LOGIN...
ในห้วงแห่งความมืดมิดอันหนาวเหน็บและสิ้นหวัง...
‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’ ประมุขแห่งยอดเขาหมื่นมาร คิดว่าคืนนี้คงเป็นวาระสุดท้ายของเขาแล้ว
ผู้ที่ชาวยุทธภพต่างหวาดกลัวและขนานนามว่าเป็นปีศาจร้ายกระหายเลือด กลับต้องมาพลาดท่าเสียทีให้กับแผนการสกปรก เขาถูกคนที่ไว้ใจลอบวางยาพิษ ‘สลายลมปราณ’ ลงในสุรา จากนั้นจึงเปิดทางให้กองกำลังของฝ่ายธรรมะที่ซุ่มซ่อนอยู่นับร้อยคนล้อมปราบเขาในหุบเขาไร้เสียง
ใครกัน..หากเขาฟื้นคืนกลับไปได้ คนผู้นั้นจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมานใต้ฝ่าเท้าของเขาแน่
แม้เขาจะระเบิดพลังฝ่าวงล้อมออกมาได้ สังหารศัตรูและฉีกร่างพวกมดปลวกฝ่ายธรรมะไปกว่าครึ่ง แต่ร่างกายก็บอบช้ำเกินเยียวยา พิษร้ายแทรกซึมเข้าสู่จุดตันเถียน ลมปราณแตกซ่าน เขาโซเซหนีมาจนถึงป่าลึกแห่งนี้ก่อนที่สติจะดับวูบลง
เขาเกลียดชังมนุษย์ เกลียดความหน้าไหว้หลังหลอก เกลียดพวกสวะที่ปากบอกว่ามีคุณธรรมแต่กลับร่วมมือกับคนทรยศเพื่อลอบกัดอย่างขี้ขลาด เขาไม่กลัวความตาย แต่ในใจลึกๆ กลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความอาฆาตแค้นที่รอวันชำระ!
ทว่าในขณะที่วิญญาณกำลังจะจมดิ่งลงสู่ขุมนรก...
เขากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่ชะโลมลงบนบาดแผล ความเจ็บปวดที่แผดเผาคล้ายจะบรรเทาลง
เยี่ยนอู๋จิ่วพยายามรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อเปิดเปลือกตาขึ้น สิ่งที่เขาเห็นคือแสงจันทร์สลัวๆ ที่ส่องลอดแมกไม้ลงมา กระทบกับใบหน้าของใครคนหนึ่งที่กำลังโน้มตัวอยู่เหนือร่างของเขา
มันเป็นภาพที่พร่าเลือน แต่เขากลับมองเห็นดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจน... ดวงตาดอกท้อที่ใสกระจ่าง ไร้ซึ่งรังสีฆ่าฟัน ไร้ซึ่งความโลภโมโทสัน มีเพียงความหวาดกลัวที่ปิดบังความห่วงใยเอาไว้ไม่มิด
‘อย่าตายนะเว้ยพี่ชาย ข้าอุตส่าห์แบ่งน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดมาล้างแผลให้ท่านเลยนะ... ถ้าท่านรอดไปได้ ก็ถือว่าฟ้ายังเมตตาท่านละกัน’
เสียงพึมพำนั้นแหบพร่าและติดจะสั่นกลัว แต่ในโสตประสาทของเยี่ยนอู๋จิ่ว มันกลับเป็นเสียงที่ไพเราะและกังวานที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาตลอดชีวิตอันเปื้อนเลือด
มือที่หยาบกร้านแต่กลับให้สัมผัสที่อบอุ่นอย่างประหลาด ค่อยๆ ประคองศีรษะของเขาขึ้น สัมผัสได้ถึงขอบกระบอกไม้ไผ่ที่จ่อเข้ากับริมฝีปาก
"เอ้า ดื่มน้ำสักหน่อยนะ เลือดออกขนาดนี้เดี๋ยวก็ช็อกหรอก... เอ่อ ข้าหมายถึงเดี๋ยวร่างกายจะทนไม่ไหวเอา"
น้ำเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก เยี่ยนอู๋จิ่วกลืนมันลงไปอย่างตะกละตะกลาม ราวกับว่ามันคือน้ำหยาดอมฤตจากสวรรค์ น้ำหยดหนึ่งไหลย้อยลงมาตามมุมปาก ดรุณีแปลกหน้าคนนั้นใช้แขนเสื้อที่ขาดวิ่นของตนเองเช็ดมันออกให้อย่างเบามือ
‘คนผู้นี้... เป็นใครกัน?’ เยี่ยนอู๋จิ่วตั้งคำถามในจิตใต้สำนึก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีแต่คนอยากฆ่าเขา มีแต่คนหวังผลประโยชน์และแทงข้างหลังเขา ไม่มีใครเคยก้มลงมาเช็ดเลือดและป้อนน้ำให้เขา ในยามที่เขาอ่อนแอและไร้ค่าที่สุดเช่นนี้
"เอาล่ะ แผลหยุดเลือดแล้ว"
เสียงของคนตรงหน้าดึงสติของเขากลับมา เยี่ยนอู๋จิ่วเห็นเงาร่างบางนั้นขยับตัวออกห่าง เขาสัมผัสได้ว่ามีหมั่นโถวเนื้อแข็งๆ ลูกหนึ่งถูกยัดใส่มือของเขาไว้ พร้อมกับกระบอกน้ำที่ยังเหลือน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง
"พี่ชาย ข้าช่วยท่านได้แค่นี้จริงๆ ข้าเองก็กำลังหนีตายอยู่เหมือนกัน ขืนอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ พวกเราได้กลายเป็นผีเฝ้าป่าทั้งคู่แน่" หลินซิงเยียนถอนหายใจยาว เจ้าตัวลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินตามชายเสื้อ
"ถ้าท่านรอดไปได้... ก็ไม่ต้องตามหาข้าหรอกนะ ถือว่าเราหายกัน ไม่ติดค้างบุญคุณอะไรกันทั้งนั้น ข้าแค่อยากไปใช้ชีวิตสงบๆ ขอให้ท่านโชคดีนะ"
พูดจบ หลินซิงเยียนก็หมุนตัว หันหลังวิ่งกะเผลกๆ หายลับเข้าไปในเงามืดของป่าทึบอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าชายเจ็บจะลุกขึ้นมาเกาะขาตนไว้
"เดี๋ยว..."
เยี่ยนอู๋จิ่วเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ แต่คนผู้นั้นวิ่งไปไกลจนไม่ได้ยินเสียแล้ว
ประมุขพรรคมารพยายามยกมือขึ้นไขว่คว้าเงาแผ่นหลังที่กำลังกลืนหายไปในความมืด ปลายนิ้วของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศธาตุ และเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆ ที่อีกฝ่ายฉีกทิ้งไว้ตอนทำแผล เขากำเศษผ้านั้นไว้ในมือแน่น... แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซิบ
ในใจของบุรุษผู้เย็นชาและโหดเหี้ยมที่สุดในยุทธภพ บัดนี้กลับมีเปลวไฟสายหนึ่งถูกจุดประกายขึ้น! มันไม่ใช่ไฟแห่งความแค้น แต่มันคือความปรารถนาอันบ้าคลั่ง... แรงกล้าจนแทบจะแผดเผาจิตวิญญาณ
‘ไม่ต้องตามหางั้นหรือ?... เจ้าคิดว่าเจ้าเพิ่งช่วยชีวิตใครเอาไว้กัน’
เยี่ยนอู๋จิ่วหลับตาลง มุมปากที่เปื้อนเลือดกระตุกยิ้มขึ้นมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูทั้งงดงามและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
‘หนีไปให้ไกลเถอะ... เพราะเมื่อใดที่ข้าฟื้นฟูพลังกลับมาได้ และบดขยี้ไอ้คนทรยศจนแหลกคามือแล้ว... ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว หรือซ่อนตัวอยู่ในนรกภูมิ ข้าก็จะพลิกแผ่นดินหาเจ้าให้พบ!’
และเมื่อหาพบ... เขาจะกักขังแสงสว่างดวงนี้ไว้ข้างกาย และไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปอีกตราบนานเท่านาน
...
ในขณะเดียวกัน หลินซิงเยียนที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาจนถึงรุ่งสาง ก็จามออกมาเสียงดัง
"ฮัดชิ่ว! ใครนินทาวะ... หรือว่าจะเป็นหวัด?"
หญิงสาวลูบจมูกตัวเองปอยๆ ทรุดตัวลงนั่งพักใต้ต้นไม้เมื่อเห็นแสงแรกของวันสาดส่องลงมา เจ้าตัวถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็พ้นจากเขตภูเขาชิงหยาง และรอดพ้นจากคืนนองเลือดมาได้สำเร็จ
มือเรียวยกขึ้นตบถุงเงินอีแปะที่เอวเบาๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง
"เอาล่ะ ชีวิตใหม่ของตัวประกอบหลินซิงเยียน เริ่มต้นขึ้นแล้ว! ไปหาเมืองเล็กๆ สงบๆ เปิดร้านขายซาลาเปาสักร้านดีกว่า ห่างไกลจากพวกตัวหลัก ห่างไกลจากเรื่องชวนปวดหัว... แค่คิดก็มีความสุขแล้ว"
หญิงสาวผู้มองโลกในแง่ดี หารู้ไม่เลยว่า...
การกระทำอันเกิดจากความเมตตาชั่ววูบ ได้ไปผูกมัด มหันตภัยสะเทือนยุทธภพ เอาไว้กับตัวอย่างแน่นหนาเสียแล้ว
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...







