เข้าสู่ระบบ“มีผู้ทำสำเร็จแล้ว?” เจียงหมิ่นถามออกมาอย่างตกใจเขารู้สึกปวดหัวทันที หลายวันที่ผ่านมา ในวังหลวงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยิ่งรู้ว่ามีผู้ที่ตัดหน้า ชิงสัญญาการค้าไปแล้วยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ มิหนำซ้ำขุนนางที่อยู่ฝ่ายฮุ่ยอ๋องกำลังถวายฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะต้องการให้ฮุ่ยอ๋องครอบครองการค้าแถวชายแดน ซึ่งจะทำให้เขามีอำนาจมากขึ้น“ต้วนเล่อฮ่องเต้เสด็จ” เสียงขันทีดังแทรกขึ้น ขุนนางทั้งหลายต่างเปลี่ยนท่าที ท้องพระโรงมีแต่ความเงียบ“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” เสียงของเหล่าขุนนางดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน“ตามสบาย ที่ข้าเรียกทุกท่านมาวันนี้ก็เพราะเรื่องการค้าชายแดน มีอะไรคืบหน้าบ้างหรือไม่”“ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ พวกเราสื่อสารกับพ่อค้าต่างแดนเหล่านั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้ภาษาใด แต่มีข่าวชัดเจนว่ามีผู้ที่ไปเจรจาค้าขายสำเร็จแล้ว เพียงแต่ยังสืบไม่พบว่าเป็นผู้ใด” เถาลี่เต๋อทูล“มีคนไปเจรจาสำเร็จมาแล้ว?”“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่พวกเรายังหาไม่พบว่าเป็นผู้ใด ทราบเพียงว่าเป็นคนของแผ่นดินเราเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”“หาตัวคนผู้นั้นมาให้ได้ การค้าชายแดนไม่ใช่การค้าของสามัญชนที่คิดจะทำก็ทำได้ ผู
“ข้าเคยแต่งตัวให้เสด็จแม่ ถึงตอนนั้นข้าจะยังเด็ก แต่เสด็จแม่ก็สอนให้ข้าแต่งตัวให้ท่านอยู่บ่อยครั้งจนข้าจำได้”เรื่องนี้แม้เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็บอกถึงสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดของมารดากับบุตร เหวินอ๋องจึงรักมารดาของเขานัก“เจ้างามแล้ว” เขาบอกหลังจากปักดอกไม้ประดับผมชิ้นสุดท้ายลงไปก่อนจะยืนมองนางอย่างพออกพอใจเจียงลี่มี่เหลือบมองตนเองในกระจกก็ยิ้มออกมา เหวินอ๋องแต่งตัวให้เธอได้งามเช่นกันเขาหยิบพู่กันเขียนคิ้ว แล้วบรรจงเขียนคิ้วให้เธอ“เขียนคิ้วแล้ว เจ้ายิ่งงามกว่าเดิม” เขาเอ่ยชมเมื่อเขียนคิ้วให้เธอเสร็จ รอยยิ้มหวานสดใสจึงถูกส่งให้เป็นรางวัล“หลังเข้าหอแล้ว ข้าจะเขียนคิ้วให้เจ้าทุกวัน” เขาบอกเจียงลี่มี่หน้าแดงก่ำ เสี่ยวจูอายจนยืนบิดไปบิดมา“เจ้าแต้มชาดเถอะ” เขาฉวยตลับชาดมายื่นให้“เวลาข้าจูบเจ้า จะได้มีชาดของเจ้าติดที่ปากของข้า”คำพูดนี้ของเขายิ่งทำให้เจียงลี่มี่หน้าแดงแล้วแดงอีก ส่วนเสี่ยวจู นางยิ่งก้มหน้า ยืนบิดไปบิดมากว่าเดิมเหมยฮวาที่ตื่นมาได้ไม่นาน เพิ่งรู้ว่าเหวินอ๋องมาพบบิดานางที่จวนตั้งแต่ฟ้ามืด นางรีบมาที่เรือนของบิดาจึงได้ทราบว่าเหวินอ๋องมาพูดคุยบางอย่างกับบิดาและฮูหยินเอกว่า
“เต้าหู้ของข้าถูกท่านแทะเล็มจนใกล้หมดแล้ว ท่านเอาเปรียบข้าตลอดเลย” เจียงลี่มี่บอกอย่างทั้งเขินอายและหมั่นไส้เขาเหวินอ๋องหัวเราะชอบใจก่อนจะกล่าว “ข้าชอบกินเต้าหู้ขาวๆ แต่ต้องเป็นเต้าหู้ของเจ้าเท่านั้น”“ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าท่านมาหาข้าเช้าถึงเพียงนี้เพราะเหตุใด คงไม่ใช่เพราะเรื่องข่าวลือนี้แน่” เจียงลี่มี่ทวงถาม“ข้ามาพบบิดาเจ้าเพราะเรื่องข่าวลือจริงๆ ส่วนอีกเรื่องก็เพราะข้าต้องการเร่งรัดพิธีแต่งงานระหว่างข้ากับเจ้าให้เร็วขึ้น”เจียงลี่มี่ตาโตทันที เธอนึกไม่ถึงว่าเหวินอ๋องจะถึงกับทำเช่นนี้ หากก็ทำให้เธอมีความสุขอย่างยิ่ง แต่...“อย่าเพิ่งเร่งพิธีแต่งงานเลยเจ้าค่ะ ท่านยังมีเรื่องราวมากมายให้กระทำ ข้าแต่งกับท่านตอนนี้ เกรงว่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียสำหรับท่าน เพราะข้าไม่ได้มีวรยุทธ์เก่งกาจเช่นท่าน ดังนั้น ข้าจะกลายเป็นภาระและเป็นจุดอ่อนของท่านเสียมากกว่า เอาไว้ให้ท่านจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้เรียบร้อย ถึงตอนนั้นค่อยทำพิธี ข้าว่าจะดีกับท่านมากกว่านะเจ้าคะ” เธอให้เหตุผลอย่างน่าฟังเหวินอ๋องต้องถอนหายใจออกมา เหตุผลของนางทำให้เขาเถียงไม่ขึ้น นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่เขานึกหาเหตุผลมาโต้แย้ง
“ท่านอ๋อง ! !” เสี่ยวจูอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเหวินอ๋องก้าวเข้ามาในเรือนพักของเจียงลี่มี่“คุณหนูยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปปลุกคุณหนูให้”“ไม่เป็นไร ให้นางนอนไปเถอะ ข้าเข้าไปดูนางเอง เจ้ามีอะไรจะทำก็ไปทำเถิด ข้าจะอยู่กับนาง”เสี่ยวจูอ้าปากค้าง มองเหวินอ๋องเดินผ่านตนเองไปที่หน้าห้องนอนของเจียงลี่มี่ เขายื่นมือผลักประตูให้เปิดออกก่อนจะก้าวเข้าไป และหันมาปิดประตูห้องอย่างเรียบร้อยเสี่ยวจูยืนทำตาปริบๆ อ้าปากค้างน้อยๆ อยู่ครู่หนึ่งค่อยยิ้มออกมาก่อนจะหันหลังเดินจากไปในห้องนอนของเจียงลี่มี่มีแสงสลัวเล็กน้อยจากภายนอกลอดเข้ามา นางยังคงหลับสนิท เหวินอ๋องถอดรองเท้าไว้ข้างเตียง ปลดสายรัดเอว ถอดเสื้อตัวนอกออกและเอาไปพาดไว้ที่ราวไม้ที่ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของห้อง แล้วจึงก้าวไปนอนบนเตียงเคียงข้างนาง เจียงลี่มี่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนาผืนใหญ่ เขาแทรกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันร่างบอบบางขยับตัวเข้ามาชิดและซุกตัวกับร่างของเขาทันทีเมื่อร่างกายรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่มากกว่าที่ได้รับจากผ้าห่ม แขนแข็งแรงรั้งร่างนางให้เข้ามาใกล้ แขนเรียวของนางยื่นเหยียดออกมากอดร่างหนาไว้โดยไม่รู้สึกตัว นัยน์ตายังคงปิดสนิ
เจียงลี่มี่อมยิ้มก่อนจะตอบ “เพราะนิทานเหล่านั้น ข้าเป็นคนแต่งขึ้น เนื้อเรื่องแม้จะกล่าวถึงเหวินอ๋องที่ถูกใจเหมยฮวา แต่ก็ต้องแต่งให้ข้าน่าสงสารด้วยสิ อย่างเช่น คุณหนูใหญ่ช่างน่าสงสารนัก ทั้งรักและไว้ใจน้องสาว แม้มิใช่สายเลือดเดียวกันแต่สายสัมพันธ์พี่น้องมิแบ่งแยก ไม่คิดเลยจะถูกน้องสาวที่ตนรักช่วงชิงคู่หมั้นไปอย่างไร้ยางอาย”เสี่ยวจูนิ่งอึ้ง คุณหนูใหญ่ของนางเฉลียวฉลาดยิ่ง ข่าวลือเหล่านั้นยิ่งทำให้คุณหนูใหญ่น่าสงสาร และภาพพจน์ของเหมยฮวาก็ไม่ใช่ดอกบัวขาวแสนบริสุทธิ์อีกต่อไป“เหวินอ๋องสนใจคุณหนูรองจริงหรือไม่เจ้าคะ”เจียงลี่มี่ครุ่นคิดชั่วครู่ เธอนึกได้ว่าสายตาของเหวินอ๋องที่มองเหมยฮวานั้นทอประกายก็จริง แต่เธอรู้สึกเหมือนเป็นสายตาของหมาป่าที่จ้องขย้ำเหยื่อมากกว่ามองสตรีที่รักใคร่ ผิดกับสายตาที่เขามองเธอ เขาจ้องเธอทีไร ใบหน้าเธอต้องร้อนผ่าว หัวใจเต้นตึกตักไปเสียทุกครั้ง“เขาไม่สนหรอก”เจียงลี่มี่แน่ใจว่าเหวินอ๋องมองคนอย่างเหมยฮวาออก ลูกไม้ตื้นๆ ของเหมยฮวาตบตาเขาไม่ได้หรอกหากเธอไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน เห็นสายตาเช่นนั้นแล้ว ยังต้องคิดว่าเหวินอ๋องเป็นศัตรูกับเหมยฮวา เพราะสายตาของเขาเหมือนต้องกา
“หลังจากคุณหนูใหญ่รักษาเฉาเฟิงจนหายป่วย ผ่านไปไม่กี่วันโรงเตี๊ยมจินเป่าก็มีการปรับปรุงใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเตี๊ยมอี้เฉิน คุณหนูใหญ่สอนเฉาข่าย เฉาเฟิง และพ่อครัวของโรงเตี๊ยมให้ทำขนมหวาน และตามที่ท่านอ๋องทราบ ขนมหวานนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก กิจการโรงเตี๊ยมจึงยิ่งรุ่งเรือง”“ประการสำคัญคือโรงเตี๊ยมอี้เฉินมีกิจการเบื้องหลังเกิดขึ้นใหม่ นั่นก็คือการค้าขายข่าวสาร ที่คนของพวกเราสืบมาได้อีกประการคือเฉาข่ายและเฉาเฟิงเป็นจอมยุทธ์ฝีมือกล้าแข็ง พวกเขาเร้นกายจากยุทธภพและมาทำโรงเตี๊ยมเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบ เพียงแต่ที่ผ่านมาเฉาเฟิงป่วยหนัก จึงไม่มีผู้ใดคิดว่าพวกเขาจะมากฝีมือ”“กิจการค้าขายข่าวสารได้รับความนิยมในยุทธภพอย่างมาก ผู้เยี่ยมยุทธ์มากมายล้วนมาใช้บริการของโรงเตี๊ยมอี้เฉินทั้งสิ้น”“เพราะเหตุใด จู่ๆ เฉาข่ายและเฉาเฟิงจึงทำกิจการนี้ กิจการนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากมี่เอ๋อร์ของข้ารักษาเฉาเฟิงจนหาย” เหวินอ๋องถามถึงจุดสำคัญ“เท่าที่พวกเราสืบทราบมาได้ โรงเตี๊ยมอี้เฉินมีผู้กุมบังเหียนสามคน จากเดิมที่มีเพียงเฉาข่ายและเฉาเฟิง คนที่สามที่เพิ่มเข้ามา พวกเราทราบเพียงว่าเป็นสตรี นางใช้นามว่า ‘เถ้าแก่เนี้







