แชร์

ตอนที่ 12

ผู้เขียน: midnight bunny
last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-28 09:12:25

...

ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะ

ซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น

เงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ

“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”

“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”

คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วย

ฟิ้ว! ฉึก!

จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่ลำต้นไม้เบื้องหน้า

ซ่งจือชิวต้องเบรกฝีเท้ากะทันหันจนแทบหัวทิ่ม เขาพลิกตัวหลบลูกดอกระลอกที่สองอย่างฉิวเฉียด แต่การชะงักเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้องครักษ์เงาทั้งหกคนพุ่งลงมาปิดล้อมพวกเขาทุกทิศทาง

วงล้อมมรณะถูกสร้างขึ้น

องครักษ์เงาทั้งหกคนสวมหน้ากากเหล็กปกปิดใบหน้า มือถือดาบโค้งที่สะท้อนแสงจันทร์วาววับ พวกเขายืนนิ่งสงบไร้เสียงหอบหายใจ แผ่รังสีฆ่าฟันอันเยือกเย็นออกมากดดันจนนกในป่าแตกตื่นบินหนี

ซ่งจือชิววางหลินซิงเยียนลงไว้ด้านหลัง ชักกระบี่หักที่เก็บซ่อนไว้ตลอดหนึ่งเดือนออกมาถือไว้แน่น แม้จะรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ แต่เขาก็พร้อมจะสู้จนตัวตาย

“อาไป๋... ถอยไปซ่อนหลังต้นไม้ ถ้ามีโอกาส... วิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด อย่าหันกลับมามอง” ซ่งจือชิวกระซิบเสียงเครียด รวบรวมพลังปราณสายหยางทั้งหมดไว้ที่ตัวกระบี่จนเกิดแสงสีส้มจางๆ

“ไม่... ข้าไม่ทิ้งท่านหรอก” ร่างบางกำมือแน่น ล้วงมีดสั้นแล่เนื้อออกจากรองเท้ามายืนเคียงข้างศิษย์พี่ “เราเป็นพี่น้องกันแล้ว จะตายก็ตายด้วยกัน ข้าไม่ยอมหนีไปฝ่ายเดียวหรอก”

แม้จะหวาดกลัวจนขาสั่น แต่หลินซิงเยียนก็ตัดสินใจแล้ว หากการหนีมันเหนื่อยขนาดนี้ หากโลกนี้มันโหดร้ายขนาดนี้ นางขอสู้ตายเคียงข้างคนที่รักและปกป้องนางอย่างแท้จริงดีกว่าต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปตลอดชีวิต

องครักษ์เงาคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า ชี้ปลายดาบมาที่หลินซิงเยียน

“ยอมจำนนเสียแต่โดยดี ท่านประมุขมีคำสั่งให้เชิญตัวเจ้าไปเป็นแขก หากขัดขืน... คนที่ตายจะไม่ใช่เจ้า แต่เป็นพี่ชายของเจ้า”

คำขู่นั้นจี้จุดอ่อนของหญิงสาวเข้าอย่างจัง นางกัดฟันกรอด กำลังจะอ้าปากต่อรองเพื่อขอให้ปล่อยซ่งจือชิวไป ทว่า...

ก่อนที่ใครจะได้ลงมือขยับอาวุธ จู่ๆ บรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มันรุนแรงและเฉียบพลันราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากสรวงสวรรค์ให้ร่วงหล่นลงมาสู่ขุมนรก

อุณหภูมิในป่าลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นจนชวนสะอิดสะเอียนลอยคลุ้งปกคลุมพื้นที่ แรงกดดันมหาศาลไร้สภาพกดทับลงมาจากเบื้องบน รุนแรงเสียจนต้นไม้ใหญ่รอบๆ ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักโค่น

องครักษ์เงาทั้งหกคนที่เคยกดดันพวกเขาเมื่อครู่ บัดนี้กลับทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นอย่างพร้อมเพรียง ร่างกายของพวกเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ดาบในมือร่วงหล่นลงกับพื้น

“ทะ... ท่านประมุข” เสียงขององครักษ์เงาสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

ซ่งจือชิวเองก็ต้านทานแรงกดดันนี้ไม่ไหว เขากระอักเลือดออกมาคำโตและคุกเข่าลงข้างหนึ่งโดยใช้กระบี่หักยันพื้นไว้

มีเพียงหลินซิงเยียนคนเดียวที่ยังคงยืนอยู่ได้ แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นจนแทบหมดแรง แต่น่าประหลาดที่แรงกดดันมหาศาลนั้น กลับจงใจเว้นระยะห่างจากตัวนาง ราวกับมีปราการที่มองไม่เห็นคอยปกป้องไว้ไม่ให้ได้รับอันตราย

ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากเงามืดหลังพุ่มไม้ ทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามาใกล้ ราวกับเหยียบย่ำลงบนหัวใจของหลินซิงเยียน

และแล้ว... ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำขลิบทองก็ปรากฏตัวขึ้นใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติราวกับสวรรค์สลักเสลา ทว่ากลับแฝงความดุดันและเย่อหยิ่งอย่างราชันย์มาร

นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มืดมิดยิ่งกว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนจ้องมองตรงมายังหลินซิงเยียน... จ้องมองอย่างลึกซึ้ง หิวกระหาย และเต็มไปด้วยความยึดติดที่แทบจะกลืนกินวิญญาณ

‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’

จอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ ผู้ซึ่งในนิยายต้นฉบับจะปรากฏตัวในช่วงกลางเรื่องเพื่อบดขยี้ฝ่ายธรรมะ บัดนี้... เขามายืนอยู่ตรงหน้าตัวประกอบปลายแถวอย่างหลินซิงเยียนแล้ว ด้วยตัวของเขาเอง

หลินซิงเยียนตัวชาวาบ รู้สึกเหมือนเป็นหนูตัวเล็กๆ ที่ถูกพญางูจงอางจ้องมอง จะหนีก็ไม่ได้ จะสู้ก็ไม่รอด นางพยายามบีบเสียง แกล้งทำตัวเป็นเสี่ยวเอ้อร์หน้าบากที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

“นะ... นายท่าน ท่านคือผู้ใดขอรับ ข้าน้อยเป็นแค่เสี่ยวเอ้อร์... ข้าน้อยไม่ได้ทำอะไรผิด...โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยกับพี่ชายด้วยเถอะ”

เยี่ยนอู๋จิ่วไม่ตอบคำถาม เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาทีละก้าว

ซ่งจือชิวพยายามจะลุกขึ้นขวาง แต่เพียงแค่ประมุขมารปรายตามอง พลังปราณที่มองไม่เห็นก็กระแทกซ่งจือชิวจนปลิวไปชนต้นไม้ สลบเหมือดไปในทันที

“พี่ใหญ่!”

หลินซิงเยียนตื่นตระหนก กำลังจะวิ่งไปดูอาการ แต่แขนเสื้อกลับถูกมือแกร่งของใครบางคนคว้าเอาไว้เสียก่อน

แรงดึงนั้นไม่หนักหน่วง แต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้

ร่างบางถูกดึงจนถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งดั่งกำแพงศิลา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกอิงฮวาผสมกับกลิ่นคาวเลือดอันคุ้นเคย ลอยมากระทบจมูก

เยี่ยนอู๋จิ่วก้มลงมองใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยคราบสีเหลืองและไฝอัปลักษณ์ของคนในอ้อมแขน นัยน์ตาสีรัตติกาลไม่มีความรังเกียจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย เขายกมือข้างหนึ่งขึ้น ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบสัมผัสลงบนพวงแก้ม

นิ้วโป้งแกร่งค่อยๆ ออกแรงถูลงบนมุมปากที่มีไฝเม็ดใหญ่ติดอยู่... คราบสีหลุดลอกออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง ตามมาด้วยการเช็ดคราบสีเหลืองบริเวณหางตา เผยให้เห็นดวงตาดอกท้อที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

หลินซิงเยียนตัวสั่นสะท้านเป็นลูกนกตกน้ำ เงยหน้าสบตากับบุรุษที่อันตรายที่สุดในยุทธภพ ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดสิ่งใดไม่ออก

เยี่ยนอู๋จิ่วยกยิ้ม... เป็นรอยยิ้มแรกนับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นประมุขพรรคมาร รอยยิ้มที่งดงามจนทำให้ดวงจันทร์บนฟ้าต้องหม่นหมอง แต่ก็ทำให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกดำ

“หน้าตางดงามปานนี้... เหตุใดจึงต้องทำร้ายตัวเองให้ดูอัปลักษณ์ด้วยเล่า”

น้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า และเต็มไปด้วยความหลงใหลดังขึ้นข้างหูหลินซิงเยียน ประมุขมารโอบรัดเอวบางของคนตรงหน้าไว้แน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายกลายเป็นหมอกควัน

“ข้าตามหาเจ้าแทบพลิกแผ่นดิน... ในที่สุด นกน้อยของข้า ก็บินกลับมาเข้ากรงจนได้”

เยี่ยนอู๋จิ่วก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากที่สั่นเทา “คราวนี้... ต่อให้เจ้าอ้อนวอนขอร้อง หรือร้องไห้จนสายตัวแทบขาด... ข้าก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าหนีไปไหนอีกแล้ว... หลินซิงเยียน”

ชื่อเดิมที่หลุดออกมาจากปากประมุขมาร ทำให้สติเส้นสุดท้ายของนางขาดผึง...

‘มันรู้ชื่อข้าด้วย... จบแล้ว ชีวิตตัวประกอบของข้า อวสานอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว’

นั่นคือความคิดสุดท้ายของหลินซิงเยียน ก่อนที่ความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้าสะสม จะทำให้นางตาเหลือกและเป็นลมสลบคาอกของจอมมารคลั่งรักไปในทันที

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 13

    นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 12

    ...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 11

    บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 10

    แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 9

    หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status