Se connecter4
นางกำนัลข้างกายบรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมพัดใบไผ่สั่นไหวอยู่ภายนอก
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ทว่าสำหรับหวงอี้เหลียนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้กลับตึงเครียดไม่ต่างอันใดจากลานประหาร
นางกำนัลคนใหม่ค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้ามาภายในห้อง มือสองข้างประคองถาดไม้แกะสลักที่มีกาน้ำชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเนื้อดีวางอยู่
‘ตั้งสติไว้ หวงอี้เหลียน บนสวรรค์เจ้าเคยรินน้ำทิพย์ถวายองค์เง็กเซียนมาแล้ว นับประสาอะไรกับกาน้ำชาบนโลกมนุษย์’ นางให้กำลังใจตนเองในใจ ทว่าเรือนกายมนุษย์อันอ่อนแอนี้กลับไม่อาจควบคุมได้ดังใจคิด
นางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อหอมตัวใหญ่ ที่ซึ่งองค์ชายหกกำลังนั่งตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด
สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ่ออยู่กับอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่สัมผัสอันฉับไวกลับรับรู้ถึงการมาเยือนของสตรีร่างเล็กได้เป็นอย่างดี
หวงอี้เหลียนค่อยๆ วางถาดลงบนมุมโต๊ะด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ทว่ามือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาเล็กน้อย จนกาน้ำชาไปกระทบเข้ากับขอบถ้วยกระเบื้องดังกึก
เสียงวัตถุกระทบกันเบาๆ ดังก้องขึ้นในความเงียบ ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวและรีบหดมือกลับประหนึ่งต้องของร้อน ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกจ้องมองชายหนุ่ม ราวกับเพิ่งกระทำความผิดร้ายแรงลงไป
โม่ซือจวิ้นค่อยๆ ละสายตาจากม้วนเอกสาร เขามองท่าทางเงอะงะของสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
ในยามปกติแล้ว นางกำนัลคนอื่นที่เข้ามาปรนนิบัติเขา ต่างได้รับการฝึกฝนกิริยามารยาทมาเป็นอย่างดี ก้าวเดินไร้เสียง รินชาไม่เคยมีสิ่งใดผิดพลาด และมักจะก้มหน้านิ่งไร้ชีวิตชีวาด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของเขา
ทว่าสตรีผู้นี้...กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ท่าทางเงอะงะ ลนลาน ดวงตากลมโตที่ทอประกายสดใสปนตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา แต่มิได้มีความเสแสร้งแกล้งทำเพื่อเอาอกเอาใจ กิริยาอันเป็นธรรมชาติและความสดใสที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความพรั่นพรึงนั้น กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่น่าชวนมองอย่างน่าประหลาด
มุมปากของโม่ซือจวิ้นยกขึ้นเล็กน้อยโดยที่เขาเองก็แทบไม่รู้ตัว รอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่เขาจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงดังเดิม
“เจ้าชื่อหวงอี้เหลียนใช่หรือไม่” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เพคะองค์ชาย หม่อมฉันหวงอี้เหลียน”
นางรีบย่อกายลงทำความเคารพ น้ำเสียงยังคงแฝงความประหม่า
โม่ซือจวิ้นเอนกายพิงเก้าอี้ กอดอกมองนางด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายขำขันอยู่ในที
“นอกจากความสามารถในการทำให้ดอกเนตรดารารัตติกาลของข้ากลายเป็นซากแห้งกรอบภายในคืนเดียวแล้วเจ้ายังมีความสามารถหรือเชี่ยวชาญสิ่งใดอีกบ้าง”
คำถามนั้นทำให้หวงอี้เหลียนชะงักไป ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายเมื่อถูกรื้อฟื้นเรื่องชะตาชีวิตอันน่าอนาถ
‘ความสามารถงั้นหรือ หากเป็นบนสวรรค์ ข้าร่ายรำบุปผา ร้องเพลงเรียกสายลม ใช้อาคมง่ายๆ ได้ แต่หากเป็นงานของมนุษย์’ นางคิดในใจ พลางทบทวนความสามารถของร่างนี้
นางสบสายตากับองค์ชายหก ก่อนจะตอบออกไปตามจริงด้วยความซื่อตรง
“ทูลองค์ชาย หากให้หม่อมฉันเอ่ยตามตรง หม่อมฉันมิได้เก่งกาจหรือเชี่ยวชาญสิ่งใดเป็นพิเศษเลยเพคะ”
โม่ซือจวิ้นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างแปลกใจ เพราะส่วนมากสตรีที่ได้เข้ามาอยู่ในสำนักบุปผารื่นรมย์มักเชี่ยวชาญหลายอย่าง และโดยมากก็มักเป็นทายาทของตระกูลขุนนางระดับกลางถึงล่าง หรือแม้แต่พวกตระกูลพ่อค้าคหบดีที่มักได้รับการอบรมศาตร์ศิลป์หลากแขนง
“ไม่มีเลยหรือ เย็บปักถักร้อย ดีดพิณ วาดภาพ”
“เวลาเย็บปักถักร้อย เข็มมักจะจิ้มโดนนิ้วหม่อมฉันเสมอเพคะ ส่วนเรื่องพิณ เสียงที่หม่อมฉันดีดออกมาคง
ไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก ส่วนเรื่องวาดภาพ หม่อมฉันวาดวิหคให้กลายเป็นก้อนหินได้เท่านั้น” หวงอี้เหลียนตอบเสียงเบาลงเรื่อยๆ พร้อมกับยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้เขาอย่างไร้จริตมารยา“แต่ว่า...แต่หม่อมฉันชงชาเก่งนะเพคะ”
นางรีบนำเสนอจุดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตากลมโตทอประกายเจิดจรัสขึ้นมาทันตา
“การชงชาของหม่อมฉันนั้น น้ำร้อนต้องได้ระดับ ใบชาต้องถูกสกัดอย่างพิถีพิถัน กลิ่นจะหอมอบอวลและรสชาตินุ่มลิ้นยิ่งนัก เรื่องนี้หม่อมฉันรับรองได้เลย”
โม่ซือจวิ้นเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจและแววตาซื่อตรงของนางแล้ว ก็ไม่อาจเก็บกักความรู้สึกได้อีก เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอดังขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ความซื่อตรงและความไร้เดียงสาของนางทำให้เขานึกขำขันท่ามกลางความตึงเครียดของภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับมานาน
“เช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอชิมชาฝีมือของ ผู้เชี่ยวชาญการชงชาเสียหน่อยแล้ว” โม่ซือจวิ้นเอ่ยเรียบๆ
“หม่อมฉันจะไม่ทำให้องค์ชายต้องผิดหวังแน่นอนเพคะ” หวงอี้เหลียนยิ้มกว้าง รับคำอย่างแข็งขัน
นางรีบยื่นมือไปจับกาน้ำชาดินเผาที่เพิ่งยกมาจากครัวเพื่อรินใส่ถ้วย ทว่าด้วยความกระตือรือร้นจนเกินงาม นางกลับลืมสังเกตไปว่ากาน้ำชาใบนี้เพิ่งผ่านการต้มน้ำเดือดจัดมาสดๆ ร้อนๆ
“โอ๊ย! ร้อน!” ทันทีที่ฝ่ามือเนียนสัมผัสเข้ากับหูกาน้ำชา ความร้อนสูงลิ่วก็บาดลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ
หวงอี้เหลียนอุทานเสียงหลง ร่างกายสะดุ้งโหยง มือไม้สั่นจนกาน้ำชาเอียงกะเท่เร่ น้ำชาร้อนฉ่าพุ่งทะลักออกมาจากปากกา กระเด็นใส่หลังมือและข้อมือของนางเต็มๆ
โชคดีที่นางยังมีสติพอจะไม่ทำกาน้ำชาร่วงแตกลงบนโต๊ะทำงานของเขา แต่ถ้วยกระเบื้องกลับร่วงกระทบถาดไม้ น้ำชาร้อนควันฉุยรดลงบนหลังมือนวลจนกลายเป็นรอยแดงทันตา
“อึก...” หวงอี้เหลียนสูดปากด้วยความเจ็บปวด ยืนกุมข้อมือตนเองไว้แน่น หยาดน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาด้วยความเจ็บปนอาย
ใบหน้าที่เคยยิ้มร่าอย่างมั่นใจเมื่อครู่ บัดนี้แดงก่ำไปถึงใบหูด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
‘เพิ่งจะอวดอ้างความสามารถตนเองไปหยกๆ ว่าเชี่ยวชาญการชงชาที่สุด แล้วดูข้าทำเข้าสิ ทำน้ำร้อนลวกมือตนเองเนี่ยนะ เซียนบุปผาเช่นข้าต้องมาขายหน้าเพราะกาน้ำชาใบเดียวเสียได้’ นางได้แต่ขำและตัดพ้อตนเองอยู่ในใจอย่างอนาถจิต
โม่ซือจวิ้นที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับชะงักไป ความขำขันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกใจ เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที แล้วก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง พร้อมกับจับข้อมือเล็กที่กำลังสั่นระริกของนางขึ้นมาดูโดยไม่ทันได้คิดสิ่งใด
“เจ้าคนซุ่มซ่าม...” เขาบ่นออกมาเบาๆ แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความอาทรอย่างที่ไม่เคยมีสตรีคนใดเคยได้รับ “บอกว่าตนเองเชี่ยวชาญการชงชา แต่กลับทำน้ำร้อนลวกมือตัวเองเช่นนี้น่ะหรือ”
หวงอี้เหลียนก้มหน้ามองมือตนเองที่ถูกฝ่ามือหนาและอบอุ่นขององค์ชายหกพันธนาการไว้ รอยแดงบนหลังมือเริ่มพองขึ้นมาเล็กน้อย
แต่น่าแปลกความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มกลับทำให้นางรู้สึกวูบวาบในอกอย่างบอกไม่ถูก
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาก็เห็นคิ้วเข้มของคนตรงหน้าขมวดแน่นด้วยความห่วงใย ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงไม่กี่นิ้ว
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันซุ่มซ่ามเอง...” นางเอ่ยเสียงเบาหวิว ทั้งกลัวทั้งอายจนไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
โม่ซือจวิ้นมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังบึ้งตึงนั้น แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ความเครียดขรึมและเย็นชาที่เคยเป็นเกราะป้องกันตัวเขา บัดนี้กลับถูกละลายหายไปจนหมดสิ้น เพียงเพราะความซุ่มซ่ามและน่าเอ็นดูของนางกำนัลข้างกายคนใหม่ผู้นี้
“ช่างเถอะ เจ้าไปหายาทาเสีย ไม่ต้องรินชาแล้ว”
ทันทีที่เขาเอ่ยปากไล่ หญิงสาวก็ยอบกายทำความเคารพ และเดินออกไปจากห้องทำงานของอีกฝ่ายทันที โดยมีสายตาขององค์ชายหกมองตามไปจนร่างนั้นลับสายตา
5ข่าวจากม้าเร็ว บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่นางกำนัลคนใหม่ขอตัวออกไปจัดการกับแผลน้ำร้อนลวก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษนายังคงอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทอดสายตามองม้วนเอกสารราชการบนโต๊ะ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มของหวงอี้เหลียนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่... เสียงก้าวเท้าอันเร่งร้อนและหนักแน่นของทหารองครักษ์ก็ดังก้องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ทำลายความเงียบลงในทันที “ทูลองค์ชายหก มีรายงานด่วนจากม้าเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์นายหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง พลางค้อมศีรษะทำความเคารพ โม่ซือจวิ้นละสายตาจากเอกสาร ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงและสุขุมลุ่มลึกดังเดิมอย่างรวดเร็ว “ว่ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการ “ม้าเร็วแจ้งข่าวว่า องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน บัดนี้ทรงเสร็จสิ้นการประพาสต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับคืนสู่วังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าขบวนเดินทางจะมาถึงประตูเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้
4 นางกำนัลข้างกาย บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมพัดใบไผ่สั่นไหวอยู่ภายนอก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ทว่าสำหรับหวงอี้เหลียนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้กลับตึงเครียดไม่ต่างอันใดจากลานประหาร นางกำนัลคนใหม่ค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้ามาภายในห้อง มือสองข้างประคองถาดไม้แกะสลักที่มีกาน้ำชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเนื้อดีวางอยู่ ‘ตั้งสติไว้ หวงอี้เหลียน บนสวรรค์เจ้าเคยรินน้ำทิพย์ถวายองค์เง็กเซียนมาแล้ว นับประสาอะไรกับกาน้ำชาบนโลกมนุษย์’ นางให้กำลังใจตนเองในใจ ทว่าเรือนกายมนุษย์อันอ่อนแอนี้กลับไม่อาจควบคุมได้ดังใจคิด นางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อหอมตัวใหญ่ ที่ซึ่งองค์ชายหกกำลังนั่งตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ่ออยู่กับอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่สัมผัสอันฉับไวกลับรับรู้ถึงการมาเยือนของสตรีร่างเล็กได้เป็นอย่างดี หวงอี้เหลียนค่อยๆ วางถาดลงบนมุมโต๊ะด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ทว่ามือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาเล็กน้อย จนกาน้ำชาไปกระทบ
3เงาของอดีต หวงอี้เหลียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน เข่าสองข้างของนางยังคงอ่อนแรงจากการคุกเข่าเป็นเวลานาน นางปัดฝุ่นออกจากชุดสาวใช้ประจำเรือนเพาะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ‘เฮ้อ รอดตายจากการถูกตัดหัวมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กลับต้องไปอยู่ใกล้ชิดกับเสือร้ายอย่างองค์ชายหกเนี่ยนะ ชะตากรรมของข้าทำไมมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้’ ขณะที่ก้าวเท้าเดินตามหลังขบวนขององค์ชายหกไปยังตำหนักของเขา สายลมพัดผ่านกระทบใบหน้าเนียน ทำให้ความคิดของหวงอี้เหลียนล่องลอยย้อนกลับไปถึงอดีตชาติที่ไม่อาจลืมเลือน... นางคือเซียนบุปผาผู้มีหน้าที่ดูแลสวนบุปผาทิพย์ให้เบ่งบานงดงาม แต่สวรรค์กลับสร้างนางมาพร้อมกับคำสาปอันน่าอัปยศ นั่นคือดวงชะตามือดำมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าเซียนองค์ใดจะสั่งสอนวิชาการเพาะปลูกให้ รดน้ำด้วยน้ำทิพย์สวรรค์พันปี หรือใส่ปุ๋ยวิเศษล้ำค่าเพียงใด เพียงแค่รังสีจากฝ่ามือของนางกระทบเข้ากับกิ่งก้าน พืชพรรณเหล่านั้นก็พร้อมใจกันเหี่ยวเฉา เหี่ยวแห้ง และเฉาตายลงทันที ความลับเรื่องดวงมือฆ่าต้นไม้ถูกนางปกปิดไว้อย่างมิดชิดอยู่นานหลายร้อยปี จนกระ
2ข้ายังไม่อยากตาย ‘หน็อยแน่ะ! ไม่คิดแม้แต่จะไต่สวนเลยหรือไงเจ้าคนใจดำ’ หวงอี้เหลียนกรีดร้องในใจ แต่เบื้องหน้านางกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงตกลงมาจากดวงตากลมโตประดุจหยดน้ำค้างบนกลีบบัว ใบหน้าเนียนใสจิ้มลิ้มสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองตรงไปยังดวงตาเย็นชาขององค์ชายหก สายตาที่นางส่งไปนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ความงุนงง และความอ้อนวอนอันเงียบเชียบ ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่กำลังจะถูกเจ้าของทอดทิ้งโดยที่มันไม่ได้ทำความผิดใดๆ ริมฝีปากบางสั่นระริก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม “องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริงๆ เพคะ” หยาดน้ำตาไหลพรากหยดลงบนแก้มเนียนอย่างเหมาะเจาะ ภาพของสตรีร่างเล็กที่ดูไร้ทางสู้ คุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากดอกไม้ที่โรยรา โดยมีดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยความจงรักภักดีและอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ “องค์ชาย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉัน...” โม่ซือจวิ้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง มือของ
1ตื่นขึ้นกลางดงบุปผาโรยรา กลิ่นหอมหวานอบอวลของมวลบุปผาที่เคยล่องลอยอยู่ในอากาศบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นจางๆ ของสายลมเย็นและกลิ่นของใบไม้แห้ง หวงอี้เหลียน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ร่างกายทุกส่วนปวดร้าวสะบักสะบอมเหมือนเพิ่งผ่านการถูกจับโยนลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่าน นางสูดหายใจเข้าลึกๆ หวังจะเรียกสติของตนเอง แต่แล้วความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าที่กระทบใบหน้าก็ไม่อาจช่วยบรรเทาความหนาวยะเยือกที่เริ่มเกาะกินหัวใจ นางยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นดินร่วนซุย ปัดฝุ่นผงออกจากอาภรณ์เนื้อหยาบของสาวใช้ประจำเรือนเพาะเลี้ยงแห่งสำนักบุปผารื่นรมย์ พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่ที่นางจำต้องมาอาศัยอยู่เพื่อรับเคราะห์กรรม แต่แล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกระถางหินอ่อนสีขาวที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า... ดวงตากลมโตของหวงอี้เหลียนขยายกว้างขึ้น ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดพลันถอดสีจนขาวซีดราวกับกระดาษ ความอ่อนล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความตกใจสุดขีดที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น







