LOGINในระหว่างทางที่ก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก เจิงหลิงคิดว่าตัวเองกำลังตายอย่างช้า ๆ และการไปยังเมืองหลวงคือการลวงให้นางไปตายอย่างทรมาน แล้วนางดันหลงเชื่อคำของคนแปลกหน้า เดินทางมายังเมืองหลวงอย่างไร้เหตุผล สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจไปยังเมืองหลวงอาจเป็นความคิดง่าย ๆ ว่าไปตายเอาดาบหน้า ก็คงดีกว่าชีวิตในตอนนี้
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกหรือผิด การเดินทางที่แสนยาวไกล กับชีวิตที่สิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้นางต้องดิ้นรนเป็นเท่าทวี
จากคุณหนูในจวนนายอำเภอ มาเป็นฮูหยินของบัณฑิตมีอนาคต สุดท้ายกลับเป็นหญิงที่ไล่ขอทานมาตลอดทางเพื่อหวังว่าข้างหน้าจะมีเรื่องดีรออยู่บ้าง
แต่ก็ไม่รู้ว่านางฝันหวานไปหรือไม่
ในยามไร้ที่ซุกหัวนอน นางยังต้องลอบนอนใต้ชายคาบ้านหรือร้านค้าของคนอื่น ไม่ก็ซุกตัวในกองเศษซากขยะเพื่อเอาชีวิตรอด ในยามที่หิวจนไส้แทบขาดนางทำได้แค่ก้มศีรษะแล้วร้องขอความเมตตาจากผู้อื่น
ทุกครั้งที่คิดว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้ไหว เจิงหลิงมักหยิบหยกเนื้อดีชิ้นนั้นออกมาชั่งใจว่าควรนำไปขายแล้วเอามาเลี้ยงชีพต่อดีหรือไม่ ทว่าหากขายไปแล้วจะกินอิ่มได้สักกี่มื้อกัน ในเมื่อเจ้าของหยกนี่บอกเองว่าหากดิ้นรนไปถึงเมืองหลวงได้ก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ในเมื่อมาเกินครึ่งทางแล้วเจิงหลิงจึงได้ฝืนเดินต่อไปเรื่อย ๆ ร่างที่ผ่ายผอมเป็นทุนเดิมยิ่งซูบลงจนเห็นได้ชัด กลับกันนางคิดว่าแบบนี้ก็ดี การเป็นสตรีเดินทางเพียงลำพังหาใช่เรื่องง่าย สภาพที่น่าอดสูจึงเป็นสิ่งป้องกันนางจากภัยอันตรายไปด้วย
อย่างน้อยหากรูปโฉมไม่น่ามองก็ไม่มีใครมาข่มเหงได้...
หลังจากเดินทางอย่างไม่รู้วันรู้คืนสุดท้ายนางก็มาถึงเมืองหลวงในท้ายที่สุด แต่เหมือนว่านางหลงลืมบางอย่างไปจนสนิทใจ
เมืองหลวงกว้างใหญ่ นางจะไปหาเจ้าของหยกชิ้นนี้ได้จากที่ไหนกัน...
พอก้มมองหยกในมือก็นึกสมเพชตัวเองขึ้นมา...
ตอนตัดสินใจมาที่นี่นางคาดหวังอะไรอยู่กัน...
เพื่ออยากมีชีวิตรอด
เพื่ออยากกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอีกครั้งอย่างนั้นน่ะหรือ
แต่มาถึงที่นี่แล้วจะมีสักกี่ทางเลือกให้กับนางกัน เจิงหลิงกำหยกชิ้นนั้นเอาไว้ในมือ แล้วก้มมองสภาพตัวเอง หากคนผู้นั้นพูดจริงไม่ได้หลอกนางแล้วหยกชิ้นนี้จะทำให้นางได้พบกับเจ้าของหยกได้อย่างไรกัน
เมื่อพินิจหยกชิ้นนี้ให้ดีก็เห็นว่าเป็นหยกมีราคา นี่คือสิ่งที่นางรู้ตั้งแต่ได้รับมันมาอยู่ในมือ ในเมืองหลวงนี้แม้กว้างใหญ่ แต่คนที่จะครอบครองของดี ๆ แบบนี้จะมีมากไหมหนอ
เจิงหลิงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถือหยกชิ้นนี้ไปยังโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้คนตบเท้าเข้ามาไม่ขาดสาย นางใจกล้ายื่นหยกชิ้นนี้ให้กับหลงจู๊เพื่อตีราคา แน่นอนว่าหลงจู๊คนนั้นมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า คงไม่เชื่อว่าสภาพอย่างนางจะมีปัญญาครอบครองหยกดีนี้
“เจ้าได้มันมาจากที่ใด”
“มีคนให้ข้าไว้ ย่อมเป็นของข้า”
“แล้วข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้ขโมยมา”
“หากขโมยมาข้าจะใจกล้าเดินเข้าโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงทำไม ไม่สู้ขายให้ใครสักคนที่มีฐานะอย่างเงียบ ๆ ไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อข้ากล้าเดินเข้ามาที่นี่ย่อมบริสุทธิ์ใจในของชิ้นนี้”
เจิงหลิงโต้แย้ง หลงจู๊คนนั้นก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สุดท้ายก็ยอมรับจำนำแผ่นหยกชิ้นนั้น ออกตั๋วเงินและตั๋วจำนำให้แก่นาง ซึ่งจำนวนเงินก็มากพอให้เจิงหลิงจัดแจงชีวิตที่ดูไม่ได้ของตัวเองไปสักระยะ
นางจัดการหาที่พักราคาไม่แพง แต่มีน้ำให้อาบ มีที่ซุกหัวนอน จัดการอาบน้ำผลัดอาภรณ์ให้พอดูได้ จากนั้นก็นอนหลับ อย่างน้อยในตอนนี้นางก็พอจะได้หลับอย่างเต็มตาสักครั้ง หลังจากระหกระเหินมาตลอดทาง ส่วนเรื่องหยกชิ้นนั้นนางทำได้แค่รอให้มันกลับคืนสู่เจ้าของ แล้วให้ทางนั้นเป็นฝ่ายตามหานางบ้าง...
***
“ท่านอ๋องขอรับ...หยกชิ้นนี้หลงจู๊จากโรงรับจำนำนำมาให้ท่าน กล่าวว่ามีสตรีนางหนึ่งไปจำนำไว้ขอรับ”
โหย่วอ๋องโม่จิ่งเหว่ยวางถ้วยชาในมือแล้วเอื้อมไปรับแผ่นหยกที่คุ้นตามาพินิจ เพียงแรกเห็นโม่จิ่งเหว่ยก็เหยียดยิ้มออกมา
สตรีที่คิดจะปลิดชีพตัวเองในวันนั้นมาถึงเมืองหลวงแล้ว อีกทั้งนางยังมีไหวพริบมากพอที่จะทำให้ตนรู้ว่านางมาถึงแล้ว...
ถือว่าเป็นสตรีที่ฉลาด ขาดแต่เพียงโอกาสกระมัง...
น่าสนใจจริง ๆ
“...นางมาจริง ๆ ด้วย”
“จะทำอย่างไรต่อขอรับ หลงจู๊ว่านางสภาพดูไม่ได้ ตอนนี้ก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน”
“ไปหาให้เจอ อย่างไรนางก็อยู่ในเมืองหลวง ตอนนี้นางพอมีเงินก็น่าจะหาที่พักเป็นหลักแหล่งราคาไม่แพง เจ้าไปไล่ดู...หากเจอก็ให้พาตัวมาหาข้า ข้าย่อมไม่ผิดคำพูดกับนาง”
ในเมื่อวันนั้นโม่จิ่งเหว่ยเอ่ยปากเองว่าหากนางมาถึงเมืองหลวงได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะช่วยเหลือแล้วจะผิดคำพูดได้อย่างไรกัน
วันนั้นถือว่าเข้าไปขัดไม่เสียเที่ยว
สตรีนางนั้นน่าสนใจจริง ๆ อย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด
หนึ่งเดือนหลังคืนที่ศาลาริมสระบัว เป็นหนึ่งเดือนที่เจิงหลิงไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิตทุกเช้าจะมีบ่าวนำของหวานที่นางชอบมาวางไว้ข้างหมอนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ทุกค่ำท่านอ๋องจะแวะมานั่งในห้องตำราของนาง แสร้งทำเป็นมาขอดูบัญชีทั้งที่ไม่ได้เปิดดูสักหน้า เขาสอนนางคัดอักษรด้วยลายมือที่เรียบนิ่งแต่ดุดันและแข็งกร้าว นางเองก็สอนเขาดูตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ เล่นหมากกันจนดึก และเมื่อนางชนะเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โม่จิ่งเหว่ยก็เท้าคางมองกระดานตรงเบื้องหน้าอยู่นานสองนานจนนางสงสัยว่าเขาแกล้งแพ้หรือไม่ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกศิษย์เก่งเกินอาจารย์ ข้าย่อมภูมิใจ”เหยาเล่อคังที่แอบมองอยู่ตรงประตูหลายครั้ง ต้องแสร้งไอเพื่อกลบรอยยิ้มของตัวเอง***การสอบในพระราชวังจบลงแล้ว ผลจะประกาศในอีกเจ็ดวัน การตรวจสอบเส้นทางเสบียงของกรมกลาโหมก็ก้าวหน้าไปทีละชั้นอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเดินไปอย่างที่วางไว้ เจิงหลิงเกือบจะเชื่อแล้วว่าชีวิตนี้ในที่สุดก็เป็นของนางจริง ๆแต่นั่นก็แค่เกือบ...ในท้องพระโรงเช้าวันหนึ่ง เสนาบดีหวังเหวินไห่ที่รู้สึกถึงตาข่ายที่กำลังรัดเข้ามาใกล้ตัวทุกที ตัดสินใจเลือกวิธีที่เ
อีกสามวันก่อนการสอบในพระราชวัง โหย่วอ๋องสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในจวน ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงศาลาชมจันทร์ริมสระบัวที่น้ำเริ่มกลายน้ำแข็งบาง ๆ เตาถ่านสองเตาตั้งอยู่ที่มุมศาลาให้ไออุ่น และบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมีสุราดอกเหมยที่หมักไว้สามปีตั้งอยู่สองไห พร้อมกับแกล้มที่เจิงหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน“เนื้อแพะย่างกับขนมแป้งแบบทหารชายแดน” โม่จิ่งเหว่ยรินสุราให้นางด้วยตัวเอง “คุณหนูหลินกินอาหารเมืองหลวงมาเสียนานแล้ว ลองของที่ข้ากินมาตลอดสิบปีบ้าง”เจิงหลิงลองชิม อาหารนี้มีรสเค็มจัดและกลิ่นควันไฟติดอยู่ปลายลิ้น แต่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน เมื่อนางเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่าอร่อย ก็ได้เห็นท่านอ๋องยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิราวกับตนเป็นคนทำเองกับมือราตรีนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสาดลงบนผืนหิมะที่ยังไม่ละลายจนทั้งสวนสว่างราวกลางวัน เจิงหลิงยกจอกสุราขึ้นมองแสงจันทร์สะท้อนในน้ำสีอำพัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าไม่คิดว่าจะได้มานั่งดื่มสุรากับท่านอ๋องเช่นนี้”“ข้าเองก็ไม่คิด” เขายกจอกชนกับนาง “วันนั้นที่ริมน้ำ ข้าคิดแค่ว่าจะได้ดูคนกระโดดน้ำสักครั้ง”“ท่านอ๋องพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกอยู่เรื่อย
ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่งที่หิมะตกหนักที่สุดของปีป้อมปราการจินสุ่ยที่เป็นด่านสำคัญที่สุดของแนวชายแดนถูกทัพเป่ยหรงตีแตก มีทหารที่ตายและบาดเจ็บนับพัน เสบียงที่ควรส่งไปเสริมกำลังกลับมีรายงานว่ามาถึงล่าช้าอีกครั้ง ผู้นำทัพนายใหม่ที่ถูกส่งไปแทนโหย่วอ๋องเมื่อปีก่อนเขียนรายงานขอกำลังเสริมด่วนมาด้วยลายมือที่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัวในท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไม่หยุด เสนาบดีกรมคลังหวังเหวินไห่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวเสียงดังฟังชัดว่าให้ส่งกำลังเสริมโดยเร็ว และเสบียงนั้นกรมคลังจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ปัญหาอยู่ที่การขนส่งของกรมกลาโหมที่ไร้ประสิทธิภาพ“ท่านเสนาบดีหวังกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยมีคำถามหนึ่ง” เสียงของแม่ทัพเก่าแก่ผู้หนึ่งที่เคยรับใช้โหย่วอ๋องดังขึ้นจากท้ายแถว “ปีก่อนที่ศึกสุดท้ายของโหย่วอ๋อง เสบียงก็ล่าช้าเช่นนี้เหมือนกัน แล้วเหตุใดเสบียงล่าช้าเพียงเฉพาะทัพของโหย่วอ๋อง และมาถึงเร็วเป็นพิเศษในทุกทัพที่ท่านเสนาบดีหวังเอ็นดู”ท้องพระโรงเงียบลงทันที ฮ่องเต้ที่ประทับบนบัลลังก์เหลือบพระเนตรมองเสนาบดีหวังที่หน้าซีดลง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ“เรียกโหย่วอ๋องเข้
ชุนเถาที่เพิ่งรู้ว่ามีคนอยู่ในห้องก็รีบก้มศีรษะลงกับพื้น เจิงหลิงจึงบอกนางว่าไม่ต้องกลัว แล้วค่อย ๆ ช่วยนางลุกขึ้น“ชุนเถา ท่านพ่อ...ท่านพ่อก่อนสิ้นใจมีสิ่งใดฝากไว้บ้างหรือไม่” นางถามด้วยเสียงสั่นที่หญิงสาวเงยหน้า นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาก่อนจะรื้นขึ้นใหม่ “คนเก่าแก่ที่ดูแลนายท่านบอกว่า ท่านถามหาคุณหนูทุกวันจนวาระสุดท้าย บอกว่าตนผิดที่เลือกบุรุษคนนั้น และขอให้คุณหนูอย่าโทษตัวเอง”น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเริ่มต้นใหม่ เจิงหลิงก้มหน้าเงียบ ปล่อยให้บางสิ่งที่แบกไว้มานานค่อย ๆ คลายออกนางไม่ได้กลับหลานเหลียงด้วยตัวเอง ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่เมื่อมองสาวใช้ที่เคยหายไปกลับมายืนอยู่ตรงหน้า มองกระดาษเศษที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ และมองคนผู้หนึ่งที่ยืนเงียบ ๆ ที่หน้าประตู นางก็รู้สึกว่า บ้านที่ถูกพรากไป ได้ส่งชิ้นส่วนบางอย่างกลับมาหานางแล้ว“เมื่อข้าไปถึงหลานเหลียง” นางหันมาบอกท่านอ๋องเสียงเบา แต่ชัดเจนหนักแน่นทุกคำพูด “ข้าจะไปในฐานะเจิงหลิงที่ยืนตัวตรง ไม่ใช่คนที่เดินคลานไปขอความเมตตาจากใคร”“ข้าจะรอดูวันนั้น” โม่จิ่งเหว่ยตอบค่ำวันนั้น เมื่อชุนเถาหลับสนิทในห้องข้าง ๆ หลังอาบน้ำอุ่นและกินข้าวต้มจนอิ่มเ
“ข้าต้องการคนไปที่หลานเหลียง”เจิงหลิงพูดทันทีที่เหยาเล่อคังเข้ามาในห้อง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะทันเอ่ยถึงโฉนดที่ซูซือเจ๋อนำมาส่งตั้งแต่เช้า ม้วนกระดาษทั้งสี่ฉบับวางอยู่บนโต๊ะเหมือนซากศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา“โฉนดพวกนี้ปลอมแปลงเพียงบางส่วน ลายมือผิดไปเล็กน้อยและตราประทับของอำเภอถูกใช้อย่างผิดวิธี ตัวมันเองเพียงพอจะให้ข้าฟ้องร้อง แต่ไม่พอจะลงโทษเขาให้หมดทางหนี” นางพูดเสียงเรียบ “ข้าต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง พยานบุคคล หลักฐานการติดสินบน เส้นทางเงิน และ...”นางหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดเบาลง “สาวใช้ของข้า”“คุณหนูหมายถึง...”“ชุนเถา” นางตอบ “สาวใช้ที่ติดตามข้าตั้งแต่ออกเรือนจากบ้านเดิม ข้าไม่เห็นนางอีกตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าซูบอกว่านางลักขโมยของจึงถูกไล่ออก แต่ข้าไม่เคยเชื่อ”โม่จิ่งเหว่ยที่นั่งฟังอยู่ในมุมห้องมาตลอดวางถ้วยชาลง “ข้ารับปากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ เรื่องในอดีตย่อมคลี่คลายในเร็ววัน”***สิบวันต่อมา คนของเหยาเล่อคังสามคนที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ก็ไปถึงที่หลานเหลียง และกลับมาพร้อมของที่นางต้องการอย่างแรกคือสำเนาสมุดบัญชีลับของเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ ที่จดบันทึกของกำนัลที่นายอำเภอรับไ
โรงเตี๊ยมที่ซูซือเจ๋อและมารดาย้ายมาพักเป็นโรงเตี๊ยมชั้นสามที่ผนังบางจนได้ยินเสียงกรนของห้องข้าง ที่นอนมีกลิ่นอับ ข้าวต้มมื้อเช้าใสจนเห็นก้นชาม ฮูหยินผู้เฒ่าซูบ่นไม่หยุดตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทั้งบ่นเรื่องห้องเล็ก เรื่องอาหารไม่อร่อย เรื่องเถ้าแก่เฉินที่หมดตัวในชั่วข้ามคืน เรื่องเสียงดังของเพื่อนบ้าน โดยไม่เคยหยุดคิดว่าเรื่องที่นางพูดทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตนทอดทิ้งสกุลเฉินเอาไว้เบื้องหลังเพื่อเอาตัวรอดทว่าเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องไหน ๆ คงเป็นเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของซูซือเจ๋อก็เหลือไม่ถึงสิบตำลึงอีกสิบสี่วันจะถึงการสอบในพระราชวัง หากผ่านแล้วเขาจะได้เป็นขุนนาง แต่การได้เป็นขุนนางกับการได้ตำแหน่งที่ดีเป็นคนละเรื่อง หากอยากก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงก็ยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่เขาต้องการผู้สนับสนุนคนใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และในหัวของเขามีใบหน้าเดียวที่ปรากฏขึ้นมา ใบหน้าที่งดงามราวหิมะบนกิ่งไม้ที่มิอาจลบเลือนไปจากความทรงจำได้...***คุณหนูหลินต้อนรับซูซือเจ๋อย่างแขก นางสวมชุดสีเทาอ่อนปักลายเมฆที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งขับความสง่างามของนางออกมา“บัณฑิตซู ข้าได้ยินเรื่องสกุลเฉินแล้







