก ก็เป็นแผ่นหยกเรียบไร้ตัวอักษร แผ่นหยกที่นางเคยถือมันเดินเท้ามาตลอดทางจากหลานเหลียงมาถึงเมืองหลวง หยกที่นางเคยกำไว้แน่นทุกครั้งที่ไม่มีแรงจะก้าวเดินต่อ
“ข้าให้เจ้าไปแล้วในวันนั้น แต่เจ้านำมันมาคืนข้า” โม่จิ่งเหว่ยพูดเสียงเบา “วันนี้ข้าคืนให้เจ้าอีกครั้ง เพื่อบอกว่า...ต่อให้วันหนึ่งเจ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือของข้าอีกแล้ว แต่ข้าก็ยังอยู่ตรงนี้...ไม่ว่าเจ้าจะหลงทางอยู่ที่ไหนขอเพียงมีหยกชิ้นนี้อยู่ เจ้าจะพบเจอกับทางกลับบ้าน”
เจิงหลิงกำแผ่นหยกนั้นไว้ในฝ่ามือ มันอุ่นขึ้นจากความร้อนของเตาถ่านในห้อง นางนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดเสียงเบาจนเกือบไม่ได้ยิน
“ท่านอ๋อง...ข้าจะเก็บมันไว้ให้ดี”
“ข้ารู้” เขายิ้ม แล้วมองนางด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







