LOGINแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคาหญ้าคาของหมู่บ้านเล็กๆ เชิงเขาเต่าดำ กลิ่นควันไฟจางๆ จากเตาทำอาหารและเสียงเจี๊ยวจ๊าวของชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายใช้สอยในตลาดเช้า เป็นบรรยากาศที่แสนจะธรรมดาและเงียบสงบ
แต่สำหรับคนที่เพิ่งวิ่งหนีฝ่าห้วงนรกมาทั้งคืนอย่างหลินซิงเยียน มันคือภาพจำลองของสรวงสวรรค์
ดรุณีในชุดผ้าหยาบสีน้ำตาลก้าวเท้าที่พองจนเป็นตุ่มน้ำใสเข้ามาใน ‘หมู่บ้านผิงอัน’ ด้วยสภาพที่ดูอเนจอนาถ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและเหงื่อ ผมเผ้าหลุดลุ่ยรุงรัง หากมีใครเอาขันน้ำใบเก่าๆ มาวางไว้ตรงหน้า นางคงกลมกลืนไปกับขอทานข้างถนนได้อย่างแนบเนียน
“หิว... หิวจนหน้ามืดแล้ว...”
หลินซิงเยียนลูบท้องที่ส่งเสียงประท้วงโครกคราก หมั่นโถวเย็นชืดสองลูกที่พกมาถูกยัดลงท้องไปตั้งแต่ตอนรุ่งสาง ตอนนี้ร่างกายต้องการอาหารร้อนๆ เพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงและเรียกขวัญกำลังใจที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา
เจ้าตัวเดินลากขาไปที่เพิงขายบะหมี่เล็กๆ ริมทาง สั่งบะหมี่น้ำใสชามที่ถูกที่สุดมาหนึ่งชาม ทันทีที่ชามกระเบื้องบิ่นๆ ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ไผ่ หลินซิงเยียนก็สูดกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะคีบเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างตะกละตะกลาม น้ำตารื้นขึ้นมาที่หางตา
‘ชีวิตที่มีลมหายใจ... มันดีแบบนี้นี่เอง’
ในขณะที่กำลังซดน้ำซุปจนหยดสุดท้าย โสตประสาทก็พลันได้ยินบทสนทนาจากโต๊ะข้างๆ ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายพรานป่าและพ่อค้าเร่สองสามคน กำลังจับเข่าคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหวาดกลัว
“พวกเจ้าได้ยินข่าวหรือยัง? เมื่อคืนนี้ที่ยอดเขาชิงหยาง... เกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นแล้ว” พ่อค้าเร่กดเสียงต่ำลง แต่ก็ยังดังพอให้คนที่นั่งโต๊ะติดกันได้ยิน
“ภัยพิบัติอันใด? พายุเข้าหรือไฟไหม้ป่า?” พรานป่าขมวดคิ้วถาม
“ไฟไหม้เสียยังจะดีกว่า!” พ่อค้าเร่ตบโต๊ะเบาๆ ด้วยความตื่นตระหนก “เมื่อรุ่งสาง มีคนขึ้นไปหาของป่าแถวนั้น แล้วเห็นเลือด... เลือดสีแดงฉานไหลย้อยลงมาตามบันไดหินหน้าสำนักชิงหยางราวกับน้ำหลาก! พอคนผู้นั้นใจกล้าแอบปีนขึ้นไปดู ก็เห็นศพ... ศพของคนในสำนักชิงหยางถูกสับเป็นชิ้นๆ นอนเกลื่อนกลาดเต็มลาน แม้แต่สุนัขหรือไก่ในสำนักยังไม่เหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว! ได้ยินมาว่ากลิ่นอายมารคละคลุ้งไปทั่ว... เป็นฝีมือของ ‘มารโลหิตเซวียซา’ แห่งพรรคมารไม่ผิดแน่!”
เคร้ง!
ตะเกียบในมือร่วงหล่นกระทบชามกระเบื้องเสียงดัง โชคดีที่คนโต๊ะข้างๆ กำลังอินกับหัวข้อสนทนาจึงไม่ได้หันมาสนใจ
ร่างบางตัวชาวาบไปทั้งร่าง แม้จะรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า แม้จะรู้ว่ามันต้องเกิดขึ้น แต่เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากคนอื่นในโลกแห่งความเป็นจริง ความรู้สึกมันต่างจากการอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างสิ้นเชิง
ตายหมดแล้ว... คนพวกนั้น... ท่านลุงโรงครัวที่ชอบแอบตักข้าวให้เยอะๆ... ศิษย์น้องตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่ถึงเดือน...
ในนิยาย พวกเขาเป็นแค่ ‘ตัวประกอบฉาก’ ที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ เป็นแค่บันไดให้ตัวร้ายเหยียบย่ำเพื่อโชว์ความโหด แต่ในโลกใบนี้ พวกเขาคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีครอบครัวรออยู่ข้างหลัง
มือเรียวกำเข้าหากันแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ความรู้สึกผิดระลอกหนึ่งตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ แต่เจ้าตัวพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความสั่นไหวของอารมณ์
‘เธอช่วยพวกเขาไม่ได้หรอกซิงเยียน เธอมันก็แค่มดปลวกตัวหนึ่ง ถ้าเมื่อคืนไม่หนีลงมา ศพที่นอนอยู่ตรงนั้นก็ต้องมีเธอรวมอยู่ด้วย... ’
หลินซิงเยียนพยายามปลอบใจตัวเอง วางเงินอีแปะลงบนโต๊ะเตรียมจะลุกเดินจากไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
“หลีกไป! หลีกทางหน่อย!”
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงชาวบ้านแตกฮือ หญิงสาวชะงักฝีเท้า หันไปมองตามสัญชาตญาณ
สิ่งที่เห็นคือชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งโซเซเข้ามาในหมู่บ้าน สภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่าตนเองเสียอีก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม มือข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่ที่หักครึ่งไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างกุมสีข้างที่มีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
ชายคนนั้นก้าวเดินสะเปะสะปะ ดวงตาเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ ปากก็พึมพำซ้ำไปซ้ำมา
“หนี... ต้องหนี... ท่านอาจารย์... ศิษย์น้อง...”
ตุบ!
ร่างนั้นสะดุดก้อนหินและล้มพับลงไปกองกับพื้นดินหน้าเพิงขายบะหมี่ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องตกใจของชาวบ้านที่พากันถอยกรูด ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะกลัวจะนำภัยมาสู่ตัว
ทว่าดวงตาดอกท้อกลับเบิกกว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
เสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดนั้น หากมองดูดีๆ จะเห็นเค้าโครงของชุดศิษย์สายในสีฟ้าอ่อน... กระบี่ที่หักสะบั้น... และใบหน้าที่คุ้นเคย...
“ศิษย์พี่ซ่ง...”
เสียงหวานสั่นพร่า ร่างกายขยับไปไวกว่าความคิด ทิ้งหลักการเอาตัวรอดทุกอย่าง พุ่งตัวแทรกฝูงชนเข้าไปประคองร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นทันที!
“ศิษย์พี่! ศิษย์พี่ซ่งจือชิว! ได้ยินข้าไหม!”
หลินซิงเยียนตบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบ ซ่งจือชิวบาดเจ็บสาหัส มีรอยฟันลึกที่แผ่นหลังและสีข้าง แต่โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกถึงจุดสำคัญ
ซ่งจือชิวพยายามปรือตาขึ้น เมื่อภาพตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนและเห็นว่าเป็นใคร น้ำตาของผู้ชายอกสามศอกผู้ยึดมั่นในคุณธรรม ก็ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
“อาเยียน... อาเยียน! เป็นเจ้าจริงๆ... ข้า... ข้า...”
ซ่งจือชิวกำแขนเสื้อแน่นจนข้อขาว ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็กหลงทาง “ตายหมดแล้ว... ทุกคน... ท่านอาจารย์พยายามรับกระบี่มาร ถ่วงเวลาให้ข้าหนี... ข้า... ข้าทิ้งพวกเขามา... ข้ามันขี้ขลาด!”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงลงกลางใจ
ในคืนนั้น... หลังจากที่แยกย้าย ซ่งจือชิวทำตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด นั่งโคจรลมปราณโดยไม่หลับสนิท และเมื่อได้ยินเสียงระเบิดและรังสีสังหารปะทุขึ้นหน้าสำนัก ก็รู้ทันทีว่าลางร้ายของศิษย์น้องเป็นความจริง ชายหนุ่มชักกระบี่วิ่งไปหมายจะเตือนอาจารย์ แต่ทุกอย่างสายเกินไป เซวียซาลงมือรวดเร็วและเหี้ยมโหดเกินมนุษย์
อาจารย์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเขาลงไปในช่องทางลับหลังเขา และสั่งให้หนีไปให้ไกลที่สุด ซ่งจือชิววิ่งหนีตายฝ่าความมืดมาทั้งคืน โดนปราณกระบี่ตวัดใส่จนบาดเจ็บ แต่ก็รอดมาได้... รอดมาได้เพราะคำเตือนของศิษย์น้องสายนอกคนนี้
หลินซิงเยียนกอดร่างที่สั่นเทาของศิษย์พี่แน่น รับรู้ได้ถึงสายตาของชาวบ้านที่เริ่มจับจ้องมาด้วยความหวาดระแวง บางคนเริ่มกระซิบกระซาบว่าคนเจ็บอาจเป็นพวกโจรป่าหรือผู้ร้ายหนีคดี
‘ขืนอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ ความแตกแน่’
“ศิษย์พี่ ท่านทำดีที่สุดแล้ว ท่านมีชีวิตรอดมาได้ก็ดีที่สุดแล้ว ลุกขึ้นเถอะ เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ พวกเราต้องไป”
หญิงสาวกัดฟัน พยุงร่างที่สูงใหญ่กว่าขึ้นมาพาดบ่า โชคดีที่ซ่งจือชิวยังพอมีสติพยุงตัวเองได้บ้าง รีบประคองเดินลัดเลาะออกไปทางหลังหมู่บ้าน มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าอีกฝั่งหนึ่งทันที
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...







