LOGINเพนนีเดินอยู่ท่ามกลางความมืดระหว่างทางที่เธอกำลังเดินกลับบ้านของตัวเอง แม้จะยังรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยกับหลาย ๆ เรื่องในวันนี้ที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไหร่นัก แต่หญิงสาวก็ยังตีหน้าเรียบเฉยได้ราวกับปัจจัยภายนอกไม่สามารถทำให้ผู้หญิงอย่างเธอสั่นคลอนได้เลย
ขาเรียวภายใต้กางเกงตัวใหญ่เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟบนถนนที่กำลังกระพริบจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ ใบหน้าสวยเงยมองเสาไฟขนาดกลางที่สลับกันกระพริบไปตลอดทางเดินแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความไม่พัฒนาแม้จะอยู่ในเมืองกรุง
เธอใช้เวลาเดินพอสมควรเพราะไม่ได้เร่งรีบอะไร กระทั่งพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้คุ้นตาในที่สุด
วี้ดด วิ้ววว ~
เพนนีหยิบเอากุญแจบ้านออกมาแล้วไขรั้วเหล็กเปิดเข้าไป เธอไม่คิดสนใจบรรยากาศวังเวงรอบตัวอย่างคนปกติที่คงจะเสียวสันหลังไม่น้อยกับความเงียบสงัดชวนขนหัวลุกแบบนี้
ปึงง! เหมียววว ~
ไม่ทันที่เพนนีจะได้เดินเข้าบ้าน ก็มีแมวหง่าวสีดำกระโจนลงมาจากกำแพงแล้วดักหน้าเธอไว้เสียก่อน มันมองมาที่เธอแล้วก้าวเข้ามาหาช้า ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
“เฮอะ”
เพนนีพ่นลมออกจากปากแล้วเดินเข้าไปหาแมวตัวสีดำที่กำลังตรงมาที่เธอเช่นกัน หญิงสาวยกขาขึ้นแล้วก้าวข้ามตัวมันไปพลันเหลือบตามองไปบ้านของป้าตอง เพราะแมวตัวนั้นเป็นแมวที่ป้าแกเลี้ยงเอาไว้แต่มันชอบข้ามกำแพงมาสร้างปัญหาฝั่งบ้านเธออยู่บ่อย ๆ
นัยน์ตาสีดำสนิทละความสนใจกลับมาที่ประตูบ้าน มือเรียวยื่นไปปลดล็อกประตูอีกครั้งก่อนจะเอื้อมมือคลำหาสวิตช์เพื่อเปิดไฟให้ทั่วทั้งบ้านสว่างขึ้น แต่กดเท่าไหร่บ้านของเธอก็ยังมืดสนิทอยู่ดี…
ไฟดับเหรอ
แป๊ก!
ไม่ติด แต่บ้านป้าตองก็มีไฟ หลอดไฟเสียอีกแล้วสิ
ใบหน้าสวยเรียบตึงกว่าเดิมเมื่อเธอลองชะโงกหน้าออกไปดูบ้านของป้าตองที่ไฟสว่างจ้าอีกครั้ง ร่างบางล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วกดเปิดไฟจากมือถือพกพาของตัวเอง พร้อมส่องไปตามทางเดินตรงไปที่ตู้ไม้ที่ติดอยู่กับผนังของบ้าน
เพนนีเปิดมันออกแล้วหยิบเอาหลอดไฟสำรองออกมา เธอลากเก้าอี้ครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงดังชวนสยอง ก่อนจะก้าวขาปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟแอลอีดีที่ทำให้เธอดูเหมือนฆาตกรโรคจิตยามค่ำคืนไม่ก็โจรลักขโมยของ
พรึบ!
ภายในบ้านไม้ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากสาวเจ้าของบ้านสว่างขึ้นอีกครั้ง เพนนีหรี่ตาลงเมื่อแสงของมันแยงตาเธอแล้วก้าวขาลงมายืนอยู่กับพื้นบ้านตามเดิม
ผิวหน้าเนียนใสยังนิ่งเฉยได้แม้เรื่องวุ่น ๆ จะเกิดกับเธอไม่เว้นแต่ละนาที หญิงสาวเดินไปวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะทานข้าวก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่ครัวเพื่อทำอาหารง่าย ๆ เข้าท้องที่เริ่มส่งเสียงร้องโอดครวญหาอาหาร
เพนนีเดินผ่านพัดลมแบบตั้งพื้น เธอเลยใช้ปลายนิ้วเท้ากดเปิดมันแบบไม่ต้องก้มตัวลงไปให้เสียเวลา มือบางยกขึ้นรวบผมยาวสีธรรมชาติของตัวเองเข้าด้วยกันก่อนจะลงมือทำอาหารจากวัตถุดิบที่เหลือค้างอยู่ในตู้เย็น
ร่างบางใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็กลับมานั่งตรงโต๊ะทานข้าวพร้อมข้าวหมูกระเทียมตรงหน้า คนตัวเล็กจัดการกับอาหารจนมันพร่องไปครึ่งค่อนจาน ที่เธอใช้ชีวิตกึ่งเรียบง่ายกึ่งเหมือนคนไม่มีแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่ารายได้น้อยขนาดนั้น แต่อยากเก็บเงินจากการทำงานให้ได้มากที่สุดเพราะรู้ว่าอนาคตของตัวเองยามบั้นปลายคงต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังนี้
อืดด อืดดด…
หน้าจอมือถือสว่างขึ้น มันสั่นอยู่บนโต๊ะกินข้าวจนเพนนีจำต้องผละความสนใจไปที่มันจนได้
แม่ : บ้านของเราแม่โอนเป็นชื่อเพนนีเรียบร้อยแล้วนะ
ดวงตากลมโตมองข้อความที่ถูกส่งมาจากแม่แท้ ๆ ของเธอด้วยสายตาว่างเปล่า หญิงสาวไม่ได้รู้สึกดีใจที่อดีตเรือนหอของพ่อกับแม่ถูกยกให้เธอเป็นมรดก
พวกเขาก็ควรจะรับผิดชอบอะไรในตัวเธอบ้าง…
ที่ผ่านมาเธอต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียวตั้งแต่เข้าวัยรุ่น กระทั่งตอนนี้ที่อีกสี่ปีก็จะเข้าเลขสาม โดยมีเพียงเงินหล่อเลี้ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพ่อแม่แท้ ๆ ที่ส่งให้เธอรวมกันไม่ถึงเดือนละห้าพันด้วยซ้ำ กับชีวิตที่เธอต้องอุทิศทำงานทุกอย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน และเอาตัวรอดมาได้ถึงปัจจุบันอย่างไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่
แม่ : แม่รักลูกนะ
เพนนีปรายมองหน้าจอที่สว่างขึ้นอีกหน เป็นแม่ของเธอเช่นเคยที่ส่งข้อความมาบอกรัก แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ใจดวงน้อยรู้สึกกระดี๊กระด๊า หรือสร้างความอบอุ่นแต่อย่างใด
เธอรู้ดีว่าพ่อและแม่ของตัวเองไปมีชีวิตที่ดีอยู่กับครอบครัวใหม่ และพวกเขามีเงินมากมาย มากพอที่จะซื้อความสุขให้กับตัวเองแล้วทิ้งพยานรักที่ไม่อยากเก็บเอาไว้ โดยการปิดตายมันและค่อย ๆ ตัดเธอออกจากวงจรชีวิตของพวกเขา
เพนนี : ค่ะ
ปลายนิ้วเรียวพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้น ๆ เธอไม่คิดแสร้งบอกรัก หรือเอ่ยความรู้สึกใด ๆ ทั้งนั้น เพราะหัวใจมันด้านชาเรื่องพวกนี้ไปตั้งนานแล้ว…
หญิงสาวพลิกโทรศัพท์คว่ำหน้าจอลงแล้วถอยเก้าอี้ลุกขึ้นยืนหยิบเอาจานข้าวที่ยังกินไม่หมดไปเททิ้งลงถังขยะ เธอล้างแล้วคว่ำจานทิ้งไว้พร้อมเดินกลับมาหยิบกระเป๋าสะพาย จัดการปิดบ้านให้เรียบร้อยแล้วเดินขึ้นไปบนห้องนอน
ปึง!
ประตูห้องปิดลงเสียงดังตามแรงกระชากของสาวเจ้าของบ้าน เพนนีปล่อยกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วหยิบเอาหนังสือปกหนังสีดำออกมาวางทิ้งไว้ก่อนจะถอดเสื้อผ้าพันตัวด้วยผ้าขนหนู แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
ยี่สิบนาทีให้หลัง…
ขาเรียวขาวยังมีหยดน้ำเกาะก้าวออกมาจากห้องน้ำ เธอยืนเอาเท้าซับน้ำอยู่บนผ้าเช็ดเท้าแล้วใช้ผ้าขนหนูที่ห่อหุ้มร่างกายซับหยดน้ำบนตัวไปด้วย
ร่างขาวโพลนที่ถูกเสื้อผ้าปกคลุมเอาไว้ตลอดขาวซีดขึ้นกว่าเดิม มันไม่ได้สัมผัสแดดเพราะมัวแต่ใช้ชีวิตหลบอยู่ในโรงแรมหรูตลอดทั้งวัน
วี้วววว ~
คนตัวเล็กรีบเดินไปปิดหน้าต่างไม้ที่ยังเปิดอ้ากว้างจนลมเย็นพัดเข้ามากระทบผิว ขนกายของเธอลุกชันจนต้องยกมือขึ้นมาลูบต้นแขนของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
“หนาวชะมัด”
ปากเล็กขมุบขมิบบ่นเมื่อจัดการรวบผ้าม่านลายวินเทจเป็นที่เรียบร้อย เธอหมุนตัวกลับมาทาครีมและใส่เสื้อผ้าพร้อมเอาผ้าขนหนูไปผึ่งทิ้งไว้กับราวภายในห้อง
กึก…
เท้าเรียวชะงักในขณะที่กำลังจะเดินไปที่เตียงนอน เธอเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วหยิบเอาหนังสือปกหนังขึ้นมาถือพลางกรีดนิ้วเตรียมเปิดมันอีกครั้ง
เอ๊ะ!?
เพนนีลองเปิดมันอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง แต่เธอก็ไม่สามารถเปิดมันได้ ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความงุนงงที่อยู่ดี ๆ หนังสือในมือก็ปิดสนิทราวกับถูกติดกาวเอาไว้ คิ้วเรียวค่อย ๆ ยู่เข้าใส่กันพร้อมความฉงนที่ฉายขึ้นมาบนใบหน้า
พรึบ
หญิงสาวโยนสิ่งที่ถือกลับลงไปตามเดิมเมื่อเธอหมดความพยายาม เพนนีปรายตามองมันอีกครั้งพลางบ่นในใจ
เงินก็เสียแล้วยังได้ของไม่มีคุณภาพมาอีก
เธอหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียงนอนแล้วทิ้งตัวลงนั่งเต็มแรง
“โอ๊ย! อุบ…”
เพนนีอ้าปากร้องเมื่อความรู้สึกปวดหนึบตรงก้นกบแล่นเข้ามา แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงตัวเองไว้เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนที่นอนอย่างที่ควรจะเป็น…
ที่นี่ ที่ไหนกัน? ฉันยังไม่ได้นอนแล้วจะฝันได้ยังไง
ตากลมเบิกกว้างขึ้นด้วยความสับสนปนตะลึง เธอหันมองบรรยากาศรอบตัวที่ไม่คุ้นตา ที่นี่ไม่ใช่บ้านหลังโตตอนที่ฝันคราวก่อนด้วย
“…เสียงอะไร”
“นะ นี่นาย พอแล้ว…ซี้ดดด” เพนนีผวาตัวตามร่างสูงที่สุดท้ายเขาก็ยอมถอนกายออกไปจากช่วงล่างของเธอในที่สุด นัยน์ตาสวยฉ่ำปรือหยาดเยิ้มไปด้วยพิษใคร่ เธอถูกเขาจ้วงแทงหลายรอบติดกัน จนร่างกายไร้เรี่ยวแรงไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นนั่งแม้กายหนาจะลุกขึ้นยืนและกำลังมองเธอนอนอ้าซ่าอยู่ก็ตาม ร่างขาวนวลเนียนเปิดเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขายืนมองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ นัยน์ตาคมไล่สำรวจไปทั่วเรือนร่างของเพนนีที่ตอนนี้มีร่องรอยดูดเม้ม และรอยบีบเคล้นจาง ๆ ตรงหน้าอกที่เกิดจากฝีมือของเขา ทำได้ดี วาดิมคิดในใจพลันมุมปากหนาก็ยกขึ้นเองอัตโนมัติ แม้ชายหนุ่มจะอยากมองร่างสวยนั่นต่ออีกสักหน่อยแต่จิตสำนึกที่เขายังพอมีเลยเลือกจะเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเพนนีไว้แทน ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่ใช้คำว่าสงสารจะดีกว่า เพราะรายนั้นยังนอนหอบหายใจแหกขาโชว์กลีบดอกไม้ช้ำ ๆ อยู่เลย “แฮ่ก แฮ่ก” คนตัวเล็กเผยอปากเล็กน้อยเพื่อช่วยจมูกรั้นสูดลมหายใจเข้าไป ตอนนี้แค่จมูกของเธอคงไม่สามารถทำงานได้มากพอจากความเหน็ดเหนื่อยราวกับคนไปวิ่งมาสามสิบสี่สิบกิโลติด ๆ กัน
นักเขียนคนที่ฉันติดตามไม่มีทางเขียนนิยายอีโรติกแน่ ๆ แล้วทำไมถึงมีพล็อตแบบนี้ได้… เพนนีมองสบสายตากับวาดิม เธอปล่อยให้ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ โดยที่ฝ่ามือร้อนก็กำลังบีบเคล้นรอบเอวของเธอไปด้วยในขณะนี้ ผู้ชายหล่อตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขากำลังสังเกตเธออยู่เช่นกัน เธอรู้ดี ถ้านี่ไม่ใช่ฝันแล้วฉันหลุดเข้ามาในหนังสือที่อ่าน ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วฉันก็ไม่มีตัวตนในนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็… นัยน์ตาสวยเป็นประกายวิ้งขึ้นมาเมื่อเธอตัดสินใจอะไรได้ เพนนีหลุบตาลงมองริมฝีปากของวาดิม ผู้ชายที่เธอมองว่าเขาช่างมีเสน่ห์เหลือเกินตั้งแต่ได้รู้จักกันผ่านตัวหนังสือ “ทำในสิ่งที่นายอยากทำ เพราะฉันก็อยากลองเหมือนกัน” เสียงของเพนนีเย็นเรียบไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่า เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปวางบนบ่าวาดิมแล้วจ้องตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “ดี ฉันไม่ชอบเล่นเกมแมวไล่จับหนูอยู่แล้ว…เพนนี” วาดิมพูดออกมาบ้าง เขาไล่ตามองกรอบหน้าสวยแล้วเคลื่อนมือไปถกชายเสื้อตัวโคร่งของเพนนีออกจากตัว ตาคมมองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูจะเปิดทางให้เขาถอดเสื้อผ้าเธอออ
“…เสียงอะไร?” เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า เธอนั่งคู้ตัวอยู่แบบนั้นกระทั่งเสียงการก้าวเดินเงียบลงแล้วค่อย ๆ ห่างออกไปในที่สุด “กรอบรูปตกครับท่าน” ท่านงั้นเหรอ… ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันยุ่งเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรายงานใครสักคนไปแบบนั้น เธอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถึงได้เห็นว่ามีกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่ตรงผนังตกลงมาจริง ๆ “เสียงอย่างกับคนล้ม ช่างมันเถอะ” เสียงเหมือนคนแก่เลย… ใบหน้าสวยโผล่ออกมาจากมุมกำแพง เธอมองผู้ชายใส่สูทโค้งตัวให้ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นจากจุดนี้ได้ “เมื่อกี้แกพูดถึงไหนแล้วนะ” “…เรื่องสัมปทานที่ปู่บอก คนของผมรายงานมาว่าฟรานซิสยังไม่มีกำหนดการที่จะเปิดเผยหรือป่าวประกาศต่อสาธารณะชน ถ้าเป็น…” “เอเธนส์ ฉันรับแกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื
เพนนีเดินอยู่ท่ามกลางความมืดระหว่างทางที่เธอกำลังเดินกลับบ้านของตัวเอง แม้จะยังรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยกับหลาย ๆ เรื่องในวันนี้ที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไหร่นัก แต่หญิงสาวก็ยังตีหน้าเรียบเฉยได้ราวกับปัจจัยภายนอกไม่สามารถทำให้ผู้หญิงอย่างเธอสั่นคลอนได้เลย ขาเรียวภายใต้กางเกงตัวใหญ่เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟบนถนนที่กำลังกระพริบจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ ใบหน้าสวยเงยมองเสาไฟขนาดกลางที่สลับกันกระพริบไปตลอดทางเดินแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความไม่พัฒนาแม้จะอยู่ในเมืองกรุง เธอใช้เวลาเดินพอสมควรเพราะไม่ได้เร่งรีบอะไร กระทั่งพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้คุ้นตาในที่สุด วี้ดด วิ้ววว ~ เพนนีหยิบเอากุญแจบ้านออกมาแล้วไขรั้วเหล็กเปิดเข้าไป เธอไม่คิดสนใจบรรยากาศวังเวงรอบตัวอย่างคนปกติที่คงจะเสียวสันหลังไม่น้อยกับความเงียบสงัดชวนขนหัวลุกแบบนี้ ปึงง! เหมียววว ~ ไม่ทันที่เพนนีจะได้เดินเข้าบ้าน ก็มีแมวหง่าวสีดำกระโจนลงมาจากกำแพงแล้วดักหน้าเธอไว้เสียก่อน มันมองมาที่เธอแล้วก้าวเข้ามาหาช้า ๆ อย่างไม่เกรงกลัว “เฮอะ” เพนนีพ่นลมออกจากปากแ
05:30น. ฟึบ! “…” นัยน์ตาสวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เธอเหมือนถูกผลักลงบนที่นอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวาดิม แถมกลิ่นในห้องยังคุ้นจมูกเสียจนอาการปวดวิ้งในหัวที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันยังไม่สามารถดึงความรู้สึกประหลาดใจไปจากเธอได้ “บ้านฉัน” เพนนีพูดออกมาโดยไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจสถานที่โดยรอบ แค่เพียงกลิ่นที่คุ้นเคยกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวงยามค่ำคืนแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบ้านของเธอ เมื่อกี้ฝันไปจริง ๆ ด้วย อย่างกับเรื่องจริงแหนะ ใบหน้าสวยหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ากำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีฟ้าคราม เตรียมให้พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง หญิงสาวนอนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้ขยับไปไหน กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งไว้ดังขึ้น กริ๊งงงงงง ~ “เฮ้อ!” เธอถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเหนื่อยล้าแทบจะเข้ามาทันทีเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปทำงานอีกแล้ว สาวสวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง เธอไม่คิดใส่ใจอะไรทั้งนั้นทำเพียงล้างหน้าแปรงฟันแล้วกล
วิ้ววว ~ เสียงของลมพัดผ่านใบหูบางดังวี้ดวิ้วจนร่างแบบบางที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มค่อย ๆ ปรือตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพนนีลืมตาขึ้นในความมืด เธอหรี่ตาลงอีกครั้งเมื่อดวงตายังพร่ามัวจับสังเกตอะไรไม่ได้ แปะ แปะ… มือเล็กควานหาผ้าห่มที่เคยปกคลุมตัวเอาไว้ แต่มือกลับสัมผัสเจอแต่ชุดนอนของตัวเองเพียงเท่านั้น ผ้าห่มฉันไปไหน? หนาวก็หนาว แล้วทำไมที่นอนแข็งขนาดนี้ คนตัวเล็กนึกคิดอยู่ในใจเมื่อร่างกายสัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างอย่างที่ไม่เคยเป็น เธอพลิกตัวหันกลับไปอีกทางหนึ่งแต่กลับรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวยิ่งกว่าเดิม “ทำไมมันแข็งแบบนี้เนี่ย…” เพนนียันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ปากเล็กก็ต้องชะงักค้างการบ่นของตัวเองไปเมื่อเธอตื่นเต็มตาแล้วเห็นว่าตัวเองนั่งกองอยู่กับพื้นหิน แปลว่าก่อนหน้านั้นเธอพลิกตัวนอนเถือกไถไปมากับพื้นแข็ง ๆ นี่สินะ…เจ็บหลังชะมัด ดวงตากลมโตไล่มองสถานที่โดยรอบด้วยความงุนงง ใบหน้าสวยหันไปมองจนครบสามร้อยหกสิบองศา เธอถึงมั่นใจได้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธออย่างแน่นอน ฝันสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้นแขนเรียวก็