Masuk“ท่านอ๋อง บ่าวในจวนพาเจิงหลิงไปพักแล้ว ตอนแรกนางลังเล แต่พอบอกว่าเป็นคำสั่งท่านนางก็ทำตามอย่างว่าง่าย”
“นางก็คงเข้าใจแล้วว่าข้าทำไปทำไม”
“...”
“เหยาเล่อคัง...ไปตามหาคนให้ข้าที”
“ใครขอรับ” คนสนิทของท่านอ๋องขานรับ
“พ่อค้าแซ่เฉิน เฉินกุ้ย ไปสืบดูว่าตอนนี้ทำอะไรในเมืองหลวง พักที่ไหน ในจวนของเขามีคนกี่คน แล้วมีใครบ้าง สืบมาให้ละเอียด”
“ขอรับ”
คำสั่งของโม่จิ่งเหว่ยก็คือการสืบหาตัวคนที่ทำให้ชีวิตของสตรีแซ่เจิงผู้นั้นพลิกผัน ทว่ามดปลวกแบบนั้นหากให้ตามหาก็คงยาก ไม่พ้นต้องตามหาคนที่ให้ร่มเงาคุ้มแดดคุ้มฝนแทน
ตามคำบอกเล่าของเจิงหลิง เถ้าแก่แซ่เฉินผู้นี้ให้การสนับสนุนบัณฑิตซูทุกอย่าง แต่ก็คงหวังว่าวันหน้าหากสอบขุนนางได้แล้วก็จะแต่งกับบุตรสาวของเขา เพียงเท่านี้ลูกสาวของตัวเองก็จะหลุดพ้นคำว่าสตรีจากตระกูลพ่อค้า ตัวเองก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
พึ่งพากันไปกันมา ตามประสาพวกคนอ่อนแอ...
แต่ก็ไม่รู้ว่าเถ้าแก่เฉินคาดหวังมากไปหรือไม่ เขาวังว่าคนอย่างบัณฑิตซูจะสอบเป็นขุนนางได้ในเร็ววันหรือ ต้าเฉินไม่เคยขาดแคลนผู้มีความสามารถ บัณฑิตจากสำนักบัณฑิตมากมายอยู่ทั่วเมืองหลวง คนพวกนั้นเล่าเรียนมาตั้งแต่เพิ่งจำความได้ด้วยซ้ำ แล้วบัณฑิตจากบ้านนอกคนหนึ่งจะฝ่าฟันไปได้สักกี่น้ำกัน
หากจะแก้แค้นคนพวกนี้ให้เบ็ดเสร็จเลยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่การค่อย ๆ เห็นคนพวกนั้นทรมานและสูญเสียทุกอย่างไป น่าสนใจกว่าเยอะ
อีกอย่างในเมื่อโม่จิ่งเหว่ยนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของตนแล้ว ย่อมไม่ทำอย่างลวก ๆ แน่นอน
จะว่าไปนี่ก็เป็นเรื่องที่ทำแก้เบื่อได้จริง ๆ คนที่เพิ่งถูกสั่งห้ามเข้าท้องพระโรงอย่างไร้กำหนด หากอยู่เฉย ๆ คงได้เฉาตายไปก่อน
โม่จิ่งเหว่ยไม่ได้มีเพียงตำแหน่งอ๋องที่เดินลอยไปลอยมาเพียงอย่างเดียว เขายังเป็นขุนนางในกรมกลาโหม ที่ถูกสั่งให้พักงานทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำงานได้หนึ่งเดือน เหตุเพราะถูกร้องเรียนว่าเข้มงวดเกินไป จนขุนนางน้อยใหญ่กดดันมิกล้าแม้แต่จะเงยหน้า ฮ่องเต้ตรัสว่าเพราะโม่จิ่งเหว่ยลงสนามรบตั้งแต่ยังเยาว์ โตมาท่ามกลางภูเขาศพทะเลเลือดจึงไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา เพื่อลดทอนความบาดหมางของขุนนางในราชสำนัก จึงให้โม่จิ่งเหว่ยพักงานราชการเอาไว้ แล้วเริ่มปรับตัวในเมืองหลวงเสียใหม่
ความจริงโม่จิ่งเหว่ยกับเจิงหลิงมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน...
พวกเขาล้วนเป็นคนต่างถิ่นในเมืองหลวงแห่งนี้
ก่อนจะมาเข้ารับตำแหน่งในเมืองหลวง โม่จิ่งเหว่ยเป็นแม่ทัพอยู่ชายแดน กระทั่งในศึกสุดท้ายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องพักรักษาตัวอยู่หนึ่งปีเต็ม เมื่อหายแล้วก็ถูกเรียกตัวกลับมายังเมืองหลวง และฮ่องเต้ก็ไม่ทรงอนุญาตให้กลับไปคุมทัพ บอกว่าโหย่วอ๋องทุ่มเทชีวิตให้ต้าเฉินมามากแล้ว ในยามนี้ควรถึงคราวเสพสุขบ้าง
โม่จิ่งเหว่ยเพิ่งจะอายุได้ยี่สิบปี จะมาเสพสุขอะไรกันเล่า พระองค์ก็แค่ไม่อยากให้น้องชายนอกคอกคนนี้ไปตายอยู่ต่างถิ่นก็เท่านั้น
แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ช่างคับแคบและน่าอึดอัดสำหรับโม่จิ่งเหว่ย...
ส่วนเจิงหลิงสำหรับโม่จิ่งเหว่ยก็คือสตรีที่ตนเจอระหว่างทางที่กลับมายังเมืองหลวง
สตรีที่สิ้นหวังกว่าตนที่ถูกสั่งให้ปลดชุดเกราะออกจากสนามรบ...
โม่จิ่งเหว่ยคล้ายกับเห็นตัวเองในยามสิ้นหวังที่สุดในชีวิตจากตัวของเจิงหลิงจึงคิดเรื่องพิเรนทร์พวกนี้ออกมา มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตนคิดผิดตรงไหน
อย่างน้อยในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงตนที่รู้สึกแปลกแยกเพียงลำพังอีกแล้ว
กว่าเจิงหลิงจะเชื่อว่าตนไม่ได้ฝันไป ก็ล่วงเข้าวันที่ห้าของการพำนักในจวนโหย่วอ๋องเรือนที่นางพักเป็นเรือนเล็กทางทิศตะวันตก มีสระบัวเล็ก ๆ อยู่นอกหน้าต่าง ทุกเช้าจะมีบ่าวนำน้ำอุ่นกับโจ๊กร้อน ๆ มาวางไว้ให้ ยามกลางวันมีซุปตุ๋นยาจีน ยามค่ำมียาต้มถ้วยใหญ่ที่ขมจนนางต้องกลั้นหายใจกลืน หมอที่ท่านอ๋องส่งมาตรวจชีพจรแล้วส่ายหน้า บอกว่าร่างกายนางถูกย่ำยีจนพร่องไปหมด ต้องบำรุงอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะกลับมาเป็นปกติ“ข้าไม่ได้เลี้ยงเจ้าเพราะสงสาร” โม่จิ่งเหว่ยบอกในวันที่นางไปกล่าวขอบคุณถึงห้องตำรา เขาไม่แม้แต่จะละสายตาจากกระดานหมากที่วางเล่นคนเดียว “ข้าเคยคุมทัพ รู้ดีว่าทหารที่หิวโซสู้ศึกไม่ชนะ คนที่จะล้างแค้นก็เช่นกัน ต้องมีแรงเสียก่อน”ถ้อยคำไม่น่าฟังนัก ทว่าเจิงหลิงกลับดื่มยาถ้วยต่อมาจนหมดโดยไม่บ่นสักคำครึ่งเดือนผ่านไป ผิวที่เคยกร้านแดดค่อย ๆ ขาวนวลขึ้น แก้มที่ตอบลึกกลับมามีเลือดฝาด ขี้ผึ้งสมุนไพรที่บ่าวนำมาให้ทามือทุกคืนทำให้ฝ่ามือที่หยาบเป็นขุยค่อย ๆ นุ่มลง เหลือเพียงรอยแผลเก่าสองสามรอยที่ไม่ยอมจางไปง่าย ๆ เสื้อผ้าไหมเนื้อละเอียดสีอ่อนถูกส่งมาเป็นชุด ๆ ตัดเย็บพอดีตัวราวกับวัดไว้ตั้งแต่ตอนนางหลับว
“ท่านอ๋อง บ่าวในจวนพาเจิงหลิงไปพักแล้ว ตอนแรกนางลังเล แต่พอบอกว่าเป็นคำสั่งท่านนางก็ทำตามอย่างว่าง่าย”“นางก็คงเข้าใจแล้วว่าข้าทำไปทำไม”“...”“เหยาเล่อคัง...ไปตามหาคนให้ข้าที”“ใครขอรับ” คนสนิทของท่านอ๋องขานรับ“พ่อค้าแซ่เฉิน เฉินกุ้ย ไปสืบดูว่าตอนนี้ทำอะไรในเมืองหลวง พักที่ไหน ในจวนของเขามีคนกี่คน แล้วมีใครบ้าง สืบมาให้ละเอียด”“ขอรับ”คำสั่งของโม่จิ่งเหว่ยก็คือการสืบหาตัวคนที่ทำให้ชีวิตของสตรีแซ่เจิงผู้นั้นพลิกผัน ทว่ามดปลวกแบบนั้นหากให้ตามหาก็คงยาก ไม่พ้นต้องตามหาคนที่ให้ร่มเงาคุ้มแดดคุ้มฝนแทนตามคำบอกเล่าของเจิงหลิง เถ้าแก่แซ่เฉินผู้นี้ให้การสนับสนุนบัณฑิตซูทุกอย่าง แต่ก็คงหวังว่าวันหน้าหากสอบขุนนางได้แล้วก็จะแต่งกับบุตรสาวของเขา เพียงเท่านี้ลูกสาวของตัวเองก็จะหลุดพ้นคำว่าสตรีจากตระกูลพ่อค้า ตัวเองก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วยพึ่งพากันไปกันมา ตามประสาพวกคนอ่อนแอ...แต่ก็ไม่รู้ว่าเถ้าแก่เฉินคาดหวังมากไปหรือไม่ เขาวังว่าคนอย่างบัณฑิตซูจะสอบเป็นขุนนางได้ในเร็ววันหรือ ต้าเฉินไม่เคยขาดแคลนผู้มีความสามารถ บัณฑิตจากสำนักบัณฑิตมากมายอยู่ทั่วเมืองหลวง คนพวกนั้นเล่าเรียนมาตั้งแต่เพิ่งจำความได้ด
เจิงหลิงอยู่ในเมืองหลวงดั่งมดปลวกตัวหนึ่งได้ราว ๆ สามวัน อยู่ ๆ ก็มีคนน่ากลัวมาหาถึงที่พร้อมกับแผ่นหยกเกลี้ยงในมือที่นางเอาไปจำนำเมื่อสามวันก่อน พลันในใจของเจิงหลิงก็ได้คำตอบในทันทีคนคนนั้นหานางพบแล้วจริง ๆ“พวกท่านมาพาข้าไปหาเขาหรือ”“ใช่...ไปกันได้แล้ว”คนพวกนั้นพูดจาห้วน ๆ แต่ไม่อ้อมค้อม พานางไปยังจวนแห่งหนึ่งที่พอเห็นป้ายอันตระการตาหน้าจวนก็ทำเอาเจิงหลิงหน้าซีดเผือดจวนโหย่วอ๋อง...เจ้าของหยกชิ้นนั้นคือโหย่วอ๋องน่ะหรือ...“เป็นอะไรไป เข้าไปได้แล้ว ท่านอ๋องรออยู่”เจิงหลิงก้มหน้า เดินตามหลังคนพวกนั้นไป ตอนนี้นางทำได้แค่กุมมือตัวเองเอาไว้แน่น ออกแรงจิกเนื้อเตือนตัวเองให้มีสติ ไม่นานก็เข้ามายังห้องห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องกำลังก้มหน้าจรดพู่กันอย่างไม่ทุกข์ร้อนคนคนนั้นคือเขาคนที่บอกว่าจะรอดูนางกระโจนลงน้ำกับตา และหยิบยื่นแผ่นหยกเกลี้ยงมาให้นาง มองมายังนางราวกับเจอเรื่องสนุก ในตอนนี้ก็ไม่ต่างกันบุรุษที่กำลังสนใจปลายพู่กันของตัวเอง ค่อย ๆ ถอนสายตาแล้วมองมายังนาง ไม่นานก็เผยรอยยิ้มที่เหมือนในวันนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยนออกมา“เป็นเจ้า...ถึงจะซูบผอมลงไปไม่น้อย แต่ข้าก็จำเจ้าได้”เจิงหลิงเริ
ในระหว่างทางที่ก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก เจิงหลิงคิดว่าตัวเองกำลังตายอย่างช้า ๆ และการไปยังเมืองหลวงคือการลวงให้นางไปตายอย่างทรมาน แล้วนางดันหลงเชื่อคำของคนแปลกหน้า เดินทางมายังเมืองหลวงอย่างไร้เหตุผล สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจไปยังเมืองหลวงอาจเป็นความคิดง่าย ๆ ว่าไปตายเอาดาบหน้า ก็คงดีกว่าชีวิตในตอนนี้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกหรือผิด การเดินทางที่แสนยาวไกล กับชีวิตที่สิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้นางต้องดิ้นรนเป็นเท่าทวีจากคุณหนูในจวนนายอำเภอ มาเป็นฮูหยินของบัณฑิตมีอนาคต สุดท้ายกลับเป็นหญิงที่ไล่ขอทานมาตลอดทางเพื่อหวังว่าข้างหน้าจะมีเรื่องดีรออยู่บ้างแต่ก็ไม่รู้ว่านางฝันหวานไปหรือไม่ในยามไร้ที่ซุกหัวนอน นางยังต้องลอบนอนใต้ชายคาบ้านหรือร้านค้าของคนอื่น ไม่ก็ซุกตัวในกองเศษซากขยะเพื่อเอาชีวิตรอด ในยามที่หิวจนไส้แทบขาดนางทำได้แค่ก้มศีรษะแล้วร้องขอความเมตตาจากผู้อื่นทุกครั้งที่คิดว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้ไหว เจิงหลิงมักหยิบหยกเนื้อดีชิ้นนั้นออกมาชั่งใจว่าควรนำไปขายแล้วเอามาเลี้ยงชีพต่อดีหรือไม่ ทว่าหากขายไปแล้วจะกินอิ่มได้สักกี่มื้อกัน ในเมื่อเจ้าของหยกนี่บอกเองว่าหากดิ้นรนไปถึงเมื
เจิงหลิงฟื้นขึ้นมาจากความหนาวเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก เมื่อตื่นลืมตาขึ้นมาจึงได้รู้ว่าฝนห่าใหญ่กำลังตกจนพื้นเจิ่งนอง และไม่รู้ว่านางนอนตากฝนเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็พยายามประคับประคองตัวเอง กระเสือกกระสนเข้าไปในเรือน ต่อให้สติเลือนรางก็เห็นว่าภายในเรือนแห่งนี้ว่างเปล่าเพียงใดเรือนนี้เหมือนดั่งเรือนที่เพิ่งถูกโจรยกเค้าก็มิปาน สองแม่ลูกสกุลซูคงจากไปแล้วพวกสารเลว...หากพวกนั้นมีความกล้ามากขึ้นอีกเพียงนิด คงสังหารนางมัดมือมัดเท้าจับถ่วงแม่น้ำแล้วกระมังแต่ยิ่งคิดศีรษะที่หนักอึ้งเหมือนถูกหินถ่วงก็ยิ่งปวดราวกับจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ ในตอนนี้ในใจเต็มไปด้วยโทสะ ทว่าความหนาวจากหยาดฝนกลับกำลังกัดกินถึงกระดูก เจิงหลิงทำได้แต่กอดตัวเองเอาไว้ ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยพิษไข้สลบไปสองวันสองคืนก็ตื่นมาพร้อมกับคอที่แห้งผาก ความกระหายปลุกให้เจิงหลิงตื่นขึ้นมา ร่างที่ป่วยไข้มาหลายวันคลานไปรินน้ำมาดื่มดับกระหายและรวบรวมสติ เรียบเรียงทุกอย่าง แล้วตระหนักว่าตอนนี้นางสิ้นเนื้อประดาตัวเสียแล้วสินเดิมไม่เหลือ สามีทอดทิ้ง เหลือเพียงเรือนซอมซ่อ ไร้อนาคต...และเป็นสองแม่ลูกสกุลซูที่ทำให้นางเป็นเช่นน
เจิงหลิงที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าตนทำอะไร ถึงขั้นที่สามีต้องมอบใบหย่าด้วยตัวเองเช่นนี้ ทว่าสามีของนางกลับไม่ใช่สามีที่นางรู้จักเมื่อในอดีตแล้ว“เจิงหลิง ข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง ทางนั้นใช้เงินมาก ต่อให้เจ้าทำงานทั้งปีก็ไม่พอ เรื่องนี้ข้าไปคุยกับสกุลเสิ่นแล้ว...เขาเองก็พร้อมช่วยเหลือ”“ท่านไปแลกอะไรกับเขามา”“...ขอเพียงข้าสมรสกับบุตรีสกุลเสิ่น ชีวิตในเมืองหลวงก็จะราบรื่นไร้กังวล”“เพราะจะแต่งกับบุตรสาวสกุลเสิ่นเลยมาขอหย่ากับข้าน่ะหรือ”“ใช่ เจิงหลิง เจ้าพูดมาตลอดว่าอยากให้ซือเจ๋อเป็นขุนนาง ชีวิตราบรื่นไร้กังวลไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะขัดขวางทำไม ขอเพียงทำตามคำขอของนายท่านเสิ่นชีวิตของซือเจ๋อก็เป็นอย่างที่เจ้าหวังแล้ว”เจิงหลิงที่ได้ยินแม่สามีพูดก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มองสองแม่ลูกด้วยความผิดหวังเหลือคณา“ข้ามองพวกท่านผิดไปจริง ๆ คนอย่างพวกท่านก็หวังเกาะกิ่งไม้สูงไปเรื่อย ๆ วันนั้นไร้ที่พึ่งพิงก็แต่งกับข้า วันนี้พบที่พึ่งพิงใหม่ก็จะสละข้าทิ้งโดยไม่ลังเล”“นี่เจ้า! เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ”“แล้วข้าพูดผิดที่ใดกัน ท่านคิดว่าหากไร้ข้าบุตรชายของท่านจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้หร







