LOGIN“ ยามเซิน เจ้าหาเกลือ ซัก 1 เหลียง มาให้ข้าได้หรือไม่..? เอาสุรามา 1 ไหด้วยเจ้าพอจะทำได้มั้ย..? ” หลีเฉิงเฉียนเอ่ยถาม ขันทีเกามีท่าทางลำบากใจถ้าติดสินบนคนครัวก็พอจะเป็นไปได้
“ ข้าน้อยจะลองดูขอรับ ” ขันทีเการับปากก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป
เมื่อขันทีเกาจากไปแล้ว หลีเฉิงเฉียนหวนกับมาคิดถึงห้องลับที่ตนต้องหาให้เจอ แต่จะหาอย่างไรดี เพราะเท่าที่เห็น ตำหนักตงกงถูกทหารรื้อค้นข้าวของออกไปจนหมด ในโถงใหญ่มีแค่ชุดโต๊ะรับแขก 1 ชุด ห้องครัวมีอุปกรณ์ทำครัวอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ที่เหลือให้ไม่บุบบู้บี้ ก็มีรูรั่วชำรุดเสียหาย ในห้องนอนมีเตียงเตาอยู่ 1 หลัง กับชุดเครื่องนอน ดีหน่อยที่มีโต๊ะทานอาหาร กับชุดชงชา อยู่ 1 ชุด ทั้งตำหนักไม่เหลือของมีค่าอะไรเลย ของมีคมก็ไม่มี หลีเฉิงเฉียนใช้กิ่งเหมยเคาะตามผนัง มุมห้อง จุดต่างๆ ที่พอจะเป็นห้องลับได้ เคาะอยู่นานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอ จึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เขาเดินออกไปดูที่สระน้ำที่เมื่อเช้าเดินมาสำรวจแล้ว พบว่ามีปลาหลี่ฮื้อ ปลาแชฮื้อ และปลากุ้ยฮัว แหวกว่ายอยู่ในสระหลายตัว จึงคิดว่าเย็นนี้คงต้องปลาย่างแกล้มเหล้าอุ่นๆ คลายหนาวยามเย็นดีกว่า ถ้าให้กินแต่ผักดองคงไม่มีกำลังพอสำหรับเดินทางยามถูกเนรเทศแน่ ว่าแล้วก็คิดหาวิธีจับปลาอย่างง่ายที่สุดที่พอทำได้ เขาค่อย ๆ เอาหินจากขอบบ่อลงไปวางเรียงกันในจุดที่น้ำตื่นเท่าหัวเข่า จนกลายเป็นเขื่อนขนาดเล็ก รูปหัวใจซ้อนทับกัน ทำปากทางเข้าให้แคบและเรียงก้อนหินให้สูงใกล้กับผิวน้ำ เสร็จแล้วก็ขึ้นมาจากสระ นั่งจิบชาอยู่ 1 เค่อ ก่อนจะรุกไปเดินเก็บเศษไม้ใบหญ้า เพื่อทำเชื้อเพลิงก่อไฟ
เมื่อถึงยามเซิน ขันทีเกาก็ไม่ทำให้หลี่เฉิงเฉียนผิดหวัง อุ้มเหล้ามา 1 ไหใหญ่ ยิ้มหน้าชื่นตาบานเดินมาแต่ไกล เขาค่อยๆ วางไหเหล้าลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม พร้อมกับหยิบถุงเกลือออกมาจากอกเสื้อ หลี่เฉิงเฉียนลับไว้ก่อนชั่งน้ำหนักในใจน่าจะได้มาเกิน 1 เหลียง เขาหันไปมองขันทีเกาพร้อมกับกล่าวเชยชม
หลี่เฉิงเฉียนเดินไปดูเขื่อนดักปลาของตน ก็พบว่ามีปลาเข้ามาในเขื่อนประมาณ 4-5 ตัว เขาพอใจกับการจับปลาครั้งนี้มาก ขันทีเกาเดินมาตามหลังเห็นก้อนหินเรียงกันเป็นรูปทรงแปลก ๆ ก็อดสงสัยไม่ได้
“ ก้อนหินที่เรียงกันในสระบัวนั่นอะไรหรือขอรับ ? ” ขันทีเอ่ยถาม
“ หึ หึ นั้นคือค่ายกลดักปลายังไงละ เราไม่ต้องจับมันมันจะเขามาเป็นอาหารของเราเอง เย็นนี้เรามีปลากินกันแล้วขันทีเกา ฮ่า ฮ่า ฮ่าาา ” หลีเฉิงเฉียนหันไปตอบขันทีด้วยอารมณ์อิ่มเอิบ ขันทีมองผู้เป็นนายด้วยความเลื่อมใส พลางคิดในใจสมแล้วที่เป็นอดีตรัชทายาท. หลีเฉิงเฉียนใช้ให้ขันทีเกาก่อไฟในห้องครัว ก่อนจะย่างปลาเขามีสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำ เขาเดินเข้าไปให้ห้องครัวพร้อมกับขันที ค้นหากระทะ กระบวย ที่พอใช้ได้ หาผ้าไหมที่สะอาด และสิ่งสุดท้ายที่หาจนพบ ก็คือครกบดยา ขันทีเกาเป็นลูกมือจุดเตา หลีเฉิงเฉียนนำเกลือที่ได้มา ใส่ครกตำบดจนละเอียด ก่อนจะละลายน้ำในกระทะ เมื่อขันทีเกาเห็นหลีเฉิงเฉียนนำเกลือไปละลายน้ำก็ตกใจรีบห้ามโดยพลัน
“ ไม่ได้นะขอรับ มันจะเสียของนะขอรับ ” ขันทีรีบห้าม โบกมือเป็นระวิง
หลี่เฉิงเฉียนยิ้มให้แล้วกล่าวว่า “ ไม่ต้องกลัวมันไม่เสียของแน่นอน เมื่อเสร็จแล้วแล้วเจ้าจะตกใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” หลี่เฉิงเฉียนกล่าวด้วยอารมณ์ยินดี
เมื่อเกลือละลายดีแล้ว เขาใช้ผ้าไหมกรองสิ่งสกปรกออกมาอีกที กรองอยู่หลายรอบจนแน่ใจว่า น้ำใสสะอาดดีแล้วจึงเอากระทะขึ้นตั้งไฟ ค่อยๆเคี้ยวน้ำเกลือไปเลื่อย ๆ น้ำค่อยๆ เดือด ผลึกเกลือสีขาวสะอาดเริ่มเกาะตามขอบกระทะ เมื่อน้ำระเหยไปหมด ในกระทะก็เหลือแต่ผลึกเกลือสีขาวสะท้อนแสงแวววาว หลี่เฉิงเฉียนหยิบเกลือขึ้นมาชิม และกล่าว “ ต้องอย่างนี้ซิถึงจะเรียกว่าเกลือ ”
ขันทีเกาเห็นหลีเฉิงเฉียนชิมเกลือ จึงชิมตาม ขันทีเกาตกใจเป็นอย่างมากเพราะมันมีแต่รสเค็ม ไม่มีรสขมฝาดเหมือนเกลือที่เขาเคยกิน
“ คุณชายทำได้อย่างไรขอรับ ” ขันทีเกาถามด้วยความตื่นเต้น
“ ยังมีอีกมากมายที่ข้าทำได้ แต่คนอื่นไม่เคยรู้ ” หลีเฉิงเฉียนตอบอย่างภาคภูมิใจ เมื่อทำเกลือเสร็จแล้วทั้งสองจึงลงไปจับปลาที่ดักไว้ได้ 4 ตัว จึงใส่ถังไว้ ขันทีเกาอาสาก่อกองไฟ หลีเฉิงเฉียนตระเตรียมโรยเกลือปลาทั้ง 4 ตัว เมื่อไฟได้ที่แล้ว จึงเสียบไม้ย่างปลาไป ร่ำสุราไปช่างมีความสุขยิ่งนัก
ปลายยามซวี แม้สุราจะมีรสไม่แรงแต่ด้วยปริมาณมาก ก็ทำให้หลี่เฉิงเฉียนเมามายได้เหมือนกัน ขันทีเกาก็มีอาการไม่ต่างกัน นี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินปลาย่างที่อร่อยหาใดเทียม เพียงแค่โรยเกลือของหลีเฉิงเฉียนลงไป ก็กลายเป็นอาหารเลิศรสได้ทันที ขันทีเกาพยุงหลี่เฉิงเฉียนเข้าไปนอนในตำหนัก ก่อนจะดับไฟเก็บข้าวของแล้วกลับตำหนักของตนด้วยความเปรมปรีดิ์
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







