LOGINกว่าเจิงหลิงจะเชื่อว่าตนไม่ได้ฝันไป ก็ล่วงเข้าวันที่ห้าของการพำนักในจวนโหย่วอ๋อง
เรือนที่นางพักเป็นเรือนเล็กทางทิศตะวันตก มีสระบัวเล็ก ๆ อยู่นอกหน้าต่าง ทุกเช้าจะมีบ่าวนำน้ำอุ่นกับโจ๊กร้อน ๆ มาวางไว้ให้ ยามกลางวันมีซุปตุ๋นยาจีน ยามค่ำมียาต้มถ้วยใหญ่ที่ขมจนนางต้องกลั้นหายใจกลืน หมอที่ท่านอ๋องส่งมาตรวจชีพจรแล้วส่ายหน้า บอกว่าร่างกายนางถูกย่ำยีจนพร่องไปหมด ต้องบำรุงอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะกลับมาเป็นปกติ
“ข้าไม่ได้เลี้ยงเจ้าเพราะสงสาร” โม่จิ่งเหว่ยบอกในวันที่นางไปกล่าวขอบคุณถึงห้องตำรา เขาไม่แม้แต่จะละสายตาจากกระดานหมากที่วางเล่นคนเดียว “ข้าเคยคุมทัพ รู้ดีว่าทหารที่หิวโซสู้ศึกไม่ชนะ คนที่จะล้างแค้นก็เช่นกัน ต้องมีแรงเสียก่อน”
ถ้อยคำไม่น่าฟังนัก ทว่าเจิงหลิงกลับดื่มยาถ้วยต่อมาจนหมดโดยไม่บ่นสักคำ
ครึ่งเดือนผ่านไป ผิวที่เคยกร้านแดดค่อย ๆ ขาวนวลขึ้น แก้มที่ตอบลึกกลับมามีเลือดฝาด ขี้ผึ้งสมุนไพรที่บ่าวนำมาให้ทามือทุกคืนทำให้ฝ่ามือที่หยาบเป็นขุยค่อย ๆ นุ่มลง เหลือเพียงรอยแผลเก่าสองสามรอยที่ไม่ยอมจางไปง่าย ๆ เสื้อผ้าไหมเนื้อละเอียดสีอ่อนถูกส่งมาเป็นชุด ๆ ตัดเย็บพอดีตัวราวกับวัดไว้ตั้งแต่ตอนนางหลับ
วันที่นางยืนหน้ากระจกทองแดงบานใหญ่แล้วเห็นหญิงสาวในนั้น เจิงหลิงนิ่งไปนาน
นางเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงสตรีชาวบ้านหน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรที่โดดเด่น แต่คนในกระจกกลับมีใบหน้างดงามคมชัด ดวงตาที่เคยอ่อนหวานเพราะถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม บัดนี้กลับนิ่งขึ้นและแข็งกร้าวอย่างน่าประหลาด ราวกับน้ำในบ่อที่ผ่านพายุมาแล้ว
ภายใต้คราบสตรีที่ถูกทิ้งขว้าง ที่แท้นางก็เป็นเช่นนี้เอง...
เรื่องที่ท่านอ๋องจัดเตรียมต่อมาคือ ‘อาจารย์หญิงเว่ย’ อดีตนางกำนัลในวังหลวงที่เกษียณมาแล้วหลายปี นางเป็นสตรีวัยห้าสิบที่หลังตรงราวกับไม้บรรทัด สายตาคมกริบจนเจิงหลิงรู้สึกว่าถูกมองทะลุตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามายืนต่อหน้านาง
“เดินใหม่”
“เจ้าค่ะ”
“นั่งใหม่”
“เจ้าค่ะ”
“ยกถ้วยชาใหม่ ข้อมือเจ้าเกร็ง”
เจิงหลิงนึกว่าตนคุ้นเคยกับมารยาทของคุณหนูดีแล้ว แต่เมื่อถูกจับผิดทีละกระเบียดนิ้วจึงรู้ว่าสิ่งที่นางเคยร่ำเรียนในจวนนายอำเภอเป็นเพียงแบบเรื่องพื้นฐานโดยทั่วไปเท่านั้น อาจารย์เว่ยสอนตั้งแต่การโค้งคำนับต่อผู้มีศักดิ์ต่างกัน การเรียกขานตามลำดับยศ ไปจนถึงสำเนียงและถ้อยคำของเมืองหลวง
“ในเมืองนี้ ยามที่ท่านยกชายแขนเสื้อขึ้นมา ก็บอกได้ว่ามาจากสกุลใด...คนที่ไม่ต้องอธิบายตัวเอง ย่อมไม่ถูกสงสัย”
ช่างเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งที่เจิงหลิงสลักไว้ในใจ...
ส่วนวิชาที่นางเคยร่ำเรียนมา ท่านอ๋องสั่งให้ฟื้นฟูทั้งหมด พิณ หมากรุก ภาพวาด อักษร เจิงหลิงลงมือเรียนด้วยความแค้นที่สุมอก จึงก้าวหน้าเร็วได้เร็ว ทว่าความแค้นก็เป็นดาบสองคม ในคืนที่นางดีดพิณด้วยโทสะ สายพิณก็ขาดผึงจนปลายนิ้วเลือดซิบ
“พิณไม่ใช่ขวานที่จะออกแรงทุบอย่างไรก็ได้” อาจารย์เว่ยพูดเรียบ ๆ “ความแค้นน่ะฝังไว้ได้ แต่ถ้าเอามาใช้ทุบ ผู้ที่เจ็บก่อนก็คือตัวเอง”
นางจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะเก็บความแค้นไว้ใต้ผิวน้ำ ให้เสียงพิณราบเรียบ ให้หมากที่วางลงมีจังหวะ
ส่วนการเดินหมาก อาจารย์ของนางก็คือท่านอ๋องที่การวางหมากนั้นล้ำเลิศ แม้แต่บัณฑิตก็คงยากจะเอาชนะเขา แล้วนางเล่าจะเอาปัญญาที่ไหนไปชนะท่านอ๋องได้กัน ดังนั้น ในวันที่นางเดินหมากแพ้โม่จิ่งเหว่ยเป็นครั้งที่สาม ท่านอ๋องก็เท้าคางมองกระดานหมากตรงหน้าแล้วหัวเราะ “เดินหมากเหมือนคนที่รีบแก้แค้นเสียจริง”
“ข้ารอมาตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ”
“แต่คนรีบมักตายก่อนเสมอ ลองใหม่”
ส่วนบัญชี...ในเรื่องนี้ท่านอ๋องไม่ต้องสอนอะไรนาง เขาเพียงโยนสมุดบัญชีของร้านค้าที่ขาดทุนเรื้อรังแห่งหนึ่งมาไว้บนโต๊ะ ไม่ทันครบสองชั่วยามนางก็ชี้ออกมาได้ว่ารายการใดถูกแต่งตัวเลข คนใดยักยอก และเดือนใดที่ทำสองบัญชีซ้อนกัน โม่จิ่งเหว่ยเลิกคิ้ว มองนางเงียบ ๆ อยู่นานก่อนจะพูดว่า
“ถือว่าข้าไม่ขาดทุนแล้ว”
“...ท่านอ๋องว่าอะไรนะเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร”
หนึ่งเดือนผ่านไป อาจารย์เว่ยปิดตำราสุดท้ายแล้วมองลูกศิษย์ด้วยสายตาที่ไม่มีวี่แววของคำชม ทว่าน้ำเสียงกลับแผ่วลงเล็กน้อย “ข้าสอนมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นใครเรียนเร็วเท่านี้ ราวกับว่ากำลังรีบไปที่ใดที่หนึ่ง”
เจิงหลิงยิ้มบาง ๆ มองเงาตัวเองในถ้วยชา
สตรีไร้ค่าที่ถูกทิ้งไว้กลางสายฝนในเรือนร้างคนนั้น ถูกลอกคราบออกไปทีละชั้นแล้ว
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







