LOGIN2
ข้ายังไม่อยากตาย‘หน็อยแน่ะ! ไม่คิดแม้แต่จะไต่สวนเลยหรือไงเจ้าคนใจดำ’ หวงอี้เหลียนกรีดร้องในใจ แต่เบื้องหน้านางกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงตกลงมาจากดวงตากลมโตประดุจหยดน้ำค้างบนกลีบบัว ใบหน้าเนียนใสจิ้มลิ้มสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร
ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองตรงไปยังดวงตาเย็นชาขององค์ชายหก สายตาที่นางส่งไปนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ความงุนงง และความอ้อนวอนอันเงียบเชียบ ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่กำลังจะถูกเจ้าของทอดทิ้งโดยที่มันไม่ได้ทำความผิดใดๆ
ริมฝีปากบางสั่นระริก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม
“องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริงๆ เพคะ”
หยาดน้ำตาไหลพรากหยดลงบนแก้มเนียนอย่างเหมาะเจาะ ภาพของสตรีร่างเล็กที่ดูไร้ทางสู้ คุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากดอกไม้ที่โรยรา โดยมีดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยความจงรักภักดีและอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ
“องค์ชาย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉัน...”
โม่ซือจวิ้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง มือของเขาที่กำลังจะยกขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทหารประหารชีวิตคนตรงหน้า พลันค้างอยู่กลางอากาศ
ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและรังสีฆ่าฟันบัดนี้กลับวูบวาบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขาเคยเห็นสตรีมากมายร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต บ้างก็กรีดร้องอย่างน่าอนาถ บ้างก็โขกศีรษะจนเลือดไหล
แต่ไม่มีสตรีคนใดเลย ที่มีดวงตาบริสุทธิ์และส่งผลต่อหัวใจของเขาได้ถึงเพียงนี้ ความรู้สึกอ่อนโยนสายหนึ่งวิ่งพล่านผ่านหัวใจอันเย็นชาของเขาอย่างน่าประหลาด ราวกับมีหยดน้ำเย็นฉ่ำหยดลงบนแผ่นดินที่แห้งแล้งมานานแสนนาน
‘ทำไมข้าถึงรู้สึกใจอ่อนกับสาวใช้ต่ำต้อยผู้นี้ได้’ โม่ซือจวิ้นขมวดคิ้ว ความหงุดหงิดสายใหม่ก่อตัวขึ้นในจิตใจ แต่มันมิใช่ความโกรธต่อดอกไม้ที่ตายไป หากแต่เป็นความงุนงงต่อความรู้สึกของตนเองมากกว่า
เขามองสบตากับดวงตาคู่โตฉ่ำน้ำตานั้นเนิ่นนาน บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เหล่าทหารองครักษ์ต่างก้มหน้า รอฟังคำสั่งอย่างฉงนในใจ เมื่อเห็นนายเหนือหัวของตนเงียบไปอย่างผิดปกติ
หวงอี้เหลียนยังคงส่งสายตาอ้อนวอนสุดชีวิต แม้ในใจจะกำลังลุ้นระทึก จนแทบจะทะลุออกมานอกอก
‘รอดไหม จะรอดหรือไม่รอด สายตาอ้อนวอนระดับเซียนของข้า มันต้องได้ผลสิ’
โม่ซือจวิ้นสูดหายใจเข้า พลางลดมือลงข้างลำตัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากระแสเสียงกลับลดความเหี้ยมเกรียมลงอย่างเห็นได้ชัด
“ช้าก่อน...” เขาเอ่ยหยุดทหาร
คำสั่งนั้นทำให้เหล่าสาวใช้และผู้ดูแลประจำเรือนเพาะเลี้ยงถึงกับตาค้างด้วยความตื่นตะลึง
องค์ชายหกผู้ไม่เคยปรานีใคร บัดนี้กลับยอมชะลอการประหารชีวิตสาวใช้ผู้ทำลายดอกไม้แสนรักของเขาเนี่ยนะ ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อได้จริงๆ
หวงอี้เหลียนก้มหน้าลงโขกพื้นเบาๆ
“ขอบพระทัยองค์ชายหกที่ทรงเมตตาเพคะ”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาน่าสงสาร ทว่าริมฝีปากเล็กๆ ของเซียนบุปผาตกอับกลับแอบยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
‘เฮ้อ...อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็รอดตายแล้ว’
สายลมที่พัดผ่านเรือนเพาะเลี้ยงแห่งสำนักบุปผารื่นรมย์พาเอาความหนาวเย็นมาสู่ผู้คน เสียงกระซิบกระซาบของเหล่านางกำนัลและผู้ดูแลประจำเรือนเพาะเลี้ยงยังคงดังขึ้นเป็นระยะ
ทุกสายตาต่างจ้องมองไปที่ร่างของสาวใช้ตัวเล็กๆ ที่กำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากเหี่ยวแห้งของต้นเนตรดารารัตติกาล
องค์ชายหก โม่ซือจวิ้น ทอดพระเนตรร่างสั่นเทาตรงหน้า แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยจิตสังหารบัดนี้ทอดแสงลึกล้ำยากจะคาดเดา
ความรู้สึกงุนงงสับสนยังคงตีวนอยู่ในอก เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงทำให้หัวใจของเขาสั่นคลอนได้เพียงแค่สบสายตาฉ่ำน้ำคู่นั้น
เขาทอดถอนพระทัยออกมาเบาๆ เสียงถอนหายใจยาวนั้นคล้ายจะสลายบรรยากาศอันตึงเครียดลงไปหลายส่วน
เมื่อมีคำสั่งระงับการลงทัณฑ์ เสียงฮือฮาดังขึ้นท่ามกลางเหล่าสาวใช้ หัวหน้าผู้ดูแลประจำเรือนเพาะเลี้ยงถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อสายตาและหูของตนเองว่าองค์ชายหกที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาจะยอมถอยให้สาวใช้ต่ำต้อยคนหนึ่ง
“ทูลองค์ชาย แต่ดอกไม้เนตรดารารัตติกาลนี้...” หัวหน้าผู้ดูแลประจำเรือนเพาะเลี้ยงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
โม่ซือจวิ้นยกมือขึ้นเป็นเชิงสั่งให้เงียบ เขาเลื่อนสายตามองไปยังแปลงดอกไม้อื่นๆ ในเรือนเพาะเลี้ยง ก่อนจะย้อนกลับมามองสตรีที่ยังคงคุกเข่าก้มหน้าอยู่
“หากปล่อยให้นางอยู่ดูแลเรือนเพาะเลี้ยงต่อไป ต้นไม้อื่นๆ ในสำนักนี้คงมิพ้นต้องเหี่ยวเฉาตายกลายเป็นเถ้าถ่านตามไปจนหมดสิ้น” น้ำเสียงขององค์ชายหกนุ่มลึก ทว่ามีกระแสกดดันบางอย่าง
“หวงอี้เหลียน ในเมื่อเจ้าทำให้สมุนไพรวิเศษของข้าต้องสูญสิ้น เช่นนั้นความผิดนี้...”
“หม่อมฉันยินดีชดใช้ด้วยชีวิตเพคะ หม่อมฉันสมควรตายยิ่งนัก หม่อมฉันปิดเองที่ไม่รอบคอบพอจนทำให้องค์ชายทรงผิดหวัง”
หวงอี้เหลียนโขกศีรษะลงบนพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า นางร้องไห้ออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเจ็บตัวแต่ในใจก็ยังหวังว่าจะใช้ความน่าสงสารครั้งนี้ ทำให้ตนเองรอดพ้นจากความตาย
“เจ้ารู้ความผิดตนเองก็ดีแล้ว” โม่ซือจวิ้นเอ่ยเรียบๆ หัวใจของเขาคล้ายจะหวั่นไหวไปมากจริงๆ เมื่อเห็นสตรีตรงหน้ากำลังทำร้ายตนเองเพราะความรู้สึกผิด
“ไหนลองบอกมาสิว่าเจ้าทำอะไรได้อีกบ้าง นอกจากเรื่องดูแลต้นไม้”
“หม่อมฉันยินดีทำงานหนักทุกอย่างเพคะ ต่อให้ต้องไปอยู่โรงซักล้างก็ยินดี” หญิงสาวพูดเพื่อเอาตัวรอด แม้ว่าที่นั่นจะเป็นสถานที่ที่ไม่มีสาวใช้หรือนางกำนัลคนไหนอยากถูกส่งไป แต่การไปอยู่ที่นั่นก็นับว่าปลอดภัย เพราะอย่างน้อยก็ห่างไกลจากสายตาของผู้มีอำนาจ และนางคงไม่เผลอทำเรื่องร้ายแรงจนต้องไปเฉียดใกล้ความตายอีก
โม่ซือจวิ้นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา
“จงย้ายมาเป็นนางกำนัลที่ตำหนักของข้า เพื่อชดใช้ความผิดก็แล้วกัน เพราะข้าคงไม่วางใจให้เจ้าดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้อีกแล้ว”
“นะ...นางกำนัลที่ตำหนักขององค์ชายหรือเพคะ” หวงอี้เหลียนชะงักไป พลางเงยหน้ามองเขาด้วยความตื่นตระหนก
“ถูกต้อง” โม่ซือจวิ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะมิใช่สาวใช้ประจำเรือนเพาะเลี้ยงอีกต่อไป แต่เป็นคนของตำหนักข้า หากเจ้ากล้าทำให้สิ่งใดในตำหนักของข้าให้เสียหายอีก ข้าจะตัดหัวเจ้าด้วยมือของข้าเอง ลุกขึ้น แล้วตามข้ามา”
กล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ในชุดอาภรณ์สีเข้มก็หมุนตัวเดินนำออกไปจากเรือนเพาะเลี้ยงทันที ปล่อยให้เหล่าสาวใช้มองตามด้วยความริษยาและโล่งอกผสมผสานกัน
5ข่าวจากม้าเร็ว บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่นางกำนัลคนใหม่ขอตัวออกไปจัดการกับแผลน้ำร้อนลวก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษนายังคงอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทอดสายตามองม้วนเอกสารราชการบนโต๊ะ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มของหวงอี้เหลียนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่... เสียงก้าวเท้าอันเร่งร้อนและหนักแน่นของทหารองครักษ์ก็ดังก้องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ทำลายความเงียบลงในทันที “ทูลองค์ชายหก มีรายงานด่วนจากม้าเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์นายหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง พลางค้อมศีรษะทำความเคารพ โม่ซือจวิ้นละสายตาจากเอกสาร ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงและสุขุมลุ่มลึกดังเดิมอย่างรวดเร็ว “ว่ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการ “ม้าเร็วแจ้งข่าวว่า องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน บัดนี้ทรงเสร็จสิ้นการประพาสต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับคืนสู่วังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าขบวนเดินทางจะมาถึงประตูเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้
4 นางกำนัลข้างกาย บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมพัดใบไผ่สั่นไหวอยู่ภายนอก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ทว่าสำหรับหวงอี้เหลียนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้กลับตึงเครียดไม่ต่างอันใดจากลานประหาร นางกำนัลคนใหม่ค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้ามาภายในห้อง มือสองข้างประคองถาดไม้แกะสลักที่มีกาน้ำชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเนื้อดีวางอยู่ ‘ตั้งสติไว้ หวงอี้เหลียน บนสวรรค์เจ้าเคยรินน้ำทิพย์ถวายองค์เง็กเซียนมาแล้ว นับประสาอะไรกับกาน้ำชาบนโลกมนุษย์’ นางให้กำลังใจตนเองในใจ ทว่าเรือนกายมนุษย์อันอ่อนแอนี้กลับไม่อาจควบคุมได้ดังใจคิด นางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อหอมตัวใหญ่ ที่ซึ่งองค์ชายหกกำลังนั่งตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ่ออยู่กับอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่สัมผัสอันฉับไวกลับรับรู้ถึงการมาเยือนของสตรีร่างเล็กได้เป็นอย่างดี หวงอี้เหลียนค่อยๆ วางถาดลงบนมุมโต๊ะด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ทว่ามือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาเล็กน้อย จนกาน้ำชาไปกระทบ
3เงาของอดีต หวงอี้เหลียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน เข่าสองข้างของนางยังคงอ่อนแรงจากการคุกเข่าเป็นเวลานาน นางปัดฝุ่นออกจากชุดสาวใช้ประจำเรือนเพาะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ‘เฮ้อ รอดตายจากการถูกตัดหัวมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กลับต้องไปอยู่ใกล้ชิดกับเสือร้ายอย่างองค์ชายหกเนี่ยนะ ชะตากรรมของข้าทำไมมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้’ ขณะที่ก้าวเท้าเดินตามหลังขบวนขององค์ชายหกไปยังตำหนักของเขา สายลมพัดผ่านกระทบใบหน้าเนียน ทำให้ความคิดของหวงอี้เหลียนล่องลอยย้อนกลับไปถึงอดีตชาติที่ไม่อาจลืมเลือน... นางคือเซียนบุปผาผู้มีหน้าที่ดูแลสวนบุปผาทิพย์ให้เบ่งบานงดงาม แต่สวรรค์กลับสร้างนางมาพร้อมกับคำสาปอันน่าอัปยศ นั่นคือดวงชะตามือดำมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าเซียนองค์ใดจะสั่งสอนวิชาการเพาะปลูกให้ รดน้ำด้วยน้ำทิพย์สวรรค์พันปี หรือใส่ปุ๋ยวิเศษล้ำค่าเพียงใด เพียงแค่รังสีจากฝ่ามือของนางกระทบเข้ากับกิ่งก้าน พืชพรรณเหล่านั้นก็พร้อมใจกันเหี่ยวเฉา เหี่ยวแห้ง และเฉาตายลงทันที ความลับเรื่องดวงมือฆ่าต้นไม้ถูกนางปกปิดไว้อย่างมิดชิดอยู่นานหลายร้อยปี จนกระ
2ข้ายังไม่อยากตาย ‘หน็อยแน่ะ! ไม่คิดแม้แต่จะไต่สวนเลยหรือไงเจ้าคนใจดำ’ หวงอี้เหลียนกรีดร้องในใจ แต่เบื้องหน้านางกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงตกลงมาจากดวงตากลมโตประดุจหยดน้ำค้างบนกลีบบัว ใบหน้าเนียนใสจิ้มลิ้มสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองตรงไปยังดวงตาเย็นชาขององค์ชายหก สายตาที่นางส่งไปนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ความงุนงง และความอ้อนวอนอันเงียบเชียบ ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่กำลังจะถูกเจ้าของทอดทิ้งโดยที่มันไม่ได้ทำความผิดใดๆ ริมฝีปากบางสั่นระริก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม “องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริงๆ เพคะ” หยาดน้ำตาไหลพรากหยดลงบนแก้มเนียนอย่างเหมาะเจาะ ภาพของสตรีร่างเล็กที่ดูไร้ทางสู้ คุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากดอกไม้ที่โรยรา โดยมีดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยความจงรักภักดีและอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ “องค์ชาย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉัน...” โม่ซือจวิ้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง มือของ
1ตื่นขึ้นกลางดงบุปผาโรยรา กลิ่นหอมหวานอบอวลของมวลบุปผาที่เคยล่องลอยอยู่ในอากาศบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นจางๆ ของสายลมเย็นและกลิ่นของใบไม้แห้ง หวงอี้เหลียน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ร่างกายทุกส่วนปวดร้าวสะบักสะบอมเหมือนเพิ่งผ่านการถูกจับโยนลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่าน นางสูดหายใจเข้าลึกๆ หวังจะเรียกสติของตนเอง แต่แล้วความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าที่กระทบใบหน้าก็ไม่อาจช่วยบรรเทาความหนาวยะเยือกที่เริ่มเกาะกินหัวใจ นางยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นดินร่วนซุย ปัดฝุ่นผงออกจากอาภรณ์เนื้อหยาบของสาวใช้ประจำเรือนเพาะเลี้ยงแห่งสำนักบุปผารื่นรมย์ พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่ที่นางจำต้องมาอาศัยอยู่เพื่อรับเคราะห์กรรม แต่แล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกระถางหินอ่อนสีขาวที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า... ดวงตากลมโตของหวงอี้เหลียนขยายกว้างขึ้น ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดพลันถอดสีจนขาวซีดราวกับกระดาษ ความอ่อนล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความตกใจสุดขีดที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น







