เข้าสู่ระบบ“…เสียงอะไร?”
เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้
หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า เธอนั่งคู้ตัวอยู่แบบนั้นกระทั่งเสียงการก้าวเดินเงียบลงแล้วค่อย ๆ ห่างออกไปในที่สุด
“กรอบรูปตกครับท่าน”
ท่านงั้นเหรอ…
ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันยุ่งเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรายงานใครสักคนไปแบบนั้น เธอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถึงได้เห็นว่ามีกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่ตรงผนังตกลงมาจริง ๆ
“เสียงอย่างกับคนล้ม ช่างมันเถอะ”
เสียงเหมือนคนแก่เลย…
ใบหน้าสวยโผล่ออกมาจากมุมกำแพง เธอมองผู้ชายใส่สูทโค้งตัวให้ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นจากจุดนี้ได้
“เมื่อกี้แกพูดถึงไหนแล้วนะ”
“…เรื่องสัมปทานที่ปู่บอก คนของผมรายงานมาว่าฟรานซิสยังไม่มีกำหนดการที่จะเปิดเผยหรือป่าวประกาศต่อสาธารณะชน ถ้าเป็น…”
“เอเธนส์ ฉันรับแกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื่อให้แกมาบอกกับฉัน ว่าแกจัดการเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้น่ะเหรอ?”
เสียงของคนมีอำนาจขัดขึ้นมา แต่ครั้งนี้มันกลับดูกดดันและไม่ค่อยเป็นมิตรกับคู่สนทนาเท่าไหร่นัก
เอเธนส์ ปู่…อย่าบอกนะว่า
เพนนีเรียบเรียงสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เธอทวนชื่ออีกครั้งในหัว จากนั้นหญิงสาวก็อ้าปากอย่างคนเพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวได้
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เมื่อกี้ฉันจำได้ว่ายังไม่หลับสักหน่อย แค่ทิ้งตัวนั่งกับเตียงเองนะ แล้วจะฝันได้ยังไง!?
“ขอโทษครับ”
“แล้วแกล่ะ จะตอบแบบมันหรือยังไง?”
เอ็ดมันด์ละสายตาออกจากเอเธนส์ที่เพิ่งเอ่ยปากขอโทษแล้วหันไปสนใจผู้ชายผมบลอนด์แทน
“ไม่ครับ ผมนัดคุยกับฟรานซิสแล้ว คงต้องรอเจอกันก่อนถึงจะตอบได้”
นั่นเสียงวาดิมไม่ผิดแน่…
เพนนีค่อย ๆ ชะโงกหัวออกมา เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเกาะอยู่ตรงมุมกำแพงเมื่อเห็นว่าผู้ชายใส่สูทสามสี่คนเดินออกไปด้านนอกแล้ว
คนตัวเล็กมองโถงขนาดใหญ่ตรงหน้าที่มีผู้ชายสามคนกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีวาดิมนั่งอยู่ด้วย ส่วนตรงหัวโต๊ะก็เป็นผู้ชายแก่ผมขาวโพลน และชายผมดำสนิทอีกคน นั่นน่าจะเป็นเอเธนส์นะ
“เจอกันครั้งหน้าหวังว่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ฉัน พวกแกน่าจะรู้ว่าฉันอยู่ได้อีกไม่นาน จัดการในเรื่องที่ควรจัดการซะ…ฉันคงไม่ได้เลี้ยงพวกแกมาให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำไปวัน ๆ หรอกจริงไหม?"
เอ็ดมันด์พูดเสียงเข้ม ชายแกมองหน้าบุตรบุญธรรมสลับกันก่อนจะดันเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไม้เท้าคู่กายกับผู้ชายใส่แว่นอายุราว ๆ ห้าสิบปีตรงเข้ามาหา
เพนนีมองบรรยากาศน่าอึดอัดตรงหน้า เธอเหลือบตามองอาหารหลายจานที่เหมือนยังไม่มีใครกินกับจานเปล่าสองใบของวาดิมและเอเธนส์ ที่ยังสะอาดอยู่ตรงหน้าพวกเขาเช่นกัน
“ฉันอิ่มแล้ว พวกแกกลับกันไปได้ละ”
“ครับ / ครับ”
ชายหนุ่มสองคนรับคำแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกัน พวกเข้าโค้งตัวให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างเอ็ดมันด์ที่ตอนนี้มี ‘เจย์’ ผู้ช่วยคนสนิทคอยประกบไม่ห่าง
อันนี้เรียกกินแล้วเหรอ!? เหมือนมานั่งรวมกันอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดมากกว่ามั้ง
คนที่แอบลอบดูสถานการณ์อยู่อีกมุมหนึ่งบ่นขึ้นในใจ เธอมองชายชราค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดแล้วดึงตากลับมาที่เอเธนส์กับวาดิมเพราะพวกเขากำลังจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้
แล้วฉันต้องไปไหนล่ะ
เพนนียืนงงไม่นานก็ตัดสินใจเดินออกมาจากมุมกำแพง ทำให้ร่างสูงผมบลอนด์หันขวับมาที่เธอ นัยน์ตาของเขาเบิกโตขึ้นแล้วรีบเดินตรงเข้ามาหาทันที
หมับ!
“เธอมาทำอะไรที่นี่ เป็นคนของปู่เหรอ?”
“มึงพูดกับใคร”
วาดิมที่เพิ่งเดินมาคว้าข้อมือเพนนีต้องหันกลับไปหาเอเธนส์แทน เมื่อผู้ชายด้านหลังถามขึ้นมาแบบนั้น เขาหันกลับไปมองหน้าเอเธนส์แล้วค่อย ๆ หันใบหน้าช้า ๆ กลับมาหาผู้หญิงที่เขากำลังจับข้อมือเอาไว้
“…ผู้หญิงคนนี้ไง”
“ผู้หญิงอะไรของมึง งานเยอะจนประสาทแดกรึไง หรือคิดจะหลอกผีกูงั้นเหรอ!?”
เอเธนส์สอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วพ่นลมออกมาจากปาก เขาพูดทิ้งท้ายแบบนั้นแล้วสาวเท้าเดินออกไปทันที วาดิมมองตามหลังชายผมดำสนิทไป แม้ใบหน้าของชายหนุ่มจะยังปกติ แต่แววตาดุดันของเขากำลังฉายความงุนงงออกมา
“มันไม่เห็นเธอจริงดิ เป็นผีเหรอ?”
“ฉันไม่ได้เป็นผี ถ้าเป็นผีนายจะเห็นฉันได้ไง”
เพนนีตอบเสียงเรียบ แม้จะประหลาดใจไม่ต่างไปจากผู้ชายตรงหน้าก็ตาม
“คุณวาดิมจะกลับบ้านเลยไหมครับ…เอ่อ เมื่อกี้ได้พูดกับผมรึเปล่า?”
ผู้ชายใส่สูทที่น่าจะเป็นคนของเขาเดินตรงเข้ามาหาพลางหลุบตาลงมองมือของวาดิมที่เหมือนคว้าจับอะไรอยู่กลางอากาศ
“กูหลอนเหรอวะ”
แม้ปากหนาจะพูดออกมาแบบนั้นแต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แถมยังลากคนตัวเล็กให้เดินไปขึ้นรถด้วยกันอีกต่างหาก
พลั่ก!
“…ระวังหน่อย”
“ขอโทษครับ”
วาดิมหันกลับไปตำหนิเมื่ออยู่ดี ๆ คนของตัวเองก็เดินมาชนหลัง แต่พอชายหนุ่มหันกลับไปกลับเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ช่วยของเขาชนผีผู้หญิงที่เขากำลังจูงอยู่ต่างหาก เธอเลยเสียหลักมากระแทกตัวเขาอีกที
วาดิมกับเพนนีต่างงุนงงกับสถานการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็ขึ้นไปนั่งอยู่ข้างกันภายในรถอยู่ดี รถตู้คันใหญ่ขับเคลื่อนออกไปจากอาณาเขตที่พักของเอ็ดมันด์ เพื่อมุ่งหน้าพาชายผมบลอนด์กลับสู้บ้านพักของตนเอง
ตึก ตึก พลั่ก!
“โอ๊ย! นายมาผลักฉันทำไมเนี่ย เป็นบ้ารึไง!”
เพนนีโวยใส่ร่างสูงที่เพิ่งยอมปล่อยข้อมือเธอเมื่อถึงบ้านของเขา แต่ผู้ชายคนนั้นกลับผลักเธอเต็มแรงใส่คนของเขาเนี่ยสิ เป็นประสาทหรือไง!
“มึงโอเคปะวะ ทำไมอยู่ดี ๆ ทำท่าเหมือนจะล้ม”
“เออ โอเค เมื่อกี้เหมือนมีอะไรกระแทกว่ะ…ขอโทษครับคุณวาดิม”
ชายใส่สูทที่เพิ่งถูกเพนนีชนเข้าอย่างจังรีบก้มหัวขอโทษผู้เป็นนายอย่างวาดิมทันที เมื่อตัวเองมีท่าทีไม่เหมาะสม
“มีแค่ฉันที่เห็นเธอจริง ๆ ด้วย…ออกไป”
ร่างสูงพึมพำออกมาก่อนจะไล่คนของตัวเองออกไปด้านนอก เขาปรายตามองใบหน้าสวยของผีสาวอีกครั้งแล้วลากผู้หญิงคนนั้นเดินขึ้นห้องไปด้วยกัน
“ปล่อย! ฉันเดินเองได้ แล้วฉันก็ไม่ใช่ผี ฉันชื่อเพนนี เป็นคนด้วย”
เพนนีร่ายยาวเป็นครั้งแรก เธอรู้ทันความคิดของผู้ชายตรงหน้า ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ผลักเธอใส่ผู้ชายคนนั้นอย่างเมื่อสักครู่หรอก คงอยากทดสอบสินะ ว่าตัวเองเป็นบ้าหรือเปล่า
กริ๊ก!
“ชื่อเพนนี เป็นคน ไม่ใช่ผี แต่มีฉันคนเดียวที่เห็นเธอโวยวายเนี่ยนะ!?”
วาดิมพยายามอย่างมากที่จะเข้าใจเรื่องราวแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น เขากดล็อกประตูห้องแล้วยกแขนขึ้นกอดอกมองสำรวจผู้หญิงที่เจอหน้ากันเป็นครั้งที่สอง
“อือ ถ้าฉันเป็นผีนายจะจับตัวฉันได้ยังไง อีกอย่าง นายต่างหากที่น่าจะไม่มีตัวตน”
คนตัวเล็กพูดออกไป เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะหลุดเข้ามาในหนังสือเล่มนั้นของนักเขียนคนโปรด แม้จะดูเหลือเชื่อไปหน่อย แต่เธอก็มั่นใจว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ใช่ฝันอย่างแน่นอน
เพราะมันสมจริงเกินไป…
“ฉันเนี่ยนะไม่มีตัวตน ที่นี่บ้านฉัน มีคนของฉัน และก็มีแต่คนรู้จักฉัน…แต่ช่างมันเถอะ สงสัยนรกจะส่งเธอมาให้ฉันปู้ยี่ปู้ยำล่ะมั้ง”
วาดิมไม่พูดเปล่าแต่สาวเท้าเข้ามาใกล้ เขายื่นมือมาจับรั้งท้ายทอยเธอแล้วดึงใบหน้าเข้ามาประชิดกัน
“นรก? นายเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนเหรอ ทำไมเปลี่ยนเรื่องไวขนาดนั้น”
“หึ”
มุมปากของวาดิมกระตุกยกขึ้น เขาเผยรอยยิ้มร้ายพลางมองสบตากับนัยน์ตาสีดำขลับของเพนนี ที่ดูกี่ทีเธอก็ไม่มีแววว่าจะกลัวเขาเลย
“…”
“ฉันไม่ปล่อยเธอหายไปแบบครั้งก่อนแน่ มันค้างคา”
ชายหนุ่มพูดย้ำหลังรั้งเอวบางเข้ามาแนบลำตัว เขาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเพนนีที่ตอนนี้หญิงสาวไม่มีท่าทีที่จะขัดขืนหรือปฏิเสธในสิ่งที่เขากำลังจะทำ
คนตัวสูงนั่งทำงานอยู่ในห้องอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน เขามุดหน้าอ่านเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องจัดการก่อนไปทำภารกิจสำคัญในคืนนี้ วาดิมกรีดนิ้วพลิกหน้ากระดาษไปทีละแผ่น กระทั่งมาถึงแผ่นสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบจรดปลายปากกาเซ็นลายเซ็นของตนเองลงไป แกก! นิ้วหนาปล่อยสิ่งที่ถืออยู่ทิ้งลงบนโต๊ะทันที เขาเอนตัวไปพิงกับพนักพิงแล้วยืดเหยียดแขนคลายความเมื่อยล้า ก๊อก ก๊อก… กายแกร่งเด้งพรวดขึ้นมานั่งหลังตรงเขาปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมแล้วจับปากกาขึ้นมาถือไว้ตามเดิมแล้วถึงได้เอ่ยอนุญาตคนหน้าประตู “เข้ามา” “ชาร้อนค่ะคุณวาดิม” “วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วไม่ต้องเข้ามาอีก ฉันจะเคลียร์งานต้องใช้สมาธิ” วาดิมมองป้าแม่บ้านคนใหม่ที่เขาเพิ่งรับเข้ามาทำงานเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ เขาพยักเพยิดหน้าเพื่อให้แม่บ้านวางมันทิ้งไว้ตรงโต๊ะกลางห้อง “ค่ะ รับทราบค่ะ” เมื่อเห็นว่าหญิงมีอายุไม่ได้ขัดอะไรเขาก็ทำทีก้มหน้าลงอ่านเอกสารแล้วรอให้แม่บ้านคนนั้นเดินพ้นออกไปจากห้องของตน ชายหนุ่มรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิทลงแล้วถึงได้ถอนหายใจออกม
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ชายหนุ่มได้ยินผ่านหู ได้อ่านผ่านตาจากสื่อสังคม และคนรอบตัวถึงความโดดเดี่ยวในชีวิตที่ตัวร้ายอย่างเขาต้องเจอ แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนินทาเหล่านั้นไม่เคยมีผลกระทบกับวาดิม เพราะหูของเขาเปิดรับแต่เสียงครางหวานชวนฟังเพียงเท่านั้น “ซี้ดดด อะ อ่าา…อืม ฉันคิดถึงร่างกายนายจะแย่” เพนนีเผยอปากพร่ำบอกกับคนที่กำลังสอดลำกายเข้ามาในตัวเธอ ร่างเล็กเปลือยเปล่าอยู่บนที่นอนขนาดใหญ่แสนคุ้นเคย เธอเปิดปากรับปากร้อนที่โน้มลงมาจูบ แล้วไม่รอช้ารีบจูบตอบกลับไปด้วยความคิดถึง วาดิมดันแก่นกายเข้าไปช้า ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคับแน่นภายในกายสาวทั้ง ๆ ที่เธอก็เพิ่งโดนเขาจับกินไปเมื่อวาน แต่มันกลับบีบรัดตัวตนของเขาแน่นเสียจนกายแกร่งอยากจะปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนนี้ “คิดถึงแค่ร่างกายฉัน แค่นั้นเลยเหรอ อ่าา” เสียงทุ้มกระเส่าไม่ต่าง เขากดกายเข้าไปสุดลำโคนแล้วหลุบตาลงมองใบหน้าสวยที่กำลังเคลิบเคลิ้ม เพนนีปรือตาขึ้นแววตาของเธอเป็นประกายเย้ายวนก่อนที่หญิงสาวจะส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้ “หึ คิดถึงทั้งนาย อ๊ะ! คะ คิดถึงไอ้นั่นด้วย” ปากเล็ก
“…ขอบคุณนะเพนนี ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนเธอ” “คิดมากน่า ไปโรงพยาบาลเถอะไม่ต้องห่วง ฝากสวัสดีแม่ด้วยนะ” “อื้ม” เพนนียื่นมือไปลูบต้นแขนปอยก่อนที่ปอยจะพยักหน้าแล้วอมยิ้มส่งกลับมาให้ แววตาของเพื่อนร่วมงานมีแต่ความกังวลฉายชัด แต่ก็ยังไม่วายมาเกรงอกเกรงใจเธออยู่ดี คนตัวเล็กมองตามปอยไปสุดสายตาเธอสะบัดมือไล่เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานยังหันกลับมามอง ใบหน้าสวยส่ายช้า ๆ กับความขี้กังวลของเพื่อน เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ขาเรียวก้าวฉับไปตามโถงทางเดินภายในอาคารสูง ความจริงแล้วเวลานี้คือเวลาเลิกงานของเธอแต่แม่ของปอยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเสียก่อน ทำให้ปอยที่เข้างานช่วงเย็นต้องมาขอให้เธออยู่ทำงานแทนอย่างไม่มีทางเลือก เพนนีสอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าด้านหลังกางเกง คนตัวเล็กหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าร้านอาหารแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงเมื่อเห็นแขกกำลังหลั่งไหลเข้ามา อดทนไว้เพนนี อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เธอคิดในใจแล้วก้าวขาเข้าไปข้างใน แม้จะยินดีให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างกายของเธออ่อนล้าเต็มทน
พิงค์ไดมอนด์ หรือเพชรเม็ดงามสีชมพูถูกตั้งไว้กลางห้องสี่เหลี่ยม มันได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีแม้แต่ลมจะพัดผ่านไปโดนได้ ประกายสีชมพูส่องระยิบระยับออกมาเมื่อแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามากระทบตัวเพชรผ่านหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องนอนของเอ็ดมันด์ ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่าเป็นห้องพักของชายชราผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเคล เคียงข้างเพชรเม็ดงามในกล่องสีใสใบนั้น มีรูปของเจ้าของห้องวางเคียงข้างกัน… เอ็ดมันด์ เคล ผู้ที่ไม่มีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ได้สิ้นใจลงเมื่อสามวันก่อนหลังจากที่ชายชราได้ครอบครองพิงค์ไดมอนด์แค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องที่เคยตึงเครียดดูเบาบางลงเมื่อเจ้าของห้องได้จากไป แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งกลิ่นอายของความดุดันไม่เปลี่ยนแปลง ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาตามขั้นบันไดก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกเปิดออกพร้อมเจย์ก้าวเข้ามาในห้องเป็นคนแรก “เชิญครับ” ชายใส่แว่นคนสนิทของเอ็ดมันด์ผายมือเชิญให้บุตรบุญธรรมทั้งสองคนเข้ามาในห้อง เขาจับประตูค้างไว้เพื่อรอให้ร่างสูงทั้งสองคนก้าวเข้าไปด้านใน เจย์มองวาดิมกับเอเธนส์เข้าไปยืนหน้ากรอบรูปแล
“…” ดวงตากลมโตจ้องผู้ชายตรงหน้าตาไม่กระพริบ เอเธนส์หันมองรอบห้องก่อนจะหันหลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางแขนทั้งสองข้างเท้ากับชั้นวางตู้เซฟ ตอนนี้เพนนีเลยเหมือนถูกร่างสูงตรงหน้ากักตัวไว้ไม่มีผิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจให้แรงเกินไป ต่อให้รู้ว่าเอเธนส์มองไม่เห็น แต่มันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขาจะไม่สัมผัสถูกตัวเธอ คนตัวเล็กเขยิบตัวถอยหลังเมื่อเขาโน้มตัวลงมาหา เอเธนส์กำลังก้มหน้ามองตู้เซฟที่เรียงรายอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ด้วยกัน ชั้นวางสั่นเบา ๆ เพราะเพนนีดันหลังไปชิดกับมัน ทำให้คนที่ยันแขนอยู่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหว คิ้วของเขาผูกเป็นโบว์แน่นกว่าเดิมพลางจมูกโด่งเป็นสันก็ก้มลงมาดมฟุดฟิดอยู่ใกล้กับซอกคอของเพนนี “…” ใจดวงเล็กเต้นระส่ำ เธอเบี่ยงหน้าหลบพลันจมูกก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่ตนเองฉีดลอยคลุ้งขึ้นมา อย่าบอกนะว่าเขาได้กลิ่น… “…ไม่ใช่ของราเชล” เอเธนส์พึมพำ สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึงพลันนัยน์ตาที่เคยฉงนก็แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ กึก กึก! เพนนีสะดุ้งอีกค
“อยากได้อะไรอีกไหม? อิ่มรึเปล่า? ขนมหวานล่ะเอาเลยไหม…ฉันจะได้บอกให้คนเอาขึ้นมาเสิร์ฟ” เพนนีหันมองผู้ชายที่นั่งกินอาหารมื้อค่ำด้วยกัน เธอหรี่ตาลงแล้วจ้องหน้าเขา เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้วาดิมดูแลเธออย่างดีชนิดที่ว่าแทบไม่ต้องทำอะไรเอง…มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล “นายดีกับฉันจนผิดปกตินะวาดิม ต้องการอะไรกันแน่” คนตัวเล็กถาม และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของวันนี้ที่เธอถามเขาไปแบบนั้น “กินให้อิ่มก่อนสิ เรื่องที่ฉันจะให้เธอทำมันไม่ยากหรอก กินเข้าไปให้อิ่มท้องจะได้มีแรงย่อง” “…มีแรงย่อง!?” คิ้วเรียวขมวดเป็นปม เธอทวนประโยคที่เขาเพิ่งพูดก่อนที่วาดิมจะพยักหน้ารับแล้วตักอาหารในจานเข้าปากไป “นายหมา…” ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ร่างสูงปรายตามองเพนนีที่กำลังจะอ้าปากถามอะไรสักอย่างแต่ต้องหุบปากของตัวเองไปก่อนเมื่อมีเสียงดังมาจากประตูห้อง ทันทีที่วาดิมเอ่ยอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาชายใส่สูทที่เห็นหน้ากันเป็นประจำก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษพับในมือ เขาเดินตรงเข้ามาหาผู้เป็นนายแล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก… สองหนุ่มสาวงัวเงียแล้วค่อย ๆ ปรือตาขึ้นเมื่อหูได้ยินเสียงรบกวน ร่างเปลือยเปล่าของคนทั้งคู่นอนก่ายกันตลอดคืนโดยมีผ้าห่มช่วยปกคลุมภาพสุดสยิวเอาไว้ “…” “…” เพนนีมองสบตากับผู้ชายที่เธอนอนกอดเขาตลอดคืน ใบหน้าสวยยังคงไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา แต่กลับเบี่ย
วิ้ววว ~ เสียงของลมพัดผ่านใบหูบางดังวี้ดวิ้วจนร่างแบบบางที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มค่อย ๆ ปรือตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพนนีลืมตาขึ้นในความมืด เธอหรี่ตาลงอีกครั้งเมื่อดวงตายังพร่ามัวจับสังเกตอะไรไม่ได้ แปะ แปะ… มือเล็กควานหาผ้าห่มที่เคยปกคลุมตัวเอาไว้ แต่มือกลับสัมผัสเจอแต่ชุดนอนของต
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบไปตามพื้นคอนกรีต บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมและเสียงหายใจของเพนนีเท่านั้นที่ดังให้ได้ยินระหว่างที่ร่างบางกำลังเดินกลับบ้าน หญิงสาวยังเพ่งหนังสือในมืออยู่ตลอดด้วยความฉงน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองตามเก็บนิยายของนักเขียนคนนี้ครบหมดทุกเล่มเพราะเป็นแฟนคลับตัวยง
“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก” “อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง” เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดิน







