LOGIN5
ข่าวจากม้าเร็วบรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่นางกำนัลคนใหม่ขอตัวออกไปจัดการกับแผลน้ำร้อนลวก
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษนายังคงอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทอดสายตามองม้วนเอกสารราชการบนโต๊ะ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มของหวงอี้เหลียนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม
ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่...
เสียงก้าวเท้าอันเร่งร้อนและหนักแน่นของทหารองครักษ์ก็ดังก้องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ทำลายความเงียบลงในทันที
“ทูลองค์ชายหก มีรายงานด่วนจากม้าเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารองครักษ์นายหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง พลางค้อมศีรษะทำความเคารพ
โม่ซือจวิ้นละสายตาจากเอกสาร ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงและสุขุมลุ่มลึกดังเดิมอย่างรวดเร็ว
“ว่ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการ
“ม้าเร็วแจ้งข่าวว่า องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน บัดนี้ทรงเสร็จสิ้นการประพาสต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับคืนสู่วังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าขบวนเดินทางจะมาถึงประตูเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้”
คำรายงานนั้นทำให้คิ้วเข้มของโม่ซือจวิ้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน พระอนุชาต่างมารดาผู้เป็นที่ลือเลื่องไปทั่วทั้งแคว้น ทั้งในเรื่องของใบหน้าที่งดงามนุ่มนวลปานเทพบุตร กิริยาสุภาพอ่อนโยน และความหลงใหลในมวลบุปผชาติกับธรรมชาติต่างเมือง
ชายผู้ที่วันๆ มักจะอุทิศตนให้กับบทกวี การวาดภาพ และสวนดอกไม้ มากกว่าการจับกระบี่หรือยุ่งเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน
หากเอ่ยกันตามตรง องค์ชายหก โม่ซือจวิ้น ก็มิได้โปรดปรานน้องชายคนนี้เท่าใดนัก ด้วยความที่โม่ซื่อซวนมักได้รับความรักและความโปรดปรานจากเสด็จพ่อเป็นพิเศษเสมอมา ความเอาใจใส่ที่ฮ่องเต้ทรงมีต่ออนุชาผู้นี้ก่อให้เกิดรอยเหินห่างในใจของโม่ซือจวิ้นอยู่บ้าง
ทว่าแม้จะเกิดต่างมารดา และนิสัยใจคอแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่โม่ซื่อซวนก็ให้ความเคารพรักและดีต่อเขาเสมอมา ทั้งยังแสดงออกชัดเจนว่าไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ไม่เคยคิดจะแย่งชิงบัลลังก์หรืออำนาจทางการทหารกับพี่ชายคนนี้แม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้โม่ซือจวิ้นจึงยังคงให้ความเมตตา และมองอีกฝ่ายเป็นน้องชายคนหนึ่งในสายตาเสมอ
“โม่ซื่อซวนรึ” โม่ซือจวิ้นพึมพำเบาๆ ในลำคอ แววตาฉายความลึกซึ้งยากจะคาดเดา “เข้าเมืองหลวงเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้องค์ชานเก้ายังรับสั่งด้วยว่ายามกลับถึงเมืองหลวง สิ่งแรกที่ทรงอยากเสด็จมาเยือน คือการมาชมพันธุ์ไม้แปลกหายากขององค์ชายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงรายงานขององครักษ์ โม่ซือจวิ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางนึกถึงแปลงดอกไม้เนตรดารารัตติกาลที่กลายเป็นซากเถ้าถ่านสีดำคาต้นด้วยฝีมือของนางกำนัลคนใหม่ที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่
‘โม่ซื่อซวนผู้หลงใหลในมวลบุปผากำลังจะมาชมสวนดอกไม้แล้วดอกไม้ชนิดพิเศษของข้า แต่ยามนี้กลับแห้งตายจนหมดสิ้นเพราะสาวใช้นางหนึ่งไปแล้ว’
โม่ซือจวิ้นถอนหายใจออกมาเบาๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายทั้งระอาและขำขัน เพราะคาดว่าน้องชายของเขาอาจจะต้องผิดหวังเสียแล้วที่ไม่อาจได้เชยชมดอกไม้งามได้สมความตั้งใจ
หลังจากก้าวพ้นออกมาจากห้องทำงานขององค์ชายหก หวงอี้เหลียนก็รีบไปยังเรือนโอสถซึ่งเป็นสถานพยาบาลและสถานที่ปรุงยาประจำตำหนักอย่างรวดเร็ว
กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นอบอวลไปทั่วบริเวณ ช่วยให้จิตใจที่ตื่นตระหนกของนางค่อยๆ สงบลง โชคดีที่ท่านหมอประจำเรือนโอสถเห็นบาดแผลโดนน้ำร้อนลวกบนหลังมือของนาง จึงใจดีมอบยาสมานแผลและผ้าพันแผลเนื้อนุ่มให้นำมาทาบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งความเย็นของตัวยาช่วยสลายความเจ็บปวดลงไปได้มาก
ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พักสายตาหรือผ่อนลมหายใจ จางกู้เหนียง หัวหน้านางกำนัลผู้มีสีหน้าเรียบตึง วางท่าสง่างามและเข้มงวดก็ก้าวเข้ามาหานาง
“เจ้าคือหวงอี้เหลียน สาวใช้คนใหม่ที่องค์ชายหกทรงมีคำสั่งให้ย้ายมาจากเรือนเพาะเลี้ยงใช่หรือไม่” น้ำเสียงทรงพลังและเย็นชาเอ่ยถาม
“เจ้าค่ะ” หวงอี้เหลียนรีบก้มหน้า ย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม กิริยาเรียบร้อยมิให้มีข้อบกพร่อง
“ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่พัก”
จางกู้เหนียงหมุนตัวเดินนำนางไปยังเรือนพักของเหล่านางกำนัลซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตำหนักใหญ่ ตัวเรือนสร้างด้วยไม้เรียบง่าย ทว่ากว้างขวาง โดยทั่วไปแล้ว ห้องพักของสาวใช้จะถูกจัดสรรให้เข้าพักอาศัยร่วมกันห้องละสองคนเพื่อความสะดวกในการดูแล และสอดส่องความประพฤติซึ่งกันและกัน
ทว่าเนื่องจากหวงอี้เหลียนย้ายเข้ามาอย่างกะทันหัน จางกู้เหนียงจึงต้องจัดให้นางพักในห้องพักขนาดเล็กปลายระเบียงแต่เพียงลำพัง
“เนื่องจากเจ้าเข้ามาอยู่ใหม่ และห้องพักอื่นเต็มหมดแล้ว เจ้าจึงต้องพักห้องนี้คนเดียวไปก่อน” จางกู้เหนียงเอ่ยพลางผลักประตูเรือนพักไม้ให้เปิดออก ภายในมีเตียงไม้ โต๊ะตัวเล็ก และคันฉ่องกระจกเงาอย่างละชิ้น แม้จะคับแคบไปเสียหน่อย แต่มันกลับสะอาดสะอ้าน ปราศจากฝุ่นผง และให้ความเป็นส่วนตัวยิ่งนัก
“ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
หวงอี้เหลียนยิ้มกว้าง ตอบรับด้วยความยินดีจากใจจริง ‘พักคนเดียวนี่แหละคือสวรรค์ทรงโปรดอย่างแท้จริง จะได้ไม่มีใครมาคอยจับสังเกตยามข้าเผลอทำสิ่งใดหลุดรั่ว หรือเผลอปลดปล่อยดวงมือดำทำต้นไม้ที่ไหนเฉาตายอีก’ นางแอบยินดีในใจโดยมิได้แสดงอาการออกทางสีหน้า
จางกู้เหนียงพยักหน้าเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มชี้แจงกฎระเบียบและหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด
“ฟังให้ดี หวงอี้เหลียน ตำหนักขององค์ชายหกมีกฎระเบียบเข้มงวดที่สุดในบรรดาทุกตำหนัก กฎข้อแรก ห้ามโกหก กฎข้อที่สอง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่มิใช่หน้าที่ของตน และกฎข้อสำคัญที่สุด ห้ามเฉียดเข้าใกล้แปลงดอกไม้หรือพืชพรรณใดๆ ในตำหนักอีกเป็นอันขาด ตามที่องค์ชายหกทรงมีพระบัญชา หากเจ้าทำต้นไม้แห้งตายอีกแม้แต่ต้นเดียว หัวของเจ้าจะไม่ตั้งอยู่บนบ่าแน่”
“ข้าจะจำใส่ใจไว้เจ้าค่ะ” หวงอี้เหลียนรับคำอย่างแข็งขัน เสียงหนักแน่นประหนึ่งให้สัตย์ปฏิญาณ
“ดี ถ้าเช่นนั้นจงตามมา ข้าจะพาเจ้าไปเดินดูและแนะนำส่วนต่างๆ ให้รับรู้”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย แล้วรีบเดินตามไปทันที
5ข่าวจากม้าเร็ว บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่นางกำนัลคนใหม่ขอตัวออกไปจัดการกับแผลน้ำร้อนลวก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษนายังคงอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทอดสายตามองม้วนเอกสารราชการบนโต๊ะ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มของหวงอี้เหลียนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่... เสียงก้าวเท้าอันเร่งร้อนและหนักแน่นของทหารองครักษ์ก็ดังก้องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ทำลายความเงียบลงในทันที “ทูลองค์ชายหก มีรายงานด่วนจากม้าเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์นายหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง พลางค้อมศีรษะทำความเคารพ โม่ซือจวิ้นละสายตาจากเอกสาร ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงและสุขุมลุ่มลึกดังเดิมอย่างรวดเร็ว “ว่ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการ “ม้าเร็วแจ้งข่าวว่า องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน บัดนี้ทรงเสร็จสิ้นการประพาสต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับคืนสู่วังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าขบวนเดินทางจะมาถึงประตูเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้
4 นางกำนัลข้างกาย บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมพัดใบไผ่สั่นไหวอยู่ภายนอก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ทว่าสำหรับหวงอี้เหลียนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้กลับตึงเครียดไม่ต่างอันใดจากลานประหาร นางกำนัลคนใหม่ค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้ามาภายในห้อง มือสองข้างประคองถาดไม้แกะสลักที่มีกาน้ำชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเนื้อดีวางอยู่ ‘ตั้งสติไว้ หวงอี้เหลียน บนสวรรค์เจ้าเคยรินน้ำทิพย์ถวายองค์เง็กเซียนมาแล้ว นับประสาอะไรกับกาน้ำชาบนโลกมนุษย์’ นางให้กำลังใจตนเองในใจ ทว่าเรือนกายมนุษย์อันอ่อนแอนี้กลับไม่อาจควบคุมได้ดังใจคิด นางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อหอมตัวใหญ่ ที่ซึ่งองค์ชายหกกำลังนั่งตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ่ออยู่กับอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่สัมผัสอันฉับไวกลับรับรู้ถึงการมาเยือนของสตรีร่างเล็กได้เป็นอย่างดี หวงอี้เหลียนค่อยๆ วางถาดลงบนมุมโต๊ะด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ทว่ามือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาเล็กน้อย จนกาน้ำชาไปกระทบ
3เงาของอดีต หวงอี้เหลียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน เข่าสองข้างของนางยังคงอ่อนแรงจากการคุกเข่าเป็นเวลานาน นางปัดฝุ่นออกจากชุดสาวใช้ประจำเรือนเพาะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ‘เฮ้อ รอดตายจากการถูกตัดหัวมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กลับต้องไปอยู่ใกล้ชิดกับเสือร้ายอย่างองค์ชายหกเนี่ยนะ ชะตากรรมของข้าทำไมมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้’ ขณะที่ก้าวเท้าเดินตามหลังขบวนขององค์ชายหกไปยังตำหนักของเขา สายลมพัดผ่านกระทบใบหน้าเนียน ทำให้ความคิดของหวงอี้เหลียนล่องลอยย้อนกลับไปถึงอดีตชาติที่ไม่อาจลืมเลือน... นางคือเซียนบุปผาผู้มีหน้าที่ดูแลสวนบุปผาทิพย์ให้เบ่งบานงดงาม แต่สวรรค์กลับสร้างนางมาพร้อมกับคำสาปอันน่าอัปยศ นั่นคือดวงชะตามือดำมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าเซียนองค์ใดจะสั่งสอนวิชาการเพาะปลูกให้ รดน้ำด้วยน้ำทิพย์สวรรค์พันปี หรือใส่ปุ๋ยวิเศษล้ำค่าเพียงใด เพียงแค่รังสีจากฝ่ามือของนางกระทบเข้ากับกิ่งก้าน พืชพรรณเหล่านั้นก็พร้อมใจกันเหี่ยวเฉา เหี่ยวแห้ง และเฉาตายลงทันที ความลับเรื่องดวงมือฆ่าต้นไม้ถูกนางปกปิดไว้อย่างมิดชิดอยู่นานหลายร้อยปี จนกระ
2ข้ายังไม่อยากตาย ‘หน็อยแน่ะ! ไม่คิดแม้แต่จะไต่สวนเลยหรือไงเจ้าคนใจดำ’ หวงอี้เหลียนกรีดร้องในใจ แต่เบื้องหน้านางกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงตกลงมาจากดวงตากลมโตประดุจหยดน้ำค้างบนกลีบบัว ใบหน้าเนียนใสจิ้มลิ้มสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองตรงไปยังดวงตาเย็นชาขององค์ชายหก สายตาที่นางส่งไปนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ความงุนงง และความอ้อนวอนอันเงียบเชียบ ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่กำลังจะถูกเจ้าของทอดทิ้งโดยที่มันไม่ได้ทำความผิดใดๆ ริมฝีปากบางสั่นระริก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม “องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริงๆ เพคะ” หยาดน้ำตาไหลพรากหยดลงบนแก้มเนียนอย่างเหมาะเจาะ ภาพของสตรีร่างเล็กที่ดูไร้ทางสู้ คุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากดอกไม้ที่โรยรา โดยมีดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยความจงรักภักดีและอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ “องค์ชาย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉัน...” โม่ซือจวิ้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง มือของ
1ตื่นขึ้นกลางดงบุปผาโรยรา กลิ่นหอมหวานอบอวลของมวลบุปผาที่เคยล่องลอยอยู่ในอากาศบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นจางๆ ของสายลมเย็นและกลิ่นของใบไม้แห้ง หวงอี้เหลียน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ร่างกายทุกส่วนปวดร้าวสะบักสะบอมเหมือนเพิ่งผ่านการถูกจับโยนลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่าน นางสูดหายใจเข้าลึกๆ หวังจะเรียกสติของตนเอง แต่แล้วความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าที่กระทบใบหน้าก็ไม่อาจช่วยบรรเทาความหนาวยะเยือกที่เริ่มเกาะกินหัวใจ นางยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นดินร่วนซุย ปัดฝุ่นผงออกจากอาภรณ์เนื้อหยาบของสาวใช้ประจำเรือนเพาะเลี้ยงแห่งสำนักบุปผารื่นรมย์ พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่ที่นางจำต้องมาอาศัยอยู่เพื่อรับเคราะห์กรรม แต่แล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกระถางหินอ่อนสีขาวที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า... ดวงตากลมโตของหวงอี้เหลียนขยายกว้างขึ้น ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดพลันถอดสีจนขาวซีดราวกับกระดาษ ความอ่อนล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความตกใจสุดขีดที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น







