Masukเหมยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย นานเกือบปีแล้วที่เจียงลี่มี่ได้แต่อยู่ในห้องนี้ ไม่นอนซมอยู่บนเตียง ก็ทำได้เพียงให้เสี่ยวจูช่วยพยุงมานั่งที่ตั่งนี้ ไม่สามารถลุกเดินเองได้ บ่าวรับใช้ล้วนไม่ได้เห็นคุณหนูใหญ่มานาน จึงจับกลุ่มพูดคุยกันว่าคุณหนูใหญ่คงมีชีวิตอีกได้ไม่นาน
“พี่ลี่มี่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจสิเจ้าคะ ข้าช่วยดูแลท่านดีหรือไม่”
เจียงลี่มี่ลอบยิ้มในใจ อยากช่วย? ได้ ฉันกำลังอยากได้พอดีเลย
“เช่นนั้นเจ้านวดให้ท่านแม่แทนข้าได้หรือไม่ ข้าอยากทำเอง แต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ในเมื่อเจ้าอยากช่วยเหลือข้า จึงมีเพียงเรื่องนี้ที่ข้าปรารถนาจะทำ”
เหมยฮวาเหลือบมองฮูหยินเอกที่ยามนี้นั่งมองนางอยู่ ใบหน้านิ่งเฉยของฮูหยินเอกช่างน่ากลัวนัก หากนางทำผิดจะไม่ถูกโบยหรอกหรือ จึงหันไปมองมารดาอย่างขอความช่วยเหลือ อนุกัวสบตากับบุตรสาว ก็เข้าใจได้ทันทีถึงสิ่งที่นางต้องการ
“คงไม่ได้หรอก ฮวาเอ๋อร์ร่างกายบอบบาง มือของนางเล็กเพียงเท่านี้ เรี่ยวแรงน้อยนิด ไม่เหมาะจะปรนนิบัติฮูหยินเอกหรอก สู้ไว้รอเจ้าหายดีค่อยทำเองไม่ดีกว่าหรือ” คำตอบนี้ทำให้เจียงลี่มี่อมยิ้ม
ในนิยาย เจียงเหมยฮวาเชื่อฟังอนุกัวมาก ทุกสิ่งล้วนเป็นแผนการของคนเป็นแม่
“แต่ข้าไม่รู้จะหายดีเมื่อใด อนาคตอาจไม่มีโอกาสได้ทำ”
“เจ้ามีโอกาสได้ทำแน่นอน ไม่ต้องกังวล” อนุกัวกล่าวด้วยความมั่นใจ เพราะอีกไม่นานนางจะส่งฮูหยินเอกไปปรโลกตามเจียงลี่มี่ไป เสี้ยนหนามของนางกับลูกจะได้หมดเสียที
“อนุกัวมั่นใจยิ่งนัก เช่นนั้นข้าก็เบาใจ อนาคตเป็นเช่นไรข้าจะไม่สนใจอีก ในเมื่อท่านกล่าวว่าข้าจะมีโอกาสนวดให้ท่านแม่ ข้าย่อมต้องรักษาชีวิตตนเองไว้ให้ยืนยาว”
นางเด็กนี่โง่เขลานัก ร่างกายอ่อนแอเพียงนี้ แค่จะเดินยังไร้เรี่ยวแรง ยังมั่นใจว่าตัวเองจะมีอายุยืนยาวอีกหรือ น่าขัน อีกไม่นานเจ้าก็ต้องจากโลกนี้ไป ทุกสิ่งจะตกเป็นของเหมยฮวาบุตรสาวข้าเท่านั้น อนุกัวคิดอย่างกระหยิ่ม
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะทำทุกทางเพื่อให้เจ้าแม่ลูกได้อยู่ด้วยกัน”
เจียงลี่มี่มองหน้าอนุกัวก่อนจะหันไปยิ้มให้เหมยฮวา ตอนนี้เธอกำลังนึกถึงตอนที่ผู้กำกับติดต่อให้เธอแสดงละครที่จะสร้างจากนิยายดังเรื่องนี้ ‘ผลอิงเถาของเหมยฮวา’ นิยายเรื่องโปรดที่เธอติดตามมาตลอด และอ่านซ้ำจนจำได้ทุกบททุกตอน เธอจำได้ดีในวันนั้นที่ตอบตกลงโดยไม่ลังเล ก่อนจะส่งข้อความหาผู้จัดการอย่างอารมณ์ดี
“อาอี้ ฉันตอบตกลงรับเล่นละครเรื่อง ‘ผลอิงเถาของเหมยฮวา’ แล้วนะ จัดตารางคิวงานและดูสัญญาให้ฉันด้วย”
เจียงลี่มี่หวนคิดถึงอดีต ตอนนั้นเธอจำได้ อาอี้ ผู้จัดการส่วนตัวโทรหาเธอทันที
“ฮัลโหล อาอี้ทำไมโทรหาฉันล่ะ ปกติพี่จะพิมพ์คุยไม่ใช่เหรอ” เจียงลี่มี่หัวเราะเสียงใสกับผู้จัดการส่วนตัวที่เป็นทั้งผู้ดูแล ผู้จัดการ และพี่สาวอีกคน
“ลี่มี่ทำไมรับเองโดยไม่ปรึกษากันก่อน ตารางคิวของเธอใช่ว่าจะทำง่ายนะ ฉันปวดหัวทุกครั้งเวลาที่ตารางมันชนกัน คิวงานของเธอแน่นมากจนหาช่องลงให้ไม่ได้แล้ว”
เธอแอบหัวเราะ “ใจเย็น ๆ ฉันเพิ่งตกลงปากเปล่า ยังไม่ได้เซ็นสัญญา พี่ไม่ต้องกังวล ถึงเวลานั้นจริงๆ ฉันตั้งใจจะรับงานน้อยลง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
แต่คนฟังยิ่งตกใจ หากนักแสดงรับงานน้อยลง ผู้จัดการอย่างเธอก็ได้เงินน้อยลงด้วยสิ
“อะไรนะ เธอจะรับงานน้อยลงเหรอ ทำไมล่ะ ตอนนี้เธอกำลังดังนะลี่มี่ มันเป็นช่วงเวลากอบโกย ถ้ารับงานน้อยลง ฉันจะได้รับผลกระทบด้วยนะ ภาระของฉันเยอะมาก เธอก็รู้”
ผู้จัดการส่วนตัวตื่นตระหนก เธอรับดูแลแค่เจียงลี่มี่คนเดียว ก็ทำรายได้ให้เธอมากมาย เธอมีทุกวันนี้ก็เพราะเจียงลี่มี่ หากต่อไปอีกฝ่ายรับงานน้อยลง เธอจะหาเงินที่ไหนมาดูแลครอบครัว
ในอดีตเจียงลี่มี่ เป็นรุ่นน้องที่เรียนที่เดียวกันและยังเป็นเพื่อนบ้านเธอด้วย เพราะความที่สนิทกัน เธอจึงถูกขอร้องให้มาเป็นผู้จัดการให้
“ไม่ต้องกังวลหรอกน่า เดี๋ยวหน้าเหี่ยวนะ ตอนนี้ฉันคิดว่าพี่อายุมากกว่าฉันเกินสิบปีแล้วนะ เส้นที่หางตาของพี่เยอะมาก” เธอล้อผู้จัดการส่วนตัว
“นี่! ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย แต่เธอจะรับงานน้อยลง จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ไง คิดดีแล้วเหรอ แม่เธอจะยอมเหรอ ฉันเป็นห่วงเธอนะ ลี่มี่”
อาอี้รู้เรื่องราวของเจียงลี่มี่ดี เธอสงสารหญิงสาวมากที่เกิดมาเป็นลูกสาวคนโตที่ต้องแบกรับทุกอย่าง หลายครั้งที่เจียงลี่มี่ถูกแม่ของเธอทุบตีจนบอบช้ำ เดือดร้อนช่างแต่งหน้าให้ต้องหาวิธีปกปิดร่องรอยเหล่านั้น หลายครั้งที่เธออยากพาเจียงลี่มี่หนีออกจากขุมนรกนั่น แต่ก็เป็นเจียงลี่มี่ที่ไม่ยอม เธอยืนกรานว่าไม่เป็นไร
เธอทิ้งน้องกับแม่ให้ลำบากไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งกตัญญูก็ยิ่งถูกเอาเปรียบ น้องชายไม่ต้องทำงานแต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยราวกับคุณชายที่ร่ำรวย แม่ของเจียงลี่มี่ก็เช่นกัน คนทั้งสองใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนความเหนื่อยยากของเจียงลี่มี่ และทำราวกับเธอเป็นทาสที่มีหน้าที่หาเงินให้เท่านั้น
“ฉันก็กังวล ถ้ารับงานน้อยลง แม่ต้องไม่ยอมแน่ ๆ ฉันเลยคิดว่าจะออกมาอยู่คนเดียว” เพราะหากยังอยู่ที่บ้าน เธอจะต้องถูกทำร้ายหลังจากที่แม่รู้ว่าเธอเลือกจะรับงานน้อยลง
หลี่รุ่ยชิง เจียงจือหาน มารดาและน้องชายของเจียงลี่มี่ นักแสดงสาวชื่อดัง รวมทั้งอาอี้ ผู้จัดการส่วนตัว กำลังนั่งฟังทนายความอ่านพินัยกรรมของเจียงลี่มี่ที่เสียชีวิต เนื่องจากหัวใจล้มเหลวในระหว่างถ่ายทำรายการหนึ่งแฟนคลับของเจียงลี่มี่ถึงกับเรียกร้องให้ต้นสังกัดของนางเอกสาวจัดพิธีศพเป็นแบบสาธารณะอยู่สามวัน เพื่ออาลัยให้เจียงลี่มี่“เป็นไปไม่ได้ พวกแกโกงฉัน”หลี่รุ่ยชิงลุกขึ้นยืนและตะโกนใส่หน้าทนายความสูงวัยอย่างโกรธจัด เมื่อฟังข้อความในพินัยกรรมของลูกสาวของตนเองจบลง“คุณนายเจียง ผมจำเป็นต้องแจ้งให้ทราบว่า นี่เป็นพินัยกรรมฉบับจริงที่คุณเจียงลี่มี่ทำไว้ มันเป็นความปรารถนาของลูกความผม ดังนั้น ผมจึงต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด” ทนายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความโกรธจากการกระทำของครอบครัวของลูกความ เพราะเขาชาชินแล้วกับเหตุการณ์ลักษณะนี้“เป็นไปไม่ได้ พวกแกต้องโกงฉันกับอาหาน ลูกฉันทำไมไม่มอบเงินให้ฉัน มันจะไปยกทุกอย่างให้การกุศลทำไม ฉันจะฟ้องพวกแก” หลี่รุ่ยชิงโวยวายไม่ยินยอมมันจะเป็นไปได้ยังไงที่เจียงลี่มี่ลูกสาวของเธอ จะมอบเงินทั้งหมดให้การกุศล แล้วยกผลประโยชน์ให้เธอกับลูกชายเพี
“มี่เอ๋อร์ ข้าเวียนหัวยิ่งนัก เจ้าให้ใครไปตามหมอหลวงมาหน่อย” เหวินอ๋องล้มตัวลงนอนบนเตียง“เจ้าค่ะ”รอคอยอยู่ราวครึ่งเค่อ หมอหลวงผู้หนึ่งก็มาถึง“อาการของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” เหวินอ๋องถามขึ้น“ท่านอ๋อง สุขภาพของท่านเป็นปกติพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงบอก“แต่ข้าเวียนหัวหน้ามืด บางครั้งก็รู้สึกอยากอาเจียน บางครั้งก็รู้สึกง่วงนอนตลอดทั้งวัน นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ” เหวินอ๋องเอ่ยด้วยใบหน้าซีดขาว“อาจจะเพราะท่านอ๋องทำงานหนักจึงทำให้พักผ่อนน้อย ช่วงสามสี่วันนี้ ท่านอ๋องควรพักผ่อนให้ร่างกายแข็งแรงก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงบอกก่อนจะเขียนเทียบยาแล้วส่งให้สือหม่า“ขอบคุณท่านหมอหลวง” เจียงลี่มี่กล่าวก่อนจะหันไปหาเหวินอ๋องที่นอนหน้าซีดอยู่“ไท่หยาง ท่านพักผ่อนตามที่ท่านหมอหลวงบอกเถิด ท่านจะได้หายป่วยไวๆ”“คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขายอมรับแต่โดยดีก่อนจะยอมหลับตานอนต่อ“หวังเฟยเพคะ อาการของท่านอ๋องคล้ายสตรีมีครรภ์นะเพคะ” เสี่ยวจูกระซิบบอกเธอ“เจ้าแน่ใจ?”“แน่ใจเพคะ เมื่อวาน หม่อมฉันแอบเห็นท่านอ๋องเสวยมะม่วงเปรี้ยวอย่างมีความสุขด้วยนะเพคะ”เจียงลี่มี่นิ่งคิด อาการที่เสี่ยวจูบอก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเหวินอ่องจะแพ้ท้องแทนเธอ
“เอ่อ...ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เธอถามเสียงอ่อยเมื่อรับรู้สถานการณ์หนักหนาสาหัส“ใช่น่ะสิ ฉันเองก็สงสัยเพราะเรื่องนี้ฉันเขียนจบไปหลายปีแล้ว ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครต่อว่า แต่พอเรื่องนี้อยู่ดีๆ กลับมาดังอีกครั้ง ดันมีคนต่อว่าฉันมากมาย ฉันเลยต้องหยิบมันมาอ่านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนิยายของฉัน ฉันถึงได้รู้ว่าตัวละครที่ควรจะตาย ดันไม่ตาย แถมยังทำนางเอกฉันหมดสภาพการเป็นนางเอก แล้วเธอก็มาเป็นนางเอกแทน ฉันพูดถูกมั้ย”“ค่ะ” เธอรับคำเสียงแห้ง“เธอทำให้นิยายฉันชุลมุนวุ่นวายมาก ดังนั้น นอกจากฉันจะแก้ไขนิยายฉันให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ฉันยังเปลี่ยนโครงเรื่องก่อนที่เธอจะไปถึงจุดนั้น แล้วจึงรีไรท์ส่วนที่เหลือใหม่ทั้งหมด ตอนนี้เธอคงนึกออกแล้วว่าจุดแรกที่เธอเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงคือปัญหาการค้าชายแดน”เจียงลี่มี่นึกออกทันที ใช่ ปัญหาการค้าชายแดน เธอจำได้ดีว่าการค้าชายแดนไม่เคยมีปัญหา แต่ฉบับรีไรท์ การค้าชายแดนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สำคัญที่สุดของนิยายส่วนที่เหลือปัญหาการค้าชายแดนทำให้เธอถูกโบย ทำให้ฮุ่ยอ๋องหยิบเรื่องนี้มาใช้เล่นงานเหวินอ๋องในช่วงท้ายของเรื่อง“เอ่อ...ที่ว่ารีไรท์นี่ รีไรท์อะไรบ้างคะ”“เธอ
อนุกัวและเหมยฮวาก็มีบ้านหลังหนึ่งที่ท่านพ่อท่านแม่ของเธอปลูกให้ และคงเพราะมาอยู่เมืองชายแดนกระมัง ความทะเยอทะยานของอนุกัวและเหมยฮวาจึงค่อยๆ มอดดับลง เพราะเมืองเป่ยไม่ได้ครึกครื้นเช่นเมืองหลวง ผู้มียศตำแหน่งสูงมีไม่มากและมักเป็นทหารชายแดน คงไม่ถูกจริตของเหมยฮวากระมัง เพราะนางชื่นชอบที่จะแต่งตัวให้งดงามและไปร่วมงานเลี้ยง แต่สิ่งที่นางต้องการ มีในเมืองเป่ยไม่มากนักเจียงลี่มี่ยังคงติดต่อกับเฉาข่ายและเฉาเฟิง กิจการที่โรงเตี๊ยมอี้เฉิน การค้าข่าวสาร และการค้าชายแดนดำเนินไปตามปกติ ฮ่องเต้ต้วนซวี่เฉิงไม่ได้มาเข้มงวดอะไร เฉาข่ายกับเฉาเฟิงที่คุมขบวนสินค้ามาที่ชายแดนทางเหนือครั้งใด ก็จะแวะมาเยี่ยมเยียนเธอเสมอที่เมืองเป่ยนี้ เจียงลี่มี่เปิดโรงเตี๊ยมอี้เฉิน ให้เช่าห้องพัก ขายอาหาร ขนมหวาน และน้ำชา รวมทั้งค้าขายข่าวสาร เฉาข่ายและเฉาเฟิงใช้โรงเตี๊ยมอี้เฉินที่เมืองเป่ยเป็นจุดรวมข่าวสารที่ชายแดนทางเหนือมีอยู่วันหนึ่ง เจียงลี่มี่ได้พบว่านซีหยู่ นางมาพร้อมกับชายวัยกลางคนท่าทางสง่างามองอาจกล้าหาญ เธอคาดเดาได้ทันทีว่านี่คือฮ่าวหยู่ มือกระบี่อันดับหนึ่งของแผ่นดินว่านซีหยู่พาบิดาบุญธรรมมารู้จักกับเธอและเ
“หลังพิธีสมรสระหว่างเหวินอ๋องกับคุณหนูใหญ่เจียง พวกเขาทั้งสอง เจียงหมิ่นและฮูหยินเอกว่านลู่เหมย ต้องไปอยู่ที่เมืองเป่ย พวกเขาทั้งหมดไม่อาจออกจากเมืองเป่ยตลอดชีวิต”“ส่วนเจ้า ต้วนเล่อ เจ้าต้องอยู่ที่วังหลวงแห่งนี้ แต่ไม่ต้องกลัว เจ้าจะได้เป็นไท่ซ่างหวง มีชีวิตสุขสบายแต่ไร้อำนาจ เป็นอย่างไร ข้อเสนอของข้าดีหรือไม่”ต้วนเล่อฮ่องเต้นิ่งอึ้ง ชะงักงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลงในที่สุดเจียงลี่มี่นึกไม่ถึงเลยว่านิยาย ‘ผลอิงเถาของเหมยฮวา’ จะแปรเปลี่ยนไปได้มากมายถึงเพียงนี้ นี่เป็นเพราะเธอรอดตายอย่างนั้นสินะ ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม ผิดกับช่วงแรกที่ทุกอย่างคงเดิมจนเธอสามารถควบคุมได้ดั่งใจเหวินอ๋องที่ควรจะได้เป็นฮ่องเต้ กลับกลายมาเป็นฮุ่ยอ๋อง จินอ๋องถูกสะกดข่มจนหมดอำนาจ มิหนำซ้ำตัวเธอและครอบครัวถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่เมืองเป่ย ไม่อาจกลับมาที่เมืองหลวงชั่วชีวิตวันรุ่งขึ้น ผู้คนทั้งเมืองหลวงจึงได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน ไท่หยางหวงไท่จื่อลาออกจากตำแหน่งรัชทายาท เขาจึงกลับมาเป็นเหวินอ๋องเช่นเดิม ต้วนเล่อฮ่องเต้มิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท หากสละบัลลังก์ให้ฮุ่ยอ๋
“ข้าจะบอกให้เจ้าหายโง่ก็แล้วกัน ที่ข้าไม่ฆ่าเจ้า เพราะยามนั้นฮุ่ยอ๋อง บุตรชายข้า ยังเยาว์นัก ข้าจึงต้องใช้คนโง่เช่นเจ้านั่งทำงานให้ข้าต่อไป เพื่อรอเวลาที่บุตรชายข้าพร้อม เมื่อใดที่เขาพร้อม เมื่อนั้นข้าค่อยฆ่าเจ้าอย่างไรล่ะ”ต้วนเล่อฮ่องเต้ผงะไปทันที“แต่ข้าคาดผิดไปเรื่องหนึ่ง ข้าแค่คาดไม่ถึงว่าสันดานเนรคุณของเจ้าถึงกับสืบทอดไปยังบุตรของนางแพศยาลี่เชี่ยนอิ๋ง มันจึงกล้าแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับบุตรชายข้า โชคดีเหลือเกินที่บุตรชายข้ากตัญญูรู้คุณ ไม่สืบทอดสันดานเนรคุณของเจ้ามา”“ต้วนเล่อ หากเจ้าจะฆ่าข้าเพราะลี่กุ้ยเฟย เจ้าและบุตรของนางแพศยาก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า เพราะพวกเจ้าต้องชดใช้ให้ข้า ชดใช้ให้ตระกูลเหอของข้า”ต้วนเล่อฮ่องเต้ยิ่งเงียบงัน มันไม่เคยอับอายถึงเพียงนี้มาก่อน“ไม่กล้าล่ะสิ คนขี้ขลาดตาขาวอย่างเจ้า เรื่องดีที่กระทำนับได้ไม่เกินมือข้างเดียว แต่เรื่องชั่วล่ะก็ เกือบสิบปีที่ข้าต้องถูกลี่เชี่ยนอิ๋งเหยียบย่ำ สิบนิ้วมือสิบนิ้วเท้าของเจ้ารวมกันก็ยังไม่พอ”“ไม่จริง เสด็จแม่ข้าอ่อนโยน นุ่มนวล ไม่มีทางที่นางจะข่มเหงรังแกเจ้า มีแต่เจ้าที่รังแกนาง” ไท่หยางหวงไท่จื่อท้วงออกมาอย่างยอมรับไม่







