LOGINหลี่จงเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะ หยิบจอกสุราขึ้นมาดม และพิจารณาจอกสุราในมือ เมื่อยกดื่มต้องขมวดคิ้วเพราะสุราที่ดื่มจืดชืดเหมือนน้ำเปล่า ก่อนจะเงยหน้าถาม
“ ทำไมมันจืดจัง..? ” ขันทีน้อยทำหน้างงพร้อมกับตอบ
“ จืดหรือขอรับ สุราวังหลวงก็มีรสชาติแบบนี้ทั้งนั้นนะขอรับ ”
“ คงจะตามที่เจ้าว่า ” หลี่จงพยักหน้าแบบงง ๆ
“ หากไม่มีอะไรแล้วข้าน้อยขอตัวนะขอรับ ” ขันทีบอกลา
“ อย่าพึ่งไปเจ้ามานั่งเป็นเพื่อนข้าก่อน ข้ามีอะไรอีกหลายเรื่องจะถามเจ้า ” หลี่จง เรียกขันทีให้อยู่ก่อน
“ นั่งลงดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก่อนแล้วค่อยไป ” หลี่จงออกคำสั่ง เมื่อขันทีน้อยได้ยินก็เลิ่กลั่ก ไม่กล้านั่ง
“ บ่าวไม่สามารถนั่งเสมอนายได้ขอรับ ” ขันทีน้อยกล่าวปฏิเสธ
“ ข้าขอถามเจ้า นายของเจ้าเป็นผู้ใด..? ” หลี่จงเอ่ยถาม
“ เอ่ออออ.. ฝ่าบาทขอรับ ” ขันทีตอบเสียงค่อย
“ ข้าไม่ใช้นายของเจ้า เท่ากับว่านั่งได้ นั่งเลย.!! ” หลี่จงผายมือไปที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ ขันทีนั่งลงตามคำสั่ง ยกกาสุรารินให้หลี่เฉิงเฉียนที่นั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรินให้ตัวเองโดยไม่ต้องให้สั่ง หลี่จงคิดในใจ
“ เรายังไม่รู้เลยว่าเรามาอยู่ในร่างของใคร.? ”
“ และอยู่ที่ไหน..? ” หลี่จงหันไปทางขันที
“ ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า ปีนี้เป็นปีที่เท่าไร ”หลี่จงเอ่ยถาม
“ ปีนี้เป็นปีศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง ขึ้นครองราชย์ปีที 8 เข้าเดือน 9 ขอรับ ท่านถูกจองจำอยู่ในตำหนักตงกงมา 9 เดือนแล้วขอรับ ” ขันทีตอบคำถาม หลี่จงคิดในใจนี้เหมือนเกมสปายฟอล ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาที่เราสอนในชั้นเรียนเลย
หลี่จงนั่งวิเคราะห์ “ ปีศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง ก็หลี่ซื่อหมิงซิ ขึ้นครองราชย์ปีที 8 เข้าเดือน 9 จำได้ว่าปีที่ 8 หลี่เฉิงเฉียนก่อกบฏ แสดงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว ”
“ ตามบันทึกของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นหลี่เฉิงเฉียนจะถูกจองจำในตำหนัก….ตงงง…กงงง หลี่เฉิงเฉียนตายตรงกับวันเหมายันพอดี เอ๊ะ..!!! มันคุ้นๆ ? เหมือนจะได้ยินว่าวันนี้เป็นวันเหมายันมีงานฉลอง และเราก็อยู่ตำหนักตงกง คนเดียว หรือว่าาา.. ” หลี่จงเงยหน้า ในตาเบิกโพลง หันไปหาขันที แล้วพยักหน้าพูดในใจ
“ ใช่ ใช่ มั้ย..? ” ขันทีเห็นหลี่จงพยักหน้าให้ก็ยิ้มตาหยีพยักหน้าตอบ หลี่จงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี้เราเข้ามาอยู่ในร่างของหลี่เฉิงเฉียนหรอกหรือนี่ กำหนดเนรเทศ 2 ปี นี้ผ่านไปแล้ว 9 เดือนจะทำยังไงดี แต่ก็พอมีเวลาให้คิดหาทางออกอยู่ หลังจากดื่มสุรากันได้ที่แล้ว ขันทีน้อยจึงขอตัวกลับที่พักของตน โดยไม่ลืมก่อนจะกลับยังจัดแจงที่นอนให้หลี่จงอย่างดี หลี่จงนอนเอามือก่ายหน้าผาก พยายามข่มตานอน พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก
“ จิ๊บ จิ๊บ ๆ ” เสียงสกุณาร่ำร้องยามเช้า พระอาทิตย์ส่องแสงต้อนรับวันใหม่ ความอบอุ่นขับไล่อากาศหนาวให้จางลง หลี่เฉิงเฉียนตื่นแต่เช้า เพราะแปลกที่เลยนอนไม่ค่อยหลับ เขายืนหาวบิดขี้เกียจอยู่หน้าห้องนอน ตอนที่ยังอยู่ในยุคปัจจุบันเขาได้อ่านบันทึกการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษแต่ละรุ่นจนจำได้ทุกตัวอักษร ทำให้รู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องถูกเนรเทศไปชายแดน ในบันทึกของลูกชายหลี่เฉิงเฉียน ก่อนถูกเนรเทศเคยบอกกับเขาไว้ว่าในห้องนอนของบิดา มีห้องลับอยู่ห้องหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ตรงไหนของห้อง เพราะเขาไม่มีโอกาสเข้าไปที่ห้องนั้น หลี่เฉิงเฉียนพักเรื่องห้องลับไว้ก่อน เขาต้องการสำรวจสภาพแวดล้อมของตำหนักว่าเป็นอย่างไร
เขาค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปเลื่อย ๆ ตำหนักตงกงมีพื้นที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน กำแพงสูงประมาณ 6 เมตร กำแพงทั้ง 4 ด้านทำเป็นระเบียงทางเดินสามารถเดินรอบตำหนักได้ ทางเดินระเบียงด้านขวาปลูกต้นเหมยฮว่าตลอดทาง ส่วนทางเดินระเบียงด้านซ้ายปลูกต้นเถาฮว่าขนานกันไป ใจกลางมีโถงตำหนักใหญ่ใช้ปรึกษาหารือกับเหล่าขุนนางสนิท หน้าประตูทางเข้าโถง ปลูกต้นสนสูงใหญ่ขนาบซ้ายขวา ต่อจากโถงใหญ่ ปีกซ้ายมีหนึ่งอาคาร ปีกขวามีอีกหนึ่งอาคาร อาคารซ้ายเป็นอาคารสำหรับให้ข้ารับใช้พักอาศัย อาคารขวาเป็นโรงครัวและแบ่งเป็นห้องเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้านหลังโถงใหญ่มีสะพานข้ามสระบัว ถัดจากสระบัวเป็นห้องนอนของหลี่เฉิงเฉียน ด้านข้างห้องนอน ซ้ายขวาเป็นแปลงดอกไม้ มีทั้งดอกเก๊กฮวย ดอกเบญจมาศ สวยงามตระการตา ตำหนักตงกงมีพื้นที่ยาวประมาณ ครึ่งลี้ กว้างประมาณ 50 จั้ง
9 เดือนแล้ว ที่ตำหนักตงกงถูกใช้เป็นที่คุมขังหลี่เฉิงเฉียน ตำหนักถูกปิดตายมาเป็นระยะเวลานาน หญ้าคาสูง 3 ฉื่อ ขึ้นทุกที่ที่ขึ้นได้ ยกเว้นพื้นระเบียงและพื้นทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อน หลี่เฉิงเฉียนเดินสำรวจรอบตำหนักได้หนึ่งรอบก็เข้าปลายยามเฉินพอดี ขันทีน้อยจะมาส่งอาหารเวลานี้เป็นประจำ
“ คารวะคุณชาย ” ขันทีกล่าวทักทายหลี่เฉิงเฉียน หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้ารับ
“ ข้าน้อยนำอาหารมาส่งขอรับ ” ขันทีแจ้งธุระของตน
“ เจ้าเอาไปวางไว้บนโต๊ะได้เลย ” หลี่เฉิงเฉียนออกคำสั่งพร้อมกับเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ขันทีนำอาหารออกจากปิ่นโตวางไว้บนโต๊ะ เป็นโจ๊กข้าวฟ่างกับผักดองสองอย่าง หลี่เฉิงเฉียนเห็นอาหารบนโต๊ะ รู้สึกไม่พอใจ
“ อาหารไม่มีจานเนื้อเลยหรือ..?” หลีเฉิงเฉียนถามด้วยความไม่พอใจ
“ ขออภัยขอรับคุณชาย ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ปฏิบัติกับคุณชายเหมือนนักโทษคนหนึ่ง แต่ด้วยทุกคนเป็นห่วงฮองเฮาไม่อยากให้ทรงกังกลเรื่องคุณชาย จึงพอได้มีอาหารการกินที่ดีกว่านักโทษทั่วไปอยู่มากขอรับ ” ขันทีตอบคำถามด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้าเข้าใจ เขานึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่งคือลืมถามชื่อขันที
“ ว่าแต่เจ้ามีชื่อว่าอะไร ”หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถาม
“ ข้าน้อยมีนามว่า เกาหยวน ขอรับ ” ขันทีตอบคำถาม หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหาร เพราะความหิวไม่เคยปราณีใครแม้ตัวเขาก็เช่นกัน เมื่อทานอาหารเสร็จจึงให้ขันทีเกาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกตำหนักให้ฟัง เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน เรื่องภัยหนาวที่กำลังมาเยือน เรื่องการเงินพระคลังที่ร่อยหรอ เรื่องขุนนางที่เริ่มเข้าหาองค์ชายรอง
หลี่เฉิงเฉียนรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มีรสชาติขมติดปลายลิ้น จึงถามถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงในการทำอาหาร
“ รสชาติขมติดปลายลิ้นมาจากเกลือขอรับ เกลือของต้าถังได้มาจากเหมืองเกลือขอรับ จะเป็นผลึกเรียก เกลือหิน มีสีขาวปนเทา แย่หน่อยก็สีขาวปนเขียว ถ้ามีสีม่วงใช้ไม่ได้ขอรับ เกลือที่ดีที่สุดได้จากบ่อเกลือจะมีสีขาว สามารถใช้ได้เฉพาะฝ่าบาท ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และชนชั้นสูงขอครับ ” ขันทีเกาอธิบายให้หลี่เฉิงเฉียนฟัง
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







