Share

ตอนที่ 10

last update publish date: 2026-08-26 19:55:24

แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง

“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”

หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่

กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้น

ดวงตาดอกท้อเบิกกว้าง

ความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร

‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’

หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี

“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”

ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆ

หลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเดียว จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากฝืนปั้นหน้าโง่งม แกล้งทำตัวสั่นเทาเหมือนเสี่ยวเอ้อร์ที่ไม่เคยเห็นคนใหญ่คนโต

“ชะ... เชิญนายท่านทางนี้ขอรับ ห้องเทียนเซียงอยู่ชั้นสาม เป็นห้องที่เงียบสงบและดีที่สุดของหอชุนเฟิงขอรับ” คนตัวเล็กค้อมเอวแทบจะติดพื้น เดินนำทางพวกนั้นขึ้นบันไดไปอย่างเงียบเชียบที่สุด พยายามกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ

เมื่อถึงห้องเทียนเซียงบนชั้นสาม ซึ่งตกแต่งอย่างหรูหราด้วยม่านไหมและพรมเปอร์เซีย ร่างบางก็รีบเช็ดโต๊ะและรินน้ำชาให้อย่างรวดเร็ว

“นายท่านต้องการรับสิ่งใดเพิ่มหรือไม่ขอรับ สุราชั้นดี หรือแม่นาง...”

“ไม่ต้อง” ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มยกมือปราม น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “พวกข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเสวยสุข หลงจู๊ของเจ้าคงบอกแล้วว่าพวกข้ามาทำไม”

ชายคนนั้นเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “เรียกเสี่ยวเอ้อร์ และหญิงคณิกาทุกคนในหอแห่งนี้ มายืนเข้าแถวหน้าห้องนี้ให้หมด” น้ำเสียงนั้นเฉียบขาด “รวมถึงเจ้าด้วย ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกให้หมด พวกข้าจะตรวจดูเสื้อตัวใน”

หลินซิงเยียนเข่าอ่อนแทบทรุด

ตรวจเสื้อตัวใน... ซวยแล้ว ภายใต้ชุดเสี่ยวเอ้อร์สีเทา ข้ายังสวมเสื้อหยาบสีน้ำตาลตัวเดิมที่ชายเสื้อขาดแหว่งอยู่เลย! ข้ามันจนจนไม่มีเงินซื้อเสื้อซับในใหม่โว้ย!

พยายามบีบน้ำตา แกล้งทำเสียงสั่นเครือ “นะ... นายท่าน ข้าน้อยเป็นโรคผิวหนังติดต่อร้ายแรง หากถอดเสื้อออกเกรงว่าจะเป็นเสนียดสายตานายท่าน...”

“ข้าสั่งให้ถอดก็ถอด หรือจะให้ข้าใช้ดาบเลาะเสื้อเจ้าออกมา”

“ขะ... ขอรับ ข้าน้อยจะไปตามคนอื่นมาก่อน แล้วจะมารับการตรวจเดี๋ยวนี้ขอรับ”

หลินซิงเยียนลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก รีบวิ่งกระหืดกระหอบออกจากห้องไปราวกับหนูหนีแมว ทันทีที่ประตูปิดลง ก็พิงหลังกับกำแพง เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมจนเปียกชุ่ม

‘ไม่รอดแน่... ถ้าโดนจับถอดเสื้อคลุม ความแตกชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์’

ต้องหนี... หนีเดี๋ยวนี้

หลินซิงเยียนไม่สนคำสั่งของใครทั้งนั้น สับเท้าวิ่งลงบันไดหนีไฟด้านหลังหอชุนเฟิงอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังลานผ่าฟืนหลังร้าน ซ่งจือชิวกำลังนั่งเช็ดเหงื่ออยู่เมื่อเห็นศิษย์น้องวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด

“น้องรอง เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำหน้าเช่นนั้น”

“พี่ใหญ่ ทิ้งทุกอย่าง เราต้องไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้” เสียงกระซิบเครียดจัด มือเล็กคว้าแขนเสื้อของซ่งจือชิวและออกแรงดึง

“ไป? ไปไหน แต่เรายังไม่ได้ค่าเเรงเลยนะ...” ผู้ซื่อตรงยังคงห่วงเงินค่าแรง

“ช่างหัวเงินมันเถิดพี่ใหญ่ พรรคมารบุกมาถึงชั้นสามแล้ว หากพวกมันตรวจเจอข้า เราได้กลายเป็นศพเฝ้าหอคณิกาแน่”

ซ่งจือชิวหน้าถอดสี ทิ้งขวานผ่าฟืนลงพื้นทันที ความทรงจำอันเลวร้ายในคืนที่สำนักชิงหยางถูกสังหารหมู่ยังคงฝังใจอยู่

“เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ” ซ่งจือชิวพยักหน้าอย่างเด็ดขาด

ทั้งสองลอบปีนกำแพงหลังหอชุนเฟิงออกไปทางตรอกแคบๆ หลบหลีกสายตาของผู้คนบนถนนใหญ่ หลินซิงเยียนนำทางศิษย์พี่วิ่งลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนของเมืองหลินสุ่ย มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศตะวันตกซึ่งเป็นเส้นทางออกสู่ป่า

ทว่า... กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้มักจะโหดร้ายกับตัวประกอบเสมอ

เมื่อวิ่งมาถึงหัวมุมถนนก่อนจะถึงประตูเมือง ร่างบางก็ชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง

ปึก!

“โอ๊ย...”

หลินซิงเยียนล้มก้นกระแทกพื้น กำลังจะอ้าปากด่าคนที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง คำด่าทั้งหมดก็ถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอ

ตรงหน้าคือบุรุษรูปงามในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ ชายผู้นั้นมีรอยยิ้มละมุนละไมประดับอยู่บนใบหน้า ในมือถือพัดจีบเล่มหนึ่ง ท่าทางดูเหมือนคุณชายจากตระกูลสูงส่งที่ออกมาเดินเล่นชมเมือง

แต่สิ่งที่ทำให้คนบนพื้นวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ไม่ใช่ความหล่อเหลาของอีกฝ่าย... แต่เป็นกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่แฝงมากับรอยยิ้มนั้นต่างหาก

ในนิยายต้นฉบับ มีตัวละครเพียงไม่กี่ตัวที่สวมชุดบัณฑิตสีขาวแต่กลับมีกลิ่นอายของความตายแผ่ออกมาอย่างชัดเจน และชอบโปรยยิ้มเป็นมิตรแม้ในยามที่จะลงมือสังหารใครสักคน

‘จิ้งจอกหน้ายิ้ม’ ลู่เหวิน... มือขวาของจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ!

‘ทำไมมือขวาของพรรคมาร ถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้เล่า’ หลินซิงเยียนกรีดร้องในใจ น้ำตาตกในอย่างแท้จริง

ลู่เหวินก้มมองเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาอัปลักษณ์ที่ล้มอยู่แทบเท้าด้วยสายตาประเมิน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง

“ระวังหน่อยสิพ่อหนุ่ม วิ่งหน้าตั้งเช่นนี้ จะรีบไปที่ใดหรือ” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถาม แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่

ซ่งจือชิวที่วิ่งตามมาทันรีบก้าวเข้ามาขวางหน้าหลินซิงเยียนไว้โดยสัญชาตญาณ ประสานมือขออภัย “นายท่านโปรดอภัย น้องชายข้าน้อยตาบอดสี ซุ่มซ่ามไปชนท่านเข้า หวังว่านายท่านจะไม่ถือสาเอาความ”

ลู่เหวินเบนสายตามามองซ่งจือชิว แววตาคมกริบราวกับพิจารณาทะลุไปถึงกระดูก “อ้อ... พี่ชายรักน้องดีนี่ มีวิชาติดตัวอยู่บ้างเสียด้วย”

คนเป็นน้องตัวสั่น พยายามก้มหน้าให้ต่ำที่สุด บีบจมูกตัวเองให้กลายเป็นเสียงบี้ แสร้งทำตัวเป็นคนป่วยหนัก “คะ... แค่กๆ ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยปวดท้องหนัก กำลังจะรีบไปหาที่ปลดทุกข์ขอรับ... แค่กๆ ขออภัยนายท่านจริงๆ”

เจ้าตัวทำท่าจะดึงแขนซ่งจือชิวเดินอ้อมไปอีกทาง แต่พัดจีบในมือของลู่เหวินกลับยื่นมาขวางทางไว้เสียก่อน

จังหวะที่ล้มเมื่อครู่ ทำให้คอเสื้อชุดเสี่ยวเอ้อร์สีเทาตัวนอกที่หลวมโคร่งเลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อย เผยให้เห็นสาบเสื้อผ้าหยาบสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ด้านใน...

ลู่เหวินหรี่ตาลง ใช้ปลายพัดจีบเขี่ยคอเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์หน้าเหลืองให้เปิดออกอีกนิด รอยยิ้มบนใบหน้าของบัณฑิตชุดขาวกว้างขึ้น... เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หลินซิงเยียนรู้สึกลมหายใจขาดห้วง

“เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม...” ลู่เหวินเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยฉีกขาดแหว่งๆ ตรงชายเสื้อสีน้ำตาลที่โผล่พ้นขอบกางเกงออกมา ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบกับดวงตาของอีกฝ่าย “ดวงตาดอกท้อ... ส่วนสูงระดับอกบุรุษ... และรอยขาดที่เสื้อตัวใน ช่างบังเอิญเสียจริง เเต่เป็นบุรุษ?”

ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางสมองของหญิงสาว

จบเห่แล้ว...

ตาข่ายที่จอมมารกางไว้... บัดนี้ได้รวบตึงเข้าหากัน ปิดช่องทางหนีของนกน้อยผู้โชคร้ายอย่างสมบูรณ์แบบเสียแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 13

    นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 12

    ...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 11

    บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 10

    แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 9

    หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status