Masukบรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี
‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’
หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้
หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต
“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัปลักษณ์ที่มีโรคตับ ร่างกายอ่อนแอ ข้าน้อยสมควรตายที่แต่งตัวซอมซ่อทำให้นายท่านต้องระคายสายตา ข้าน้อยสมควรตายจริงๆ ขอรับ”
พูดจบนางก็แสร้งทำเป็นโขกศีรษะลงกับพื้นถนนดังโป๊ก (แม้จะเจ็บจนน้ำตาเล็ดจริงๆ ก็ตาม)
ซ่งจือชิวที่เห็นศิษย์น้องทำเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจ รีบคุกเข่าลงข้างๆ และช่วยอธิบายเสริมเพื่อปกป้อง “เป็นความจริงขอรับนายท่าน น้องชายของข้าน้อยยากจนและป่วยหนักเรื้อรังมานาน หากสภาพของเขาทำให้นายท่านขุ่นเคืองใจ ข้าน้อยขอรับผิดแทนเองขอรับ”
ลู่เหวินหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่เช่นเดิม ทว่านัยน์ตาคู่คมนั้นกลับกำลังประเมินคนทั้งสองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ดวงตาของจิ้งจอกหน้ายิ้มกวาดมองร่างผอมบางที่สั่นเทาอยู่แทบเท้า ใบหน้านั้นเหลืองซีดเหมือนคนเป็นโรคตับจริงๆ มีไฝเม็ดเบ้อเริ่มที่มุมปากดูอัปลักษณ์ รูปร่างก็ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ไม่มีเค้าโครงของ ‘สตรีรูปงาม’ ตามที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย
ทว่า... รอยฉีกขาดแหว่งๆ ที่ชายเสื้อนั้น ต่อให้ดูเผินๆ เหมือนรอยสุนัขกัด แต่ผู้ที่สายตาเฉียบคมอย่างลู่เหวินมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือรอยฉีกจากแรงมือของมนุษย์ และขนาดของรอยขาดนั้น... คาดคะเนด้วยสายตาก็พอดีกับเศษผ้าที่ท่านประมุขเก็บรักษาไว้ไม่ผิดเพี้ยน
‘อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ หรือ... คนผู้นี้รู้จักการแปลงโฉมตบตา’
ลู่เหวินคิดในใจ ค่อยๆ หุบพัดจีบลง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้หลินซิงเยียนอีกก้าวหนึ่ง มือเรียวขาวสะอาดราวกับคุณชายผู้ดีค่อยๆ ยื่นออกไป หมายจะสัมผัสที่ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์อัปลักษณ์ เพื่อตรวจสอบว่ามีรอยต่อของหน้ากากหนังมนุษย์ หรือคราบเครื่องทาหน้าหลงเหลืออยู่หรือไม่
“น่าสงสารเสียจริง ป่วยหนักเช่นนี้แต่ยังต้องมาทำงานรับใช้...” ลู่เหวินเอ่ยเสียงนุ่ม “ไหน ขอข้าดูหน้าเจ้าชัดๆ หน่อยสิ เผื่อข้าจะมียาดีช่วยรักษาโรคของเจ้าได้”
ปลายนิ้วของลู่เหวินใกล้จะสัมผัสโดนแก้มของหลินซิงเยียนอยู่รอมร่อ
หลินซิงเยียนเบิกตากว้าง กลั้นหายใจจนสุดตัว ถ้าปลายนิ้วนั้นถูโดนแก้มนาง คราบสีเหลืองที่พอกหน้าไว้ต้องหลุดติดมืออีกฝ่ายไปแน่ และนั่นหมายถึงจุดจบ
หมับ!
ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง มือที่หยาบกร้านของซ่งจือชิวก็ยื่นมาคว้าข้อมือของลู่เหวินเอาไว้กลางอากาศ การกระทำนั้นรวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะทำได้
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน
“นายท่าน” ซ่งจือชิวเอ่ยเสียงหนักแน่น แววตาไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงสัญชาตญาณการปกป้อง “อย่าได้แตะต้องตัวน้องชายข้าเลยขอรับ โรคของเขาร้ายแรงนัก อาจจะติดต่อถึงนายท่านได้ ข้าน้อยมิกล้ารับผิดชอบหากท่านต้องมาเจ็บป่วยเพราะพวกข้าน้อย”
ลู่เหวินปรายตามองข้อมือของตนที่ถูกจับไว้ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก
“พี่ชาย...” ลู่เหวินเอ่ยเสียงเรียบ “ปฏิกิริยาการป้องกันตัวของเจ้า... รวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดานะ การลงน้ำหนักที่ปลายเท้า การทรงตัว... หากข้าดูไม่ผิด เจ้าฝึกฝนลมปราณสายหยางมาไม่ต่ำกว่าสิบปี... ข้าชักจะอยากรู้เเล้วว่าพวกเจ้าสองคนเป็นใครกันแน่”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
หลินซิงเยียนรู้ได้ทันทีว่าพังแล้ว แผนแกล้งโง่พังทลายลงไม่เป็นท่า การที่ซ่งจือชิวออกตัวปกป้องด้วยสัญชาตญาณของผู้ฝึกยุทธ์ ทำให้ลู่เหวินมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพวกเขาสองคนไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา
“พี่ใหญ่ วิ่ง!!”
หลินซิงเยียนตะโกนลั่นสุดเสียง กระชากกระสอบข้าวสารที่วางพิงอยู่ข้างกำแพงใกล้ๆ จนขาดทะลุ เมล็ดข้าวสารนับหมื่นร่วงกราวลงมาบนพื้นถนนสร้างความวุ่นวาย ทับซ้อนกับจังหวะที่ซ่งจือชิวปล่อยมือจากลู่เหวิน แล้วใช้พลังปราณเตะฝุ่นผงบนพื้นให้ฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศเพื่อพรางตา
ฟึ่บ!
ซ่งจือชิวคว้าคอเสื้อของหลินซิงเยียน หิ้วร่างที่เบาหวิวของศิษย์น้องขึ้นพาดบ่า แล้วใช้วิชาตัวเบาขั้นสุดยอดกระโจนพรวดเดียวข้ามกำแพงสูง พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ฝุ่นผงคลี่คลายลง ลู่เหวินยกพัดขึ้นปัดฝุ่นออกจากชุดบัณฑิตสีขาวของตนอย่างใจเย็น มองตามแผ่นหลังที่กำลังพุ่งทะยานออกไปนอกเมืองด้วยสายตาเย้ยหยัน
บนหลังคาเรือนรอบด้าน ปรากฏร่างขององครักษ์เงาในชุดดำนับสิบคนปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง พวกเขาคุกเข่ารอรับคำสั่งจากจิ้งจอกหน้ายิ้ม
“ลอกคราบแปลงโฉมเป็นบุรุษ แกล้งทำเป็นคนป่วย ซ่อนตัวอยู่ในหอคณิกา... ช่างเป็นลูกไม้ที่ตื้นเขินแต่ก็นับว่าฉลาดเอาเรื่อง” ลู่เหวินแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดพัดจีบกางออก “อย่าให้พวกมันหนีพ้นป่าทิศตะวันตก จับเป็นคนน้อง ห้ามให้มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว... ส่วนคนพี่ หากมันขัดขืน... ตัดแขนขามันซะ แล้วลากตัวกลับมา”
“รับบัญชา”
สิ้นเสียงรับคำสั่ง ร่างสีดำนับสิบก็พุ่งทะยานแหวกอากาศติดตามไปดั่งฝูงมัจจุราช
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...







