Masukเจิงหลิงอยู่ในเมืองหลวงดั่งมดปลวกตัวหนึ่งได้ราว ๆ สามวัน อยู่ ๆ ก็มีคนน่ากลัวมาหาถึงที่พร้อมกับแผ่นหยกเกลี้ยงในมือที่นางเอาไปจำนำเมื่อสามวันก่อน พลันในใจของเจิงหลิงก็ได้คำตอบในทันที
คนคนนั้นหานางพบแล้วจริง ๆ
“พวกท่านมาพาข้าไปหาเขาหรือ”
“ใช่...ไปกันได้แล้ว”
คนพวกนั้นพูดจาห้วน ๆ แต่ไม่อ้อมค้อม พานางไปยังจวนแห่งหนึ่งที่พอเห็นป้ายอันตระการตาหน้าจวนก็ทำเอาเจิงหลิงหน้าซีดเผือด
จวนโหย่วอ๋อง...
เจ้าของหยกชิ้นนั้นคือโหย่วอ๋องน่ะหรือ...
“เป็นอะไรไป เข้าไปได้แล้ว ท่านอ๋องรออยู่”
เจิงหลิงก้มหน้า เดินตามหลังคนพวกนั้นไป ตอนนี้นางทำได้แค่กุมมือตัวเองเอาไว้แน่น ออกแรงจิกเนื้อเตือนตัวเองให้มีสติ ไม่นานก็เข้ามายังห้องห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องกำลังก้มหน้าจรดพู่กันอย่างไม่ทุกข์ร้อน
คนคนนั้นคือเขา
คนที่บอกว่าจะรอดูนางกระโจนลงน้ำกับตา และหยิบยื่นแผ่นหยกเกลี้ยงมาให้นาง มองมายังนางราวกับเจอเรื่องสนุก ในตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน
บุรุษที่กำลังสนใจปลายพู่กันของตัวเอง ค่อย ๆ ถอนสายตาแล้วมองมายังนาง ไม่นานก็เผยรอยยิ้มที่เหมือนในวันนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยนออกมา
“เป็นเจ้า...ถึงจะซูบผอมลงไปไม่น้อย แต่ข้าก็จำเจ้าได้”
เจิงหลิงเริ่มหวาดกลัวอย่างประหลาด ชีวิตของสตรีที่ไร้ภูมิหลังแต่ดิ้นรนมายืนตรงหน้าของโหย่วอ๋องค่อย ๆ ทรุดกายลงแล้วก้มหน้าอย่างเจียมตัว
“ท่านอ๋อง ข้าไม่คิดว่าเป็นท่าน ข้าไม่คิด...”
“พวกเจ้าออกไปก่อน”
ท่านอ๋องออกคำสั่ง เจิงหลิงได้ยินเสียงฝีเท้าคนที่ก้าวออกไป แล้วก็เสียงฝีเท้าของโหย่วอ๋องที่ก้าวมายืนตรงหน้าของนาง เขายอบกายนั่งลงตรงหน้าแล้วค่อย ๆ เชยคางของนางขึ้น
“เป็นข้าแล้วทำไม กลัวหรือ...กลัวอะไรเล่า เป็นข้าที่ท้าทายให้เจ้ามาถึงที่นี่เอง”
“ข้า...ข้า...”
“ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่ได้ ข้าก็จะช่วยเจ้าอย่างที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้ ว่าอย่างไร เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไร”
“ข้า...”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าคือโหย่วอ๋อง ไม่มีอะไรที่ข้าจัดการให้เจ้าไม่ได้...จริงไหม”
เจิงหลิงมองโหย่วอ๋อง เม้มปากกำมือแน่น ก่อนจะเอ่ยถึงสิ่งที่นางปรารถนา “ล้างแค้น ข้าต้องการล้างแค้น”
“โอ๋ว!? น่าสนใจจริง ๆ ด้วย เช่นนั้นก็ลุกขึ้นเถิด ข้ากับเจ้ามีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก”
เจิงหลิงลุกขึ้นดั่งที่ท่านอ๋องเอ่ย นางเดินตามหลังเขาไปนั่งยังโต๊ะน้ำชา ท่านอ๋องผู้ไม่ถือตัวถึงขั้นรินน้ำชาให้แก่นาง ส่วนนางก็ประคองถ้วยชาเอาไว้ในมือเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ตัวเอง
“ค่อย ๆ พูดมาว่าเจ้าต้องการให้ข้าล้างแค้นใคร แล้วทำไมถึงต้องล้างแค้น”
“สามีของข้า...ข้าต้องการล้างแค้นสองแม่ลูกสกุลซู”
นางเอ่ยอย่างหนักแน่น ส่วนท่านอ๋องก็เหยียดยิ้มพร้อมกับสายตาที่คาดเดาได้ยากยิ่ง แต่มาถึงตรงนี้แล้วมีสิ่งใดที่ต้องหลบซ่อนอีก เจิงหลิงเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหลานเหลียงออกมาเพื่อให้ท่านอ๋องได้รู้ถึงความแค้นของนาง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะช่วยเหลือ
นางมีชีวิตมาถึงตอนนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากแก้แค้น หากไร้ความแค้นในใจก็คงยากจะประคองชีวิตมาถึงที่นี่ได้...
***
โม่จิ่งเหว่ยกำลังนั่งเท้าคาง มองคนที่เพิ่งเล่าชีวิตอันน่าอดสูของตัวเองจบไม่นานก็ฟุบหลับไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว
แต่ก็ไม่แปลก กว่าจะมาถึงเมืองหลวงได้ก็เหนื่อยแสนสาหัส ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตรงหน้าคือท่านอ๋องแห่งต้าเฉิน นางจะร้องขอความมั่งคั่ง และความสบายไปทั้งชีวิตก็ยังได้ แต่นางเลือกที่จะแก้แค้น ระบายความอยุติธรรมภายในใจ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดของนางก็ไม่แปลกใจว่าเหตุใดจึงเคียดแค้นอดีตสามีและแม่สามีปานนั้น
เศษเดนที่เกาะสตรีเพื่อความก้าวหน้า หวังจะได้เป็นขุนนาง ช่างน่าขันอะไรแบบนี้
ในยามที่นางแต่งให้คนผู้นั้น เทียบกันด้วยฐานะ นางยอมสละความสบายของตน มาอยู่กับบัณฑิตจน ๆ ที่อนาคตไม่แน่นอน กลับกันพอคนผู้นั้นสอบได้ กลับทอดทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากโดยไม่ลังเล
เดิมทีการหย่าร้างนี้ไม่สมบูรณ์ แต่นายอำเภอหลานเหลียงก็ไม่เที่ยงธรรม จึงกลายเป็นรวมหัวกันรังแกสตรีนางหนึ่งจนไร้หนทาง แม้ในยามที่หวังจะกลับไปพึ่งบิดา กลับพบว่าบิดาตายจากไปแล้ว ซ้ำยังถูกไล่ออกมาอีกสำทับ
บัดนี้กลายเป็นหม้าย สิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นขอทานคนหนึ่ง
นี่มันชะตากรรมแบบใดกันหนอ
“ท่านอ๋อง”
“ชู่ว” โม่จิ่งเหว่ยยกนิ้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก บอกเป็นนัยน์ให้คนของตนเบาเสียง เกรงว่าจะปลุกสตรีที่อ่อนล้าเป็นทุนเดิมตื่นขึ้นมา
อย่างน้อยก็ควรปล่อยให้นางได้พักอย่างสบายใจไร้กังวลบ้าง...
โม่จิ่งเหว่ยมองเจิงหลิงอีกเพียงครู่จึงลุกขึ้นเดินไปหาคนสนิท แล้วพาตัวอีกฝ่ายออกจากห้อง
“จะให้ข้าน้อยส่งนางกลับหรือไม่ขอรับ”
“ให้นางนอนไปนั่นแหละ แล้วให้คนเตรียมห้องให้นาง”
“จะให้นางพักที่นี่หรือขอรับ”
“เรื่องพิเรนทร์นี่ข้าเป็นคนเริ่มเอง ข้าก็ต้องรับผิดชอบ ไปจัดการซะ”
โม่จิ่งเหว่ยออกคำสั่งเด็ดขาด ต่อให้เป็นคนสนิทก็ไร้ข้อโต้แย้ง ในเมื่อเรื่องทั้งหมดนี้ตนมีส่วนรู้เห็นไปแล้ว ก็จะรับผิดชอบให้ถึงที่สุด
จะว่าไปเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสนุกที่โม่จิ่งเหว่ยเอาตัวเองเข้าไปยุ่งตั้งแต่แรกด้วย แล้วจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร...
กว่าเจิงหลิงจะเชื่อว่าตนไม่ได้ฝันไป ก็ล่วงเข้าวันที่ห้าของการพำนักในจวนโหย่วอ๋องเรือนที่นางพักเป็นเรือนเล็กทางทิศตะวันตก มีสระบัวเล็ก ๆ อยู่นอกหน้าต่าง ทุกเช้าจะมีบ่าวนำน้ำอุ่นกับโจ๊กร้อน ๆ มาวางไว้ให้ ยามกลางวันมีซุปตุ๋นยาจีน ยามค่ำมียาต้มถ้วยใหญ่ที่ขมจนนางต้องกลั้นหายใจกลืน หมอที่ท่านอ๋องส่งมาตรวจชีพจรแล้วส่ายหน้า บอกว่าร่างกายนางถูกย่ำยีจนพร่องไปหมด ต้องบำรุงอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะกลับมาเป็นปกติ“ข้าไม่ได้เลี้ยงเจ้าเพราะสงสาร” โม่จิ่งเหว่ยบอกในวันที่นางไปกล่าวขอบคุณถึงห้องตำรา เขาไม่แม้แต่จะละสายตาจากกระดานหมากที่วางเล่นคนเดียว “ข้าเคยคุมทัพ รู้ดีว่าทหารที่หิวโซสู้ศึกไม่ชนะ คนที่จะล้างแค้นก็เช่นกัน ต้องมีแรงเสียก่อน”ถ้อยคำไม่น่าฟังนัก ทว่าเจิงหลิงกลับดื่มยาถ้วยต่อมาจนหมดโดยไม่บ่นสักคำครึ่งเดือนผ่านไป ผิวที่เคยกร้านแดดค่อย ๆ ขาวนวลขึ้น แก้มที่ตอบลึกกลับมามีเลือดฝาด ขี้ผึ้งสมุนไพรที่บ่าวนำมาให้ทามือทุกคืนทำให้ฝ่ามือที่หยาบเป็นขุยค่อย ๆ นุ่มลง เหลือเพียงรอยแผลเก่าสองสามรอยที่ไม่ยอมจางไปง่าย ๆ เสื้อผ้าไหมเนื้อละเอียดสีอ่อนถูกส่งมาเป็นชุด ๆ ตัดเย็บพอดีตัวราวกับวัดไว้ตั้งแต่ตอนนางหลับว
“ท่านอ๋อง บ่าวในจวนพาเจิงหลิงไปพักแล้ว ตอนแรกนางลังเล แต่พอบอกว่าเป็นคำสั่งท่านนางก็ทำตามอย่างว่าง่าย”“นางก็คงเข้าใจแล้วว่าข้าทำไปทำไม”“...”“เหยาเล่อคัง...ไปตามหาคนให้ข้าที”“ใครขอรับ” คนสนิทของท่านอ๋องขานรับ“พ่อค้าแซ่เฉิน เฉินกุ้ย ไปสืบดูว่าตอนนี้ทำอะไรในเมืองหลวง พักที่ไหน ในจวนของเขามีคนกี่คน แล้วมีใครบ้าง สืบมาให้ละเอียด”“ขอรับ”คำสั่งของโม่จิ่งเหว่ยก็คือการสืบหาตัวคนที่ทำให้ชีวิตของสตรีแซ่เจิงผู้นั้นพลิกผัน ทว่ามดปลวกแบบนั้นหากให้ตามหาก็คงยาก ไม่พ้นต้องตามหาคนที่ให้ร่มเงาคุ้มแดดคุ้มฝนแทนตามคำบอกเล่าของเจิงหลิง เถ้าแก่แซ่เฉินผู้นี้ให้การสนับสนุนบัณฑิตซูทุกอย่าง แต่ก็คงหวังว่าวันหน้าหากสอบขุนนางได้แล้วก็จะแต่งกับบุตรสาวของเขา เพียงเท่านี้ลูกสาวของตัวเองก็จะหลุดพ้นคำว่าสตรีจากตระกูลพ่อค้า ตัวเองก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วยพึ่งพากันไปกันมา ตามประสาพวกคนอ่อนแอ...แต่ก็ไม่รู้ว่าเถ้าแก่เฉินคาดหวังมากไปหรือไม่ เขาวังว่าคนอย่างบัณฑิตซูจะสอบเป็นขุนนางได้ในเร็ววันหรือ ต้าเฉินไม่เคยขาดแคลนผู้มีความสามารถ บัณฑิตจากสำนักบัณฑิตมากมายอยู่ทั่วเมืองหลวง คนพวกนั้นเล่าเรียนมาตั้งแต่เพิ่งจำความได้ด
เจิงหลิงอยู่ในเมืองหลวงดั่งมดปลวกตัวหนึ่งได้ราว ๆ สามวัน อยู่ ๆ ก็มีคนน่ากลัวมาหาถึงที่พร้อมกับแผ่นหยกเกลี้ยงในมือที่นางเอาไปจำนำเมื่อสามวันก่อน พลันในใจของเจิงหลิงก็ได้คำตอบในทันทีคนคนนั้นหานางพบแล้วจริง ๆ“พวกท่านมาพาข้าไปหาเขาหรือ”“ใช่...ไปกันได้แล้ว”คนพวกนั้นพูดจาห้วน ๆ แต่ไม่อ้อมค้อม พานางไปยังจวนแห่งหนึ่งที่พอเห็นป้ายอันตระการตาหน้าจวนก็ทำเอาเจิงหลิงหน้าซีดเผือดจวนโหย่วอ๋อง...เจ้าของหยกชิ้นนั้นคือโหย่วอ๋องน่ะหรือ...“เป็นอะไรไป เข้าไปได้แล้ว ท่านอ๋องรออยู่”เจิงหลิงก้มหน้า เดินตามหลังคนพวกนั้นไป ตอนนี้นางทำได้แค่กุมมือตัวเองเอาไว้แน่น ออกแรงจิกเนื้อเตือนตัวเองให้มีสติ ไม่นานก็เข้ามายังห้องห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องกำลังก้มหน้าจรดพู่กันอย่างไม่ทุกข์ร้อนคนคนนั้นคือเขาคนที่บอกว่าจะรอดูนางกระโจนลงน้ำกับตา และหยิบยื่นแผ่นหยกเกลี้ยงมาให้นาง มองมายังนางราวกับเจอเรื่องสนุก ในตอนนี้ก็ไม่ต่างกันบุรุษที่กำลังสนใจปลายพู่กันของตัวเอง ค่อย ๆ ถอนสายตาแล้วมองมายังนาง ไม่นานก็เผยรอยยิ้มที่เหมือนในวันนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยนออกมา“เป็นเจ้า...ถึงจะซูบผอมลงไปไม่น้อย แต่ข้าก็จำเจ้าได้”เจิงหลิงเริ
ในระหว่างทางที่ก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก เจิงหลิงคิดว่าตัวเองกำลังตายอย่างช้า ๆ และการไปยังเมืองหลวงคือการลวงให้นางไปตายอย่างทรมาน แล้วนางดันหลงเชื่อคำของคนแปลกหน้า เดินทางมายังเมืองหลวงอย่างไร้เหตุผล สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจไปยังเมืองหลวงอาจเป็นความคิดง่าย ๆ ว่าไปตายเอาดาบหน้า ก็คงดีกว่าชีวิตในตอนนี้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกหรือผิด การเดินทางที่แสนยาวไกล กับชีวิตที่สิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้นางต้องดิ้นรนเป็นเท่าทวีจากคุณหนูในจวนนายอำเภอ มาเป็นฮูหยินของบัณฑิตมีอนาคต สุดท้ายกลับเป็นหญิงที่ไล่ขอทานมาตลอดทางเพื่อหวังว่าข้างหน้าจะมีเรื่องดีรออยู่บ้างแต่ก็ไม่รู้ว่านางฝันหวานไปหรือไม่ในยามไร้ที่ซุกหัวนอน นางยังต้องลอบนอนใต้ชายคาบ้านหรือร้านค้าของคนอื่น ไม่ก็ซุกตัวในกองเศษซากขยะเพื่อเอาชีวิตรอด ในยามที่หิวจนไส้แทบขาดนางทำได้แค่ก้มศีรษะแล้วร้องขอความเมตตาจากผู้อื่นทุกครั้งที่คิดว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้ไหว เจิงหลิงมักหยิบหยกเนื้อดีชิ้นนั้นออกมาชั่งใจว่าควรนำไปขายแล้วเอามาเลี้ยงชีพต่อดีหรือไม่ ทว่าหากขายไปแล้วจะกินอิ่มได้สักกี่มื้อกัน ในเมื่อเจ้าของหยกนี่บอกเองว่าหากดิ้นรนไปถึงเมื
เจิงหลิงฟื้นขึ้นมาจากความหนาวเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก เมื่อตื่นลืมตาขึ้นมาจึงได้รู้ว่าฝนห่าใหญ่กำลังตกจนพื้นเจิ่งนอง และไม่รู้ว่านางนอนตากฝนเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็พยายามประคับประคองตัวเอง กระเสือกกระสนเข้าไปในเรือน ต่อให้สติเลือนรางก็เห็นว่าภายในเรือนแห่งนี้ว่างเปล่าเพียงใดเรือนนี้เหมือนดั่งเรือนที่เพิ่งถูกโจรยกเค้าก็มิปาน สองแม่ลูกสกุลซูคงจากไปแล้วพวกสารเลว...หากพวกนั้นมีความกล้ามากขึ้นอีกเพียงนิด คงสังหารนางมัดมือมัดเท้าจับถ่วงแม่น้ำแล้วกระมังแต่ยิ่งคิดศีรษะที่หนักอึ้งเหมือนถูกหินถ่วงก็ยิ่งปวดราวกับจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ ในตอนนี้ในใจเต็มไปด้วยโทสะ ทว่าความหนาวจากหยาดฝนกลับกำลังกัดกินถึงกระดูก เจิงหลิงทำได้แต่กอดตัวเองเอาไว้ ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยพิษไข้สลบไปสองวันสองคืนก็ตื่นมาพร้อมกับคอที่แห้งผาก ความกระหายปลุกให้เจิงหลิงตื่นขึ้นมา ร่างที่ป่วยไข้มาหลายวันคลานไปรินน้ำมาดื่มดับกระหายและรวบรวมสติ เรียบเรียงทุกอย่าง แล้วตระหนักว่าตอนนี้นางสิ้นเนื้อประดาตัวเสียแล้วสินเดิมไม่เหลือ สามีทอดทิ้ง เหลือเพียงเรือนซอมซ่อ ไร้อนาคต...และเป็นสองแม่ลูกสกุลซูที่ทำให้นางเป็นเช่นน
เจิงหลิงที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าตนทำอะไร ถึงขั้นที่สามีต้องมอบใบหย่าด้วยตัวเองเช่นนี้ ทว่าสามีของนางกลับไม่ใช่สามีที่นางรู้จักเมื่อในอดีตแล้ว“เจิงหลิง ข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง ทางนั้นใช้เงินมาก ต่อให้เจ้าทำงานทั้งปีก็ไม่พอ เรื่องนี้ข้าไปคุยกับสกุลเสิ่นแล้ว...เขาเองก็พร้อมช่วยเหลือ”“ท่านไปแลกอะไรกับเขามา”“...ขอเพียงข้าสมรสกับบุตรีสกุลเสิ่น ชีวิตในเมืองหลวงก็จะราบรื่นไร้กังวล”“เพราะจะแต่งกับบุตรสาวสกุลเสิ่นเลยมาขอหย่ากับข้าน่ะหรือ”“ใช่ เจิงหลิง เจ้าพูดมาตลอดว่าอยากให้ซือเจ๋อเป็นขุนนาง ชีวิตราบรื่นไร้กังวลไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะขัดขวางทำไม ขอเพียงทำตามคำขอของนายท่านเสิ่นชีวิตของซือเจ๋อก็เป็นอย่างที่เจ้าหวังแล้ว”เจิงหลิงที่ได้ยินแม่สามีพูดก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มองสองแม่ลูกด้วยความผิดหวังเหลือคณา“ข้ามองพวกท่านผิดไปจริง ๆ คนอย่างพวกท่านก็หวังเกาะกิ่งไม้สูงไปเรื่อย ๆ วันนั้นไร้ที่พึ่งพิงก็แต่งกับข้า วันนี้พบที่พึ่งพิงใหม่ก็จะสละข้าทิ้งโดยไม่ลังเล”“นี่เจ้า! เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ”“แล้วข้าพูดผิดที่ใดกัน ท่านคิดว่าหากไร้ข้าบุตรชายของท่านจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้หร







