LOGINสองชั่วยามต่อมา ณ อารามร้างกลางป่าอันห่างไกล
หลินซิงเยียนทิ้งตัวลงนั่งหอบหายใจพิงเสาไม้ที่ผุพัง หลังจากทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่มีชุดผ้าหยาบของชาวบ้านเผื่อไว้ในห่อผ้า จึงจัดการเผาชุดศิษย์สายในสีฟ้าอ่อนทิ้งไปเพื่อทำลายหลักฐานจนไม่เหลือซาก
ตอนนี้ซ่งจือชิวนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและพิษไข้ ลมหายใจแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอขึ้นมาก
ร่างบางมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับพลางถอนหายใจยาว
“เธอทำลิขิตสวรรค์บิดเบี้ยวไปหมดแล้วซิงเยียน...” เจ้าตัวพึมพำกับตัวเอง
ในนิยายต้นฉบับ ซ่งจือชิวต้องตาย! ตายตั้งแต่บทที่สิบสอง! แต่ตอนนี้ คนที่ควรจะเป็นศพกลับนอนหายใจอยู่ตรงหน้า การที่อีกฝ่ายรอดชีวิตมาได้ หมายความว่าระลอกคลื่นแห่งโชคชะตาได้ถูกสลัดกวนแล้ว การกระทำเล็กๆ ได้เปลี่ยนแปลงเส้นเรื่องไปอย่างถาวร
แล้วไหนจะความลับเรื่องเมื่อคืนอีก... ชายชุดดำแปลกหน้าที่บาดเจ็บสาหัสและแผ่กลิ่นอายมารผู้นั้น
ตอนนี้เริ่มใจคอไม่ดีเมื่อนึกย้อนกลับไป ชายคนนั้นมีบาดแผลจากการต่อสู้ รัศมีกดดันราวกับพญามัจจุราช... หรือว่า... จะเกี่ยวข้องกับคนที่มาฆ่าล้างสำนักชิงหยาง? หรืออาจจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตของพรรคมารที่โดนลอบกัดเสียเอง?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด
“ช่างเถอะ คิดไปก็ปวดสมองเปล่าๆ” ส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน “คนก็ช่วยมาแล้ว จะทิ้งก็ทิ้งไม่ลง”
ดรุณีมองซ่งจือชิวด้วยสายตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย ในโลกที่โหดร้ายและป่าเถื่อนใบนี้ ซ่งจือชิวคือคนเดียวที่ปฏิบัติด้วยอย่างมนุษย์คนหนึ่ง คนเดียวที่คอยช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งของให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ถ้าเป็นคนทะลุมิติสายเลือดเย็น คงทิ้งไว้นี่แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้ว
“แต่ขอโทษทีวะ ฉันมันดันเป็นคนยุคปัจจุบันที่ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่นิดหน่อย” ยิ้มเยาะตัวเอง “แผนการใช้ชีวิตสงบๆ คนเดียวคงต้องพับเก็บไปก่อน ตอนนี้ต้องพาศิษย์พี่หนีไปด้วยกันนี่แหละ”
ขณะที่กำลังนั่งวางแผนอนาคตในหัว ซ่งจือชิวก็ขยับตัวและค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตายังคงมีความโศกเศร้าเจือปนอยู่ แต่ก็ดูมีสติมากกว่าตอนแรก
“อาเยียน...” เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียก
หลินซิงเยียนรีบขยับเข้าไปใกล้ ยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้ “จิบน้ำก่อนศิษย์พี่ ท่านเสียเลือดไปมาก”
ซ่งจือชิวรับน้ำไปดื่มเล็กน้อย ก่อนจะมองหน้าด้วยสายตาซับซ้อน “เจ้า... รู้ล่วงหน้าใช่หรือไม่? เรื่องที่สำนักจะถูกจู่โจม... นิมิตฝันที่เจ้าบอกข้า มันไม่ใช่แค่ฝันใช่ไหม”
หลินซิงเยียนชะงักไปครู่หนึ่ง เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องถูกถามคำถามนี้ ไม่สามารถบอกความจริงเรื่องทะลุมิติได้ จึงต้องใช้ข้ออ้างเดิมให้เนียนที่สุด
“ข้าบอกท่านแล้ว ว่าข้าฝันเห็นปรมาจารย์มาเตือนภัย” ตีหน้าขรึม “ท่านอาจจะไม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่ข้าเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง ถึงเลือกที่จะหนีลงเขามา และข้าก็ดีใจ... ที่ท่านยอมเชื่อคำเตือนในวินาทีสุดท้าย”
ซ่งจือชิวหลุบตาลงต่ำ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังมือ “ถ้าข้าเตือนท่านอาจารย์ให้เร็วกว่านี้... ถ้าข้ามีวรยุทธ์ที่เข้มแข็งพอจะยืนหยัดต่อสู้... บางที...”
“ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ สำหรับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ศิษย์พี่” น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “คนที่ฆ่าล้างสำนักเราคือยอดฝีมือระดับสูงแห่งพรรคมาร ต่อให้ท่านกับข้าอยู่สู้ ก็แค่เพิ่มเศษเนื้อไปอีกสองก้อนเท่านั้น การที่ท่านรอดมาได้ คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ต้องการที่สุดแล้ว อย่าทำให้ความเสียสละต้องสูญเปล่าสิ”
คำพูดตรงไปตรงมาเหมือนน้ำเย็นที่สาดเรียกสติ ซ่งจือชิวเงยหน้ามองศิษย์น้อง วันนี้เด็กสาวตรงหน้ากลับดูเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น และมีแววตาที่เด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เจ้าพูดถูก... ข้าต้องมีชีวิตอยู่... เพื่อสืบทอดชื่อของสำนักชิงหยาง และล้างแค้นให้ท่านอาจารย์!” กำหมัดแน่น
“ผิดแล้ว” รีบขัดคอทันที
“หืม?”
หลินซิงเยียนขยับเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้า จ้องมองด้วยสายตาจริงจังที่สุดในชีวิต
“ศิษย์พี่ ฟังข้าให้ดี ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บนโลกนี้ไม่มี ‘สำนักชิงหยาง’ อีกแล้ว ไม่มีศิษย์สายในที่ชื่อซ่งจือชิว และไม่มีศิษย์สายนอกที่ชื่อหลินซิงเยียน”
ซ่งจือชิวเบิกตากว้าง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านคิดว่าขุนพลพรรคมารมันจะปล่อยให้มีผู้รอดชีวิตรอดหูรอดตาไปได้งั้นหรือ? หากมีข่าวลือออกไปว่ามีศิษย์สำนักชิงหยางหลงเหลืออยู่ พวกมันจะต้องส่งนักฆ่าตามล่าเพื่อขุดรากถอนโคนแน่นอน” อธิบายเหตุผล “ถ้าเราอยากมีชีวิตรอด เราต้องทิ้งตัวตนเดิมทั้งหมด เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่ และห้ามใช้วรยุทธ์ของสำนักให้ใครเห็นเด็ดขาด”
“แต่... แต่ถ้าทำเช่นนั้น ข้าจะแก้แค้นให้ท่านอาจารย์ได้อย่างไร!”
“แก้แค้น? ด้วยสภาพที่บาดเจ็บจนเดินแทบไม่ไหวแบบนี้น่ะหรือ?” ถอนหายใจแรง “การมีชีวิตรอดคือการแก้แค้นที่ดีที่สุดแล้ว ตอนนี้เราต้องซ่อนตัว เก็บหอมรอมริบ ตั้งตัวให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
แม้จะรู้สึกเจ็บปวดและไม่ยินยอมในศักดิ์ศรี แต่ซ่งจือชิวก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ศิษย์น้องพูดคือความจริงทุกประการ พวกเขาอ่อนแอเกินกว่าจะไปต่อกรกับใครได้ในตอนนี้
“เข้าใจแล้ว...” พยักหน้าช้าๆ “แล้วจากนี้ไป... เราจะเรียกตัวเองว่าอะไร?”
หลินซิงเยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นามปากกาตอนวาดรูปเล่นในโลกก่อนคือ ‘มู่ไป๋’ (ไม้สีขาว) ซึ่งดูเรียบง่ายและไม่สะดุดตาดี
“ข้าจะใช้ชื่อว่า ‘มู่ไป๋’ ส่วนท่าน...” ร่างบางมองหน้าศิษย์พี่ของตนอย่างพิจารณา
“ท่านหน้าตาซื่อๆ ดูเป็นคนมีคุณธรรม เอาเป็น ‘มู่ชิง’ ก็แล้วกัน ต่อไปนี้พวกเราเป็นพี่น้องตระกูลมู่ เป็นพ่อค้าเร่ที่รอนแรมมาจากแดนใต้ เข้าใจไหมพี่ใหญ่ชิง?”
ซ่งจือชิว... หรือมู่ชิงในตอนนี้ ฝืนยิ้มออกมาบางๆ “เข้าใจแล้ว... น้องรองมู่ไป๋”
หลินซิงเยียนยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทะลุมิติมา ยื่นมือออกไปตบไหล่เบาๆ
“เอาล่ะ พี่ใหญ่ชิง ท่านพักผ่อนซะ คืนนี้เราจะหลบซ่อนที่นี่ พรุ่งนี้เช้าตรู่เราจะมุ่งหน้าลงใต้ ไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โลกใบนี้กว้างใหญ่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเราจะหาที่สงบๆ ทำมาหากินไม่ได้!”
วาดฝันถึงอนาคตอันสดใส การหนีลงใต้ซึ่งเป็นเส้นทางที่ห่างไกลจากศูนย์กลางยุทธภพและพรรคมาร น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวประกอบอย่างพวกเขา
หารู้ไม่ว่า... ในขณะที่กำลังวางแผนเปลี่ยนชื่อหนีลงใต้นั้น
ณ ถ้ำเร้นลับแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปไม่กี่สิบลี้...
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษชุดดำผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดุดัน กำลังนั่งโคจรลมปราณอยู่บนแท่นหินศิลา บาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายเริ่มสมานตัวอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยพลังปราณมารอันแก่กล้า ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวลืมขึ้นช้าๆ ประกายสีชาดพาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น มุมปากกระตุกยิ้มเยียบเย็น
ในมือยังคงกำเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆ ผืนนั้นไว้แน่น... ไม่ยอมปล่อยให้ห่างตัวแม้แต่วินาทีเดียว
“รอข้าก่อนเถิด... แสงสว่างของข้า...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังก้องสะท้อนไปในความมืด ราวกับคำสาปแช่งที่ผูกมัดโชคชะตาเอาไว้
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...







