LOGINหอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ย
ที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้
ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว
“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”
น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสอง
และเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลียดผู้นี้ ก็คือ หลินซิงเยียน สตรีที่ยอมปลอมตัวเป็นชายเพื่อใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ใต้จมูกของทุกคนนั่นเอง
‘เฮ้อ... ปวดหลังโว้ย ทำไมงานบริการในยุคโบราณถึงได้เหนื่อยสายตัวแทบขาดขนาดนี้’
หลินซิงเยียนลอบนวดเอวตัวเองเบาๆ ระหว่างที่เดินกลับมาโต๊ะเตรียมอาหารหลังร้าน การต้องเดินแบกไหสุราหนักๆ วันละสิบกว่าชั่วยามไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เมื่อเทียบกับการต้องวิ่งหนีคมดาบหรือถูกจอมมารโรคจิตตามล่าแล้ว... งานนี้ถือเป็นสวรรค์อย่างแท้จริง
สายตาทอดมองข้ามไปที่หลังร้าน บริเวณลานขนฟืน ชายหนุ่มร่างกำยำในชุดผ้าหยาบกำลังยกถังน้ำและผ่าฟืนอย่างเงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น นั่นคือซ่งจือชิว ที่นางฝากฝังให้ทำงานเป็นแรงงานอยู่ด้านหลัง
สาเหตุที่ไม่ให้ซ่งจือชิวออกมาเสิร์ฟอาหารด้านนอก เป็นเพราะอดีตศิษย์สายในผู้นี้มีบุคลิกของคนดีศรีสวรรค์ฝังรากลึกเกินไป หากมีชาวยุทธภพมากินเหล้าแล้วหาเรื่อง ซ่งจือชิวคงทนไม่ได้และเผลอใช้วิชายุทธ์ออกมาช่วยคนแน่
ดังนั้น หลินซิงเยียนจึงรับหน้าที่ออกหน้าเองทั้งหมด เพราะนางมั่นใจในทักษะหน้าหนาและไหลลื่นของตนเองที่สุด
“เจ้ามู่ไป๋! มัวยืนอู้ทำไมอยู่ตรงนั้น แขกห้องเต๋ออี้ชั้นสองสั่งสุรากุ้ยฮวาหมักสิบปี รีบยกขึ้นไปเดี๋ยวนี้” เสียงตวาดของหลงจู๊ ดังขึ้นพร้อมกับผ้าเช็ดโต๊ะที่ลอยมาปะทะไหล่
“รับทราบขอรับเถ้าแก่ ข้าน้อยจะโบยบินไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์หน้าเหลืองรับคำอย่างประจบประแจง รีบคว้าถาดสุราเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที
ตลอดครึ่งเดือนที่ทำงานที่นี่ หญิงสาวค้นพบว่าหอชุนเฟิงเป็นศูนย์รวมข่าวสารชั้นยอดเยี่ยม ชาวยุทธภพที่เมามายมักจะปากโป้ง และนั่นทำให้นางสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคมารและสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องออกไปเสี่ยงตายที่ไหน
‘ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด... ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ’ ริมฝีปากที่แต้มไฝดำลอบยิ้มกริ่ม
แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงฉับพลัน เมื่อเดินผ่านหน้าห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสอง และได้ยินบทสนทนาที่ลอดออกมาจากช่องประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อย
“สายข่าวรายงานว่า องครักษ์เงาของพรรคมารได้ขยายพื้นที่ค้นหาลงมาถึงแดนใต้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ถึงแดนใต้แล้วรึ เป็นไปได้อย่างไร ข้าคิดว่าพวกมันจะค้นหาแค่ในเขตจงหยวนเสียอีก” อีกเสียงหนึ่งตอบรับ “ประมุขมารเยี่ยนอู๋จิ่วผู้นี้คลุ้มคลั่งไปแล้วจริงๆ เพียงเพื่อตามหาคนผู้เดียว ถึงกับส่งยอดฝีมือนับร้อยมากระจายกำลังทั่วแผ่นดิน ยุทธภพเราคงไม่ได้สงบสุขแน่”
หลินซิงเยียนที่กำลังยกถาดสุราหยุดชะงัก ฝีเท้าที่เคยก้าวอย่างมั่นคงเริ่มสั่นสะท้าน
‘มาถึงแดนใต้แล้วเชียวหรือ พวกมันใช้ระบบดาวเทียมจีพีเอสหรืออย่างไร ทำไมถึงตามหากันเร็วขนาดนี้’
นางแทบจะสบถออกมา แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางจากจงหยวนมาแดนใต้ต้องใช้เวลานับเดือน แต่องครักษ์เงากลับลงมาถึงที่นี่ในเวลาไล่เลี่ยกัน นี่แปลว่าพวกมันใช้ม้าเร็วและกระจายกำลังแบบปูพรมทุกตารางนิ้ว
“ข้าได้ยินมาว่า...” เสียงกระซิบจากในห้องดังขึ้นอีก คนแอบฟังกลั้นหายใจ เอาหูแนบกับบานประตู “ตอนนี้พวกมันมี ‘ของดูต่างหน้า’ เป็นเศษผ้าชิ้นหนึ่ง หากพบสตรีหรือผู้ใดที่น่าสงสัย พวกมันจะบังคับให้ถอดเสื้อคลุมเพื่อเทียบรอยขาดของเสื้อตัวใน แถมยังเน้นย้ำเรื่องดวงตาดอกท้อกับส่วนสูงระดับอกบุรุษ ช่างบ้าบอเสียนี่กระไร”
เพล้ง!
ความตกใจทำให้คนแอบฟังเผลอขยับตัวแรงจนถ้วยกระเบื้องบนถาดกระทบกันเสียงดัง
“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ!” เสียงตวาดจากในห้องดังลั่น ตามมาด้วยเสียงชักกระบี่ออกจากฝัก
หลินซิงเยียนสะดุ้งสุดตัว สมองประมวลผลด้วยความเร็วแสง รีบก้มตัวลง แกล้งทำหน้าตื่นตระหนกและผลักประตูเข้าไปทันที
“ขะ... ข้าน้อยเองขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเสี่ยวเอ้อร์ นำสุรากุ้ยฮวามาส่งตามที่สั่งขอรับ เมื่อครู่ข้าน้อยสะดุดประตู ถ้วยเลยกระทบกัน ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยสมควรตาย”
ร่างบางคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะประหลกๆ ท่ามกลางสายตาของจอมยุทธ์สี่ห้าคนที่นั่งหน้าเครียดอยู่ในห้อง
เมื่อเห็นใบหน้าที่เหลืองซีดประดับด้วยไฝเม็ดใหญ่ และท่าทางขี้ขลาดตาขาวราวกับหนูท่อของเสี่ยวเอ้อร์ จอมยุทธ์เหล่านั้นก็ถอนหายใจและเก็บกระบี่ลง
“ชิ เป็นแค่เด็กร้านเหล้าหรอกรึ ทำให้ตกใจหมด นึกว่าหูตาของพรรคมารตามมาถึงนี่แล้ว วางสุราลงแล้วไสหัวไปซะ”
“ขะ... ขอรับนายท่าน ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตา”
มือเรียวรีบวางไหสุราลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าก้มตาเดินถอยหลังออกจากห้องแล้วปิดประตูให้อย่างเบามือที่สุด ทันทีที่พ้นระยะสายตา ก็ยกมือขึ้นทาบอก หอบหายใจฮักๆ ราวกับเพิ่งวิ่งหนีเสือ
‘เศษผ้า... ไอ้คนเนรคุณนั่นมันเก็บเศษผ้าที่ข้าฉีกทำแผลเอาไว้งั้นรึ ไอ้โรคจิต ไอ้สโตล์กเกอร์โรคจิต!’
หญิงสาวด่าทอเยี่ยนอู๋จิ่วในใจอย่างสาดเสียเทเสีย ไม่คิดเลยว่าความใจดีเพียงชั่ววูบจะกลายมาเป็นบ่วงรัดคอตัวเองได้แน่นหนาขนาดนี้ หากรู้ว่าการช่วยคนจะนำพาความวิบัติมาสู่ชีวิต ข้าคงเลือกที่จะเตะเจ้าชุดดำนั่นตกเหวไปตั้งแต่แรกแล้ว
ร่างในชุดเด็กรับใช้เดินกลับลงมาที่ชั้นล่างด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เริ่มคิดแล้วว่า หรือบางทีเมืองหลินสุ่ยอาจจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ควรจะชวนศิษย์พี่หนีเข้าป่าลึก ไปเป็นชาวป่าชาวดอย ปลูกผักเลี้ยงปลา ตัดขาดจากโลกภายนอกไปเลยดีหรือไม่
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...







