Share

ตอนที่ 11

Penulis: midnight bunny
last update Tanggal publikasi: 2026-08-27 10:11:18

บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี

‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’

หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้

หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต

“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัปลักษณ์ที่มีโรคตับ ร่างกายอ่อนแอ ข้าน้อยสมควรตายที่แต่งตัวซอมซ่อทำให้นายท่านต้องระคายสายตา ข้าน้อยสมควรตายจริงๆ ขอรับ”

พูดจบนางก็แสร้งทำเป็นโขกศีรษะลงกับพื้นถนนดังโป๊ก (แม้จะเจ็บจนน้ำตาเล็ดจริงๆ ก็ตาม)

ซ่งจือชิวที่เห็นศิษย์น้องทำเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจ รีบคุกเข่าลงข้างๆ และช่วยอธิบายเสริมเพื่อปกป้อง “เป็นความจริงขอรับนายท่าน น้องชายของข้าน้อยยากจนและป่วยหนักเรื้อรังมานาน หากสภาพของเขาทำให้นายท่านขุ่นเคืองใจ ข้าน้อยขอรับผิดแทนเองขอรับ”

ลู่เหวินหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่เช่นเดิม ทว่านัยน์ตาคู่คมนั้นกลับกำลังประเมินคนทั้งสองอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ดวงตาของจิ้งจอกหน้ายิ้มกวาดมองร่างผอมบางที่สั่นเทาอยู่แทบเท้า ใบหน้านั้นเหลืองซีดเหมือนคนเป็นโรคตับจริงๆ มีไฝเม็ดเบ้อเริ่มที่มุมปากดูอัปลักษณ์ รูปร่างก็ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ไม่มีเค้าโครงของ ‘สตรีรูปงาม’ ตามที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย

ทว่า... รอยฉีกขาดแหว่งๆ ที่ชายเสื้อนั้น ต่อให้ดูเผินๆ เหมือนรอยสุนัขกัด แต่ผู้ที่สายตาเฉียบคมอย่างลู่เหวินมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือรอยฉีกจากแรงมือของมนุษย์ และขนาดของรอยขาดนั้น... คาดคะเนด้วยสายตาก็พอดีกับเศษผ้าที่ท่านประมุขเก็บรักษาไว้ไม่ผิดเพี้ยน

‘อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ หรือ... คนผู้นี้รู้จักการแปลงโฉมตบตา’

ลู่เหวินคิดในใจ ค่อยๆ หุบพัดจีบลง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้หลินซิงเยียนอีกก้าวหนึ่ง มือเรียวขาวสะอาดราวกับคุณชายผู้ดีค่อยๆ ยื่นออกไป หมายจะสัมผัสที่ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์อัปลักษณ์ เพื่อตรวจสอบว่ามีรอยต่อของหน้ากากหนังมนุษย์ หรือคราบเครื่องทาหน้าหลงเหลืออยู่หรือไม่

“น่าสงสารเสียจริง ป่วยหนักเช่นนี้แต่ยังต้องมาทำงานรับใช้...” ลู่เหวินเอ่ยเสียงนุ่ม “ไหน ขอข้าดูหน้าเจ้าชัดๆ หน่อยสิ เผื่อข้าจะมียาดีช่วยรักษาโรคของเจ้าได้”

ปลายนิ้วของลู่เหวินใกล้จะสัมผัสโดนแก้มของหลินซิงเยียนอยู่รอมร่อ

หลินซิงเยียนเบิกตากว้าง กลั้นหายใจจนสุดตัว ถ้าปลายนิ้วนั้นถูโดนแก้มนาง คราบสีเหลืองที่พอกหน้าไว้ต้องหลุดติดมืออีกฝ่ายไปแน่ และนั่นหมายถึงจุดจบ

หมับ!

ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง มือที่หยาบกร้านของซ่งจือชิวก็ยื่นมาคว้าข้อมือของลู่เหวินเอาไว้กลางอากาศ การกระทำนั้นรวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะทำได้

บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน

“นายท่าน” ซ่งจือชิวเอ่ยเสียงหนักแน่น แววตาไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงสัญชาตญาณการปกป้อง “อย่าได้แตะต้องตัวน้องชายข้าเลยขอรับ โรคของเขาร้ายแรงนัก อาจจะติดต่อถึงนายท่านได้ ข้าน้อยมิกล้ารับผิดชอบหากท่านต้องมาเจ็บป่วยเพราะพวกข้าน้อย”

ลู่เหวินปรายตามองข้อมือของตนที่ถูกจับไว้ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก

“พี่ชาย...” ลู่เหวินเอ่ยเสียงเรียบ “ปฏิกิริยาการป้องกันตัวของเจ้า... รวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดานะ การลงน้ำหนักที่ปลายเท้า การทรงตัว... หากข้าดูไม่ผิด เจ้าฝึกฝนลมปราณสายหยางมาไม่ต่ำกว่าสิบปี... ข้าชักจะอยากรู้เเล้วว่าพวกเจ้าสองคนเป็นใครกันแน่”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

หลินซิงเยียนรู้ได้ทันทีว่าพังแล้ว แผนแกล้งโง่พังทลายลงไม่เป็นท่า การที่ซ่งจือชิวออกตัวปกป้องด้วยสัญชาตญาณของผู้ฝึกยุทธ์ ทำให้ลู่เหวินมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพวกเขาสองคนไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา

“พี่ใหญ่ วิ่ง!!”

หลินซิงเยียนตะโกนลั่นสุดเสียง กระชากกระสอบข้าวสารที่วางพิงอยู่ข้างกำแพงใกล้ๆ จนขาดทะลุ เมล็ดข้าวสารนับหมื่นร่วงกราวลงมาบนพื้นถนนสร้างความวุ่นวาย ทับซ้อนกับจังหวะที่ซ่งจือชิวปล่อยมือจากลู่เหวิน แล้วใช้พลังปราณเตะฝุ่นผงบนพื้นให้ฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศเพื่อพรางตา

ฟึ่บ!

ซ่งจือชิวคว้าคอเสื้อของหลินซิงเยียน หิ้วร่างที่เบาหวิวของศิษย์น้องขึ้นพาดบ่า แล้วใช้วิชาตัวเบาขั้นสุดยอดกระโจนพรวดเดียวข้ามกำแพงสูง พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

ฝุ่นผงคลี่คลายลง ลู่เหวินยกพัดขึ้นปัดฝุ่นออกจากชุดบัณฑิตสีขาวของตนอย่างใจเย็น มองตามแผ่นหลังที่กำลังพุ่งทะยานออกไปนอกเมืองด้วยสายตาเย้ยหยัน

บนหลังคาเรือนรอบด้าน ปรากฏร่างขององครักษ์เงาในชุดดำนับสิบคนปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง พวกเขาคุกเข่ารอรับคำสั่งจากจิ้งจอกหน้ายิ้ม

“ลอกคราบแปลงโฉมเป็นบุรุษ แกล้งทำเป็นคนป่วย ซ่อนตัวอยู่ในหอคณิกา... ช่างเป็นลูกไม้ที่ตื้นเขินแต่ก็นับว่าฉลาดเอาเรื่อง” ลู่เหวินแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดพัดจีบกางออก “อย่าให้พวกมันหนีพ้นป่าทิศตะวันตก จับเป็นคนน้อง ห้ามให้มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว... ส่วนคนพี่ หากมันขัดขืน... ตัดแขนขามันซะ แล้วลากตัวกลับมา”

“รับบัญชา”

สิ้นเสียงรับคำสั่ง ร่างสีดำนับสิบก็พุ่งทะยานแหวกอากาศติดตามไปดั่งฝูงมัจจุราช

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 13

    นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 12

    ...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 11

    บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 10

    แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 9

    หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status