Share

ตอนที่ 13

last update publish date: 2026-08-31 10:02:04

นุ่ม...

นุ่มเหลือเกิน...

นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ

หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศ

มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’

ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21

ทว่า...

มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!

พรึ่บ!

หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันที

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะปกติก็แทบจะหยุดทำงานไปเสียดื้อๆ

ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรมาร กำลังนอนตะแคงข้าง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ จ้องมองมาด้วยแววตาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

เรือนผมสีดำสนิทของอีกฝ่ายสยายแผ่ไปบนหมอนใบเดียวกัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองใกล้กันเพียงแค่คืบ จนสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดปลายจมูก

“ตื่นแล้วหรือ... นกน้อยของข้า”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยทักทาย รอยยิ้มมุมปากที่ดูอันตรายแต่กลับงดงามจนแทบลืมหายใจถูกส่งมาให้

“อ๊ากกกก!”

หญิงสาวหวีดร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด รีบตะเกียกตะกายถอยร่นไปจนชิดหัวเตียง ดึงผ้าห่มไหมขึ้นมาคลุมมิดชิดจนถึงคอราวกับสาวน้อยที่ถูกลวนลาม ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างมองคนบนเตียงด้วยความหวาดผวา

‘ไม่ได้ฝัน! ไม่ได้กลับโลกเดิม! ไอ้จอมมารโรคจิตนี่มันจับข้ามาจริงๆ ด้วย! แล้วทำไมต้องมานอนเตียงเดียวกันด้วยเล่า!’

เยี่ยนอู๋จิ่วไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองกับเสียงกรีดร้องนั้น เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เสื้อคลุมผ้าไหมสีดำตัวหลวมโพรกของเขาแหวกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่สมบูรณ์แบบ ซ้ำยังมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่เกิดจากการต่อสู้ในอดีต ซึ่งยิ่งขับเน้นให้เขาดูดิบเถื่อนและอันตรายมากขึ้นไปอีก

ร่างบางกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง นี่คือห้องนอนที่กว้างขวางและหรูหราที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต เสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรทมิฬ เครื่องเรือนทำจากไม้จันทน์หอมประดับหยก พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม และที่มุมห้องมีกระถางกำยานทองเหลืองที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น

“ที่นี่... ที่ไหน” หลินซิงเยียนพยายามเค้นเสียงถาม แม้จะสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

“ตำหนัก ‘เยี่ยนจิน’ (นกนางแอ่นทองคำ) บนยอดเขาหมื่นมาร... ศูนย์กลางของพรรคมาร” เยี่ยนอู๋จิ่วตอบเรียบๆ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้

คำตอบนั้นทำเอาคนฟังหน้าซีดเผือด ยอดเขาหมื่นมาร! ที่นี่คือรังโจร! คือศูนย์บัญชาการหลักของจอมวายร้ายที่ในนิยายบรรยายไว้ว่าเต็มไปด้วยกระดูกขาวโพลนและแอ่งเลือด นี่ข้าถูกจับหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลจากแดนใต้กลับมายังจงหยวนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

“ทะ... ท่านจับข้ามาทำไม ข้าน้อยเป็นแค่เสี่ยวเอ้อร์กระจอกๆ... ข้าน้อยไม่เคยทำความแค้นอะไรกับท่านประมุขเลยนะเจ้าคะ! ปล่อยข้าน้อยไปเถิด!”

เจ้าตัวพยายามงัดไม้ตายแกล้งโง่ขึ้นมาใช้อีกครั้ง แม้จะรู้ว่าเปอร์เซ็นต์รอดแทบจะเป็นศูนย์

เยี่ยนอู๋จิ่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาขบขันเจือปนความเอ็นดูพาดผ่านนัยน์ตาสีรัตติกาล เขายื่นมือออกไปหาคนตรงหน้า

หลินซิงเยียนสะดุ้งสุดตัวและพยายามจะเบี่ยงหลบ แต่มือแกร่งนั้นกลับรวดเร็วกว่า ปลายนิ้วเย็นเฉียบเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตากันตรงๆ

“ยังจะแสร้งทำเป็นจำไม่ได้อยู่อีกหรือ หลินซิงเยียน”

เยี่ยนอู๋จิ่วเอ่ยชื่อนั้นออกมาช้าๆ ชัดๆ “ในคืนที่ฝนตกหนัก ณ ป่าทิศตะวันตกเชิงเขาชิงหยาง... เจ้าช่วยชีวิตบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังจะตาย เจ้ายอมแบ่งน้ำดื่มหยดสุดท้ายให้เขา และฉีกชายเสื้อของตัวเองเพื่อพันแผลให้เขา... ความเมตตานั้น เจ้าลืมมันไปแล้วงั้นหรือ”

คนถูกถามกลืนน้ำลายฝืดคอ ‘ก็เพราะจำได้ไงเล่า ถึงได้หนีหัวซุกหัวซุนอยู่นี่ไง!’

“ขะ... ข้าน้อยจำไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ อาจจะเป็นคนหน้าเหมือน! โลกนี้มีคนหน้าตาแบบข้าน้อยตั้งมากมาย!” หลินซิงเยียนยังคงปากแข็ง แถจนสีข้างถลอก

“หน้าเหมือน?” เยี่ยนอู๋จิ่วแค่นยิ้ม เขาปล่อยมือจากคางเรียว แล้วล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของตนเอง หยิบเอา ‘เศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆ’ ที่มีคราบเลือดแห้งกรังออกมา

“เศษผ้าชิ้นนี้ ข้าเก็บรักษามันไว้แนบกายตลอดเวลา กลิ่นกายของเจ้าที่หลงเหลืออยู่ รอยฉีกขาดที่ข้าจดจำมันได้ฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ”

ประมุขมารขยับตัวเข้ามาประชิดจนเข่าชนกัน เขาก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของดรุณีน้อย “ต่อให้เจ้าจะลอกคราบ เปลี่ยนชื่อ ปลอมเป็นบุรุษ หรือแต่งหน้าให้กลายเป็นผีสางอัปลักษณ์ ข้าก็ไม่มีทางจำเจ้าผิด... แสงสว่างของข้า”

สรรพนามคำว่า ‘แสงสว่างของข้า’ ทำเอาหลินซิงเยียนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขนอ่อนลุกพรึบพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

บ้าไปแล้ว! จอมมารอันดับหนึ่งผู้นี้บ้าไปแล้วจริงๆ! นี่ไม่ใช่การจับมาทรมานเพื่อรีดไถความลับ หรือจับมาฆ่าปิดปากแบบที่ข้าคิดไว้ตอนแรก แต่นี่มันคือการ ‘คลั่งรัก’ แบบโรคจิตชัดๆ! ตัวละครที่ควรจะโหดเหี้ยมไร้หัวใจ ทำไมถึงกลายมาเป็นคนยึดติดกับตัวประกอบปลายแถวอย่างข้าไปได้!

“ทะ... ท่านประมุขเข้าใจผิดแล้ว!” หลินซิงเยียนละล่ำละลัก รวบรวมความกล้าเพื่อเจรจา “ข้าน้อยยอมรับก็ได้ว่าข้าน้อยเป็นคนช่วยท่านในคืนนั้น แต่... แต่ข้าน้อยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น! ข้าน้อยแค่บังเอิญเดินผ่านมา ท่านไม่ต้องตอบแทนข้าน้อยหรอกเจ้าค่ะ ปล่อยข้าน้อยกลับไปใช้ชีวิตชาวบ้านธรรมดาๆ เถิด ข้าน้อยสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร!”

“ตอบแทน?” เยี่ยนอู๋จิ่วทวนคำ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความดุดันและมืดมนในชั่วพริบตา “เจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าทำ คือการ ตอบแทนบุญคุณเช่นนั้นหรือ”

มือแกร่งตะปบเข้าที่รอบเอวบาง แล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ร่างของหลินซิงเยียนก็ถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอีกครั้ง คราวนี้เจ้าตัวถูกกักขังไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนาจนขยับหนีไปไหนไม่ได้

“ข้าไม่ได้ต้องการตอบแทนบุญคุณ” น้ำเสียงของเยี่ยนอู๋จิ่วเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด

“ข้าต้องการเจ้าต่างหาก”

หลินซิงเยียนเบิกตากว้าง หายใจแทบไม่ออกกับแรงรัดที่เอว “ขะ... ข้าเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ไร้ค่านะ ท่านประมุข! ข้าไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านหรอก ยุทธภพนี้มีหญิงงามมากมายที่พร้อมจะพลีกายให้ท่าน ทำไมต้องมาสนใจตัวประกอบ... เอ้ย! คนธรรมดาอย่างข้าด้วย!”

“หญิงงามพวกนั้น น่าสะอิดสะเอียน” เยี่ยนอู๋จิ่วตอบอย่างไร้เยื่อใย “พวกมันเข้าหาข้าเพราะความหวาดกลัว หรือไม่ก็เพราะอำนาจ มีเพียงเจ้า... ที่มองข้าด้วยสายตาของมนุษย์คนหนึ่ง ในตอนที่ข้าไม่มีสิ่งใดเลย เจ้าคือคนเดียวที่ก้มลงมาหาข้า”

นิ้วเรียวของประมุขมารลูบไล้ไปตามเส้นผมที่ยุ่งเหยิงอย่างทะนุถนอม ขัดกับแววตาที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง

“ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้ หลินซิงเยียน... เจ้าคือสิ่งเดียวในโลกนี้ที่ข้าอนุญาตให้มีอิทธิพลต่อข้า เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่ อยู่ข้างกายข้าตลอดไป... ในกรงทองที่ข้าสร้างไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”

คนในอ้อมกอดหน้ามืดวิงเวียน อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา นี่มันพล็อตเรื่องบ้าบออะไรกัน ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบนึกว่าจะได้หนีไปปลูกผักชิลๆ ดันต้องมาตกเป็น ‘ภรรยาจำยอม’ (หรือสัตว์เลี้ยง?) ของมัจจุราชแห่งพรรคมารเสียอย่างนั้น!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 13

    นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 12

    ...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 11

    บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 10

    แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 9

    หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status