LOGIN05:30น.
ฟึบ!
“…”
นัยน์ตาสวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เธอเหมือนถูกผลักลงบนที่นอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวาดิม แถมกลิ่นในห้องยังคุ้นจมูกเสียจนอาการปวดวิ้งในหัวที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันยังไม่สามารถดึงความรู้สึกประหลาดใจไปจากเธอได้
“บ้านฉัน”
เพนนีพูดออกมาโดยไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจสถานที่โดยรอบ แค่เพียงกลิ่นที่คุ้นเคยกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวงยามค่ำคืนแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบ้านของเธอ
เมื่อกี้ฝันไปจริง ๆ ด้วย อย่างกับเรื่องจริงแหนะ
ใบหน้าสวยหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ากำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีฟ้าคราม เตรียมให้พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง หญิงสาวนอนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้ขยับไปไหน กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งไว้ดังขึ้น
กริ๊งงงงงง ~
“เฮ้อ!”
เธอถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเหนื่อยล้าแทบจะเข้ามาทันทีเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปทำงานอีกแล้ว สาวสวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง เธอไม่คิดใส่ใจอะไรทั้งนั้นทำเพียงล้างหน้าแปรงฟันแล้วกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
เพนนีกำลังจะถอดชุดนอนของตัวเองออกแต่ก็ต้องนิ่งค้างไปเมื่อกระดุมเม็ดบนสุดหลุดออกจากกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ หญิงสาวเดินตรงไปที่กระจกแต่งตัวภายในห้อง เธอมองตัวเองผมเผ้ายุ่งเหยิงพลันระหว่างคิ้วก็ย่นเข้าหากันทันที
แปลกแฮะ หรือว่านอนดิ้น แล้วทำไมตื่นมาถึงไปกองอยู่ตรงปลายเตียงแบบนั้นได้?
ในหัวของเพนนีตีกันยุ่งไปหมด แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องสลัดความคิดไม่เข้าท่าออกไปก่อนเพราะวันนี้ต้องเข้างานกะเช้า ถ้าไม่รีบไปก่อนเวลามีหวังได้เลิกงานช้าอีกแน่ ๆ
คิดได้ดังนั้นมือบางก็ไล่ปลดกระดุมชุดนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ทรงหลวมอย่างเคย เธอหันไปคว้าเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาคล้องแล้วมองรอบห้องอีกครั้งว่าไม่ลืมหยิบของใช้ส่วนตัวอย่างอื่น
เพนนีเปิดประตูห้องเตรียมจะเดินออกไปแต่เธอก็ต้องหันกลับเข้ามาด้านในอีกที เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะเอาหนังสือหลุดคิวซีที่เพิ่งซื้อมาไปคืนร้านหนังสือด้วย
“เกือบลืมแล้วไหมล่ะ”
ร่างบางคุยกับตัวเองแล้วเดินไปหยิบหนังสือปกหนังสีดำที่วางทิ้งไว้ตรงหัวนอน เธอหย่อนมันลงกระเป๋าแล้วรีบเดินออกไปจากบ้านในขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดี
รองเท้าผ้าใบคู่เก่ากระทบไปกับพื้นระหว่างทางเดินไปทำงาน ใบหน้าสวยนิ่งเรียบไร้อารมณ์ตามเคยแต่เพนนีกำลังยกนิ้วขึ้นมาถูริมฝีปากตัวเองเมื่อมันรู้สึกร้อนผ่าวแบบผิดปกติ
“…ทำไมมันร้อนแบบนี้ล่ะ แมลงกัดตอนนอนรึไง”
คนตัวเล็กเริ่มหงุดหงิดเมื่อร่างกายและความรู้สึกผิดปกติบางอย่างก่อตัวขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เธอกระชับกระเป๋าสะพายแน่นแล้วเดินเข้าตึงสูงระฟ้าไป…
16:00น.
“วันนี้เลิกงานพร้อมกัน ไปกินข้าวกันต่อไหมพี่เพนนี พี่เคนนี่ พี่ปอยด้วย”
เสียงของแพรสาวน้อยอายุยี่สิบสองเอ่ยชวนพี่ร่วมงานที่สนิทกันหลังจากเพิ่งได้พักเบรกทานข้าวเช้ากันตอนใกล้จะเลิกงาน
“มาชวนตอนเพิ่งกินข้าวไปเต็มท้องเนี่ยนะยัยแพร ถามจริ๊ง!?”
เคน หรือ เคนนี่ผู้จัดการประจำร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่จีบปากจีบคอส่งเสียงถามแพรกลับไป ผู้ชายใจสาวพูดแบบนั้นก็จริงแต่กลับทำมือทำไม้โอเคแทนการตอบตกลงเสียอย่างนั้น
“ฮ่า ๆ ไหนบอกเพิ่งกินข้าวแล้วทำไมโอเคล่ะ”
ส่วนสาวห้าวอย่างปอยก็หัวเราะร่วนออกมาพลันส่ายหัวแล้วหันไปรอคำตอบจากเพนนี
“…ไปก็ได้ เบื่อ ๆ อยู่ ออกไปเจอคนหน่อยก็ดี”
เพนนีตอบตกลงเพื่อนร่วมงาน ใจจริงเธอไม่ได้อยากไปหรอกเพราะอยากนอนมากกว่า แต่นาน ๆ ทีจะเลิกงานเวลาเดียวกันกับสามคนนี้สักที เลยไม่อยากปฏิเสธ
“ดีมากจ้ะแม่คนงาม งั้นขอตัวไปเปลี่ยนชุดออกจากตำแหน่งผู้จัดการก่อนนะ เจอกันทางออก”
เคนหันมาใช้มือลูบคางเพนนีแล้วเตรียมจะลุกขึ้นยืนไปทำในสิ่งที่เพิ่งพูดบอก แต่ผู้หญิงอีกสามคนบนโต๊ะกลับลุกขึ้นพร้อมกันกับเขาเพราะจะไปถอดยูนิฟอร์มของโรงแรมออกเตรียมเลิกงานเหมือนกัน
ทั้งสี่คนเดินแยกกันเข้าไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ล็อกเกอร์ของเพนนีอยู่ไกลสุดเธอเลยต้องเดินผ่านกระจกบานใหญ่หน้าห้องน้ำไปก่อน ใบหน้าสวยหันไปมองตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจกก่อนจะหยุดการก้าวเดินเพื่อสำรวจร่องรอยแปลก ๆ ที่ตาของเธอเพิ่งเห็นมัน
นี่มันรอยอะไร…?
ตากลมโตฉายความงุนงงออกมา พลันมือก็ยกขึ้นรูปรอยแดงก่ำใต้สันกรามตัวเอง เธอสัมผัสมันเบา ๆ ก่อนจะหลุบตาลงมองริมฝีปากที่ยังบวมเจ่ออีกครั้ง
“เมื่อคืนนอนเม้มปากเหรอ หรือแมลงกัด แล้วไอ้รอยนี่มันมาจากไหนล่ะ ทำไมเหมือน…”
เหมือนที่ทำในฝันเลย
ทันใดนั้นภาพที่วาดิมใช้ปากเม้มตรงคอของเธอก็ผุดเข้ามาในหัว ทำให้ระหว่างคิ้วของเพนนียู่เข้าหากันอีกครั้ง
กระดุมชุดนอนหลุด ผมก็ยุ่ง ปากก็บวม มันจะไม่สมจริงเกินไปหน่อยเหรอ…
เฮือก!
“ตกใจอะไรขนาดนั้น ยังไม่เปลี่ยนชุดอีกเหรอ มัวแต่เหม่ออะไร”
เพนนีสะดุ้งตัวโยนพร้อมสติกลับเข้าร่างทันทีเมื่อปอยเดินมาวางมือลงบนไหล่ เธอมองภาพปอยสะท้อนยืนอยู่ด้านหลังแล้วถึงได้ถอนหายใจออกมา
“อ่อ…ปะ เปล่า กำลังไปน่ะ”
คนตัวเล็กตอบเสียงตะกุกตะกักแล้วรีบเดินไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนชุด เพนนีใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็เดินออกมาจากห้องน้ำที่ตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานอีกสามคนรออยู่ก่อนแล้ว
“…ปะ เดี๋ยวชนช่วงคนเลิกงานจะบันเทิงเกิน”
เคนพยักหน้าแล้วควงแขนกับแพรเดินนำไป ส่วนปอยก็หันมามองเพนนีแล้วจับแขนเพื่อนสาวที่พูดน้อยที่สุดออกเดินเช่นกัน
ตึก ตึก ตึก
“พี่เคน มีแขกวีนอยู่ที่ห้องอาหารต้องการพบพี่ด่วน!”
โดนัทพนักงานสาวอีกคนที่เพิ่งเข้ากะบ่ายวิ่งหน้าตาตื่นมาเรียกผู้จัดการของร้านตัวเองให้ไปที่ร้านอาหาร ผู้หญิงคนนั้นหอบตัวโยนแต่ก็พยายามปรับการหายใจให้เป็นปกติ
“ให้เดี่ยวจัดการไปสิ มันมาเข้างานแล้วไม่ใช่เหรอ”
ชายใจสาวมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นแล้วโบ้ยงานไปให้รองผู้จัดการอย่างเดี่ยวแทน เพราะตอนนี้มันหมดหน้าที่ของเขาแล้ว
“…แต่คุณพลอยพรรณต้องการพบพี่เท่านั้น พี่ก็น่าจะรู้”
“เวรละ”
เคนสบถออกมาพลันชำเลืองตามองเพนนี แพร และปอย จากนั้นทั้งสี่คนที่กำลังจะพากันไปสังสรรค์ก็ต้องเดินไหล่ตกกลับไปเปลี่ยนชุดทำงานอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อรู้ว่าแขกที่วีนเป็นแขกคนสำคัญที่มักสร้างปัญหาทุกครั้งเวลาเข้ามาใช้บริการ…
“สวัสดีครับคุณพลอยพรรณ”
เคนอยู่ในชุดสูทพร้อมเพนนีที่กลับไปยืนประจำตำแหน่งโฮสต์ หรือพนักงานต้อนรับประจำร้านอาหารสุดหรู เหตุผลที่เธอและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนต้องกลับมาด้วยก็เป็นเพราะคุณพลอยพรรณชอบเรียกหาแต่พนักงานเก่า ๆ ที่ทำงานกันมานานน่ะสิ แล้วถ้ารายนั้นไม่ได้ตามใจต้องการก็จะพาลวีนจนแขกคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด
เพนนียืนมองเคนถูกคุณพลอยพรรณด่าสาดเสียเทเสียอย่างช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะด่าแบบผู้ดีแต่ยังไงก็เป็นการด่าอยู่ดีนั่นแหละ เธอเห็นเคนคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก็ได้แต่ขอโทษขอโพยในความไม่สะดวกต่าง ๆ ที่คนรวยอย่างผู้หญิงคนนั้นจะสรรหามาว่า
ที่จริงแล้วเธอเข้างานมาพร้อมกับเคน และเธอก็ถูกเสนอชื่อให้ขึ้นเป็นผู้จัดการเช่นกัน แต่เพนนีเลือกที่จะปฏิเสธเพราะพอทำงานมาได้หลายปีเข้าก็พอจะรู้ว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่คุ้มกับสุขภาพจิตที่จะเสียไปแบบนี้ สู้ทำงานเก็บเงินไปอีกสักพักแล้วค่อยออกไปหางานอื่นทำดีกว่า
“ออกไปเถอะ ทำแบบนี้นาน ๆ คนอื่นจะหาว่าฉันใจร้าย”
“ครับผม ขอตัวนะครับ”
เคนผงกหัวรับคำแล้วถึงได้ลุกเดินออกมา เธอมองผู้จัดการประจำร้านเดินตรงมาหาด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ปากของเคนมันคว่ำเสียจนบิดเบี้ยวผิดรูป
“…เรื่องเดิม ๆ แค่อยากโชว์ว่าตัวเองรวย มีอำนาจ มีสิทธิพิเศษนั่นแหละ”
ทั้งเธอ แพร และปอย ไม่จำเป็นต้องถามถึงสาเหตุเคนก็ร่ายมันออกมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้พนักงานทุกคนในร้านต่างก็รับรู้และเข้าใจดี แม้จะไม่อยากคุ้นชินก็ต้องทำใจ
“เลิกงานเถอะพี่ วันนี้ไม่ต้องไปแล้ว กลับไปพักกันดีกว่า”
“อือ เห็นด้วย”
แพรเป็นคนเสนอขึ้นปอยเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วย เพราะอารมณ์ของแต่ละคนคงไม่ดีเท่าไหร่นัก ไหนจะเวลาที่ล่วงเลยมาหกโมงเย็นแล้ว แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักน่าจะดีกว่า
กึก!
เพนนีมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือหลังจากที่เธอเดินเลยบ้านของตัวเองมาเพื่อคืนหนังสือหลุดคิวซีที่เพิ่งซื้อไปเมื่อวาน แต่ไม่ทันที่เธอจะได้หยิบมันออกมาจากกระเป๋านัยน์ตาสีดำสนิทก็เห็นว่าร้านหนังสือเก่า ๆ ตรงหน้าไม่เปิดให้บริการในวันนี้
ร้อยวันฟันปีไม่เคยปิด ไหงมาปิดวันที่ฉันตั้งใจมา
ไหล่บางห่อเข้าหากันอย่างคนเริ่มอ่อนล้า เธอพ่นลมหายใจออกมาจากปากอีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินกลับไปตามทางที่เพิ่งเดินจากมา
คนตัวสูงนั่งทำงานอยู่ในห้องอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน เขามุดหน้าอ่านเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องจัดการก่อนไปทำภารกิจสำคัญในคืนนี้ วาดิมกรีดนิ้วพลิกหน้ากระดาษไปทีละแผ่น กระทั่งมาถึงแผ่นสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบจรดปลายปากกาเซ็นลายเซ็นของตนเองลงไป แกก! นิ้วหนาปล่อยสิ่งที่ถืออยู่ทิ้งลงบนโต๊ะทันที เขาเอนตัวไปพิงกับพนักพิงแล้วยืดเหยียดแขนคลายความเมื่อยล้า ก๊อก ก๊อก… กายแกร่งเด้งพรวดขึ้นมานั่งหลังตรงเขาปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมแล้วจับปากกาขึ้นมาถือไว้ตามเดิมแล้วถึงได้เอ่ยอนุญาตคนหน้าประตู “เข้ามา” “ชาร้อนค่ะคุณวาดิม” “วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วไม่ต้องเข้ามาอีก ฉันจะเคลียร์งานต้องใช้สมาธิ” วาดิมมองป้าแม่บ้านคนใหม่ที่เขาเพิ่งรับเข้ามาทำงานเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ เขาพยักเพยิดหน้าเพื่อให้แม่บ้านวางมันทิ้งไว้ตรงโต๊ะกลางห้อง “ค่ะ รับทราบค่ะ” เมื่อเห็นว่าหญิงมีอายุไม่ได้ขัดอะไรเขาก็ทำทีก้มหน้าลงอ่านเอกสารแล้วรอให้แม่บ้านคนนั้นเดินพ้นออกไปจากห้องของตน ชายหนุ่มรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิทลงแล้วถึงได้ถอนหายใจออกม
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ชายหนุ่มได้ยินผ่านหู ได้อ่านผ่านตาจากสื่อสังคม และคนรอบตัวถึงความโดดเดี่ยวในชีวิตที่ตัวร้ายอย่างเขาต้องเจอ แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนินทาเหล่านั้นไม่เคยมีผลกระทบกับวาดิม เพราะหูของเขาเปิดรับแต่เสียงครางหวานชวนฟังเพียงเท่านั้น “ซี้ดดด อะ อ่าา…อืม ฉันคิดถึงร่างกายนายจะแย่” เพนนีเผยอปากพร่ำบอกกับคนที่กำลังสอดลำกายเข้ามาในตัวเธอ ร่างเล็กเปลือยเปล่าอยู่บนที่นอนขนาดใหญ่แสนคุ้นเคย เธอเปิดปากรับปากร้อนที่โน้มลงมาจูบ แล้วไม่รอช้ารีบจูบตอบกลับไปด้วยความคิดถึง วาดิมดันแก่นกายเข้าไปช้า ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคับแน่นภายในกายสาวทั้ง ๆ ที่เธอก็เพิ่งโดนเขาจับกินไปเมื่อวาน แต่มันกลับบีบรัดตัวตนของเขาแน่นเสียจนกายแกร่งอยากจะปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนนี้ “คิดถึงแค่ร่างกายฉัน แค่นั้นเลยเหรอ อ่าา” เสียงทุ้มกระเส่าไม่ต่าง เขากดกายเข้าไปสุดลำโคนแล้วหลุบตาลงมองใบหน้าสวยที่กำลังเคลิบเคลิ้ม เพนนีปรือตาขึ้นแววตาของเธอเป็นประกายเย้ายวนก่อนที่หญิงสาวจะส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้ “หึ คิดถึงทั้งนาย อ๊ะ! คะ คิดถึงไอ้นั่นด้วย” ปากเล็ก
“…ขอบคุณนะเพนนี ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนเธอ” “คิดมากน่า ไปโรงพยาบาลเถอะไม่ต้องห่วง ฝากสวัสดีแม่ด้วยนะ” “อื้ม” เพนนียื่นมือไปลูบต้นแขนปอยก่อนที่ปอยจะพยักหน้าแล้วอมยิ้มส่งกลับมาให้ แววตาของเพื่อนร่วมงานมีแต่ความกังวลฉายชัด แต่ก็ยังไม่วายมาเกรงอกเกรงใจเธออยู่ดี คนตัวเล็กมองตามปอยไปสุดสายตาเธอสะบัดมือไล่เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานยังหันกลับมามอง ใบหน้าสวยส่ายช้า ๆ กับความขี้กังวลของเพื่อน เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ขาเรียวก้าวฉับไปตามโถงทางเดินภายในอาคารสูง ความจริงแล้วเวลานี้คือเวลาเลิกงานของเธอแต่แม่ของปอยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเสียก่อน ทำให้ปอยที่เข้างานช่วงเย็นต้องมาขอให้เธออยู่ทำงานแทนอย่างไม่มีทางเลือก เพนนีสอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าด้านหลังกางเกง คนตัวเล็กหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าร้านอาหารแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงเมื่อเห็นแขกกำลังหลั่งไหลเข้ามา อดทนไว้เพนนี อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เธอคิดในใจแล้วก้าวขาเข้าไปข้างใน แม้จะยินดีให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างกายของเธออ่อนล้าเต็มทน
พิงค์ไดมอนด์ หรือเพชรเม็ดงามสีชมพูถูกตั้งไว้กลางห้องสี่เหลี่ยม มันได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีแม้แต่ลมจะพัดผ่านไปโดนได้ ประกายสีชมพูส่องระยิบระยับออกมาเมื่อแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามากระทบตัวเพชรผ่านหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องนอนของเอ็ดมันด์ ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่าเป็นห้องพักของชายชราผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเคล เคียงข้างเพชรเม็ดงามในกล่องสีใสใบนั้น มีรูปของเจ้าของห้องวางเคียงข้างกัน… เอ็ดมันด์ เคล ผู้ที่ไม่มีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ได้สิ้นใจลงเมื่อสามวันก่อนหลังจากที่ชายชราได้ครอบครองพิงค์ไดมอนด์แค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องที่เคยตึงเครียดดูเบาบางลงเมื่อเจ้าของห้องได้จากไป แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งกลิ่นอายของความดุดันไม่เปลี่ยนแปลง ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาตามขั้นบันไดก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกเปิดออกพร้อมเจย์ก้าวเข้ามาในห้องเป็นคนแรก “เชิญครับ” ชายใส่แว่นคนสนิทของเอ็ดมันด์ผายมือเชิญให้บุตรบุญธรรมทั้งสองคนเข้ามาในห้อง เขาจับประตูค้างไว้เพื่อรอให้ร่างสูงทั้งสองคนก้าวเข้าไปด้านใน เจย์มองวาดิมกับเอเธนส์เข้าไปยืนหน้ากรอบรูปแล
“…” ดวงตากลมโตจ้องผู้ชายตรงหน้าตาไม่กระพริบ เอเธนส์หันมองรอบห้องก่อนจะหันหลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางแขนทั้งสองข้างเท้ากับชั้นวางตู้เซฟ ตอนนี้เพนนีเลยเหมือนถูกร่างสูงตรงหน้ากักตัวไว้ไม่มีผิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจให้แรงเกินไป ต่อให้รู้ว่าเอเธนส์มองไม่เห็น แต่มันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขาจะไม่สัมผัสถูกตัวเธอ คนตัวเล็กเขยิบตัวถอยหลังเมื่อเขาโน้มตัวลงมาหา เอเธนส์กำลังก้มหน้ามองตู้เซฟที่เรียงรายอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ด้วยกัน ชั้นวางสั่นเบา ๆ เพราะเพนนีดันหลังไปชิดกับมัน ทำให้คนที่ยันแขนอยู่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหว คิ้วของเขาผูกเป็นโบว์แน่นกว่าเดิมพลางจมูกโด่งเป็นสันก็ก้มลงมาดมฟุดฟิดอยู่ใกล้กับซอกคอของเพนนี “…” ใจดวงเล็กเต้นระส่ำ เธอเบี่ยงหน้าหลบพลันจมูกก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่ตนเองฉีดลอยคลุ้งขึ้นมา อย่าบอกนะว่าเขาได้กลิ่น… “…ไม่ใช่ของราเชล” เอเธนส์พึมพำ สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึงพลันนัยน์ตาที่เคยฉงนก็แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ กึก กึก! เพนนีสะดุ้งอีกค
“อยากได้อะไรอีกไหม? อิ่มรึเปล่า? ขนมหวานล่ะเอาเลยไหม…ฉันจะได้บอกให้คนเอาขึ้นมาเสิร์ฟ” เพนนีหันมองผู้ชายที่นั่งกินอาหารมื้อค่ำด้วยกัน เธอหรี่ตาลงแล้วจ้องหน้าเขา เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้วาดิมดูแลเธออย่างดีชนิดที่ว่าแทบไม่ต้องทำอะไรเอง…มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล “นายดีกับฉันจนผิดปกตินะวาดิม ต้องการอะไรกันแน่” คนตัวเล็กถาม และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของวันนี้ที่เธอถามเขาไปแบบนั้น “กินให้อิ่มก่อนสิ เรื่องที่ฉันจะให้เธอทำมันไม่ยากหรอก กินเข้าไปให้อิ่มท้องจะได้มีแรงย่อง” “…มีแรงย่อง!?” คิ้วเรียวขมวดเป็นปม เธอทวนประโยคที่เขาเพิ่งพูดก่อนที่วาดิมจะพยักหน้ารับแล้วตักอาหารในจานเข้าปากไป “นายหมา…” ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ร่างสูงปรายตามองเพนนีที่กำลังจะอ้าปากถามอะไรสักอย่างแต่ต้องหุบปากของตัวเองไปก่อนเมื่อมีเสียงดังมาจากประตูห้อง ทันทีที่วาดิมเอ่ยอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาชายใส่สูทที่เห็นหน้ากันเป็นประจำก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษพับในมือ เขาเดินตรงเข้ามาหาผู้เป็นนายแล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบไปตามพื้นคอนกรีต บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมและเสียงหายใจของเพนนีเท่านั้นที่ดังให้ได้ยินระหว่างที่ร่างบางกำลังเดินกลับบ้าน หญิงสาวยังเพ่งหนังสือในมืออยู่ตลอดด้วยความฉงน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองตามเก็บนิยายของนักเขียนคนนี้ครบหมดทุกเล่มเพราะเป็นแฟนคลับตัวยง
“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก” “อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง” เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดิน
“เฮ้อออ!” เพนนีถอนหายใจเสียงดังก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตรงโต๊ะอาหารกลางบ้าน เธอเพิ่งเลิกงานแล้วกลับถึงบ้านตอนสามทุ่มเพราะแวะไปซื้อของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือมาด้วย มือเล็กคลี่ถุงพลาสติกแล้วหยิบเอามันฝรั่งเกลียวชุบแป้งทอดออกมากินไปพร้อมกับการดูซีรีส์ที่ดูค้างไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
“…เสียงอะไร?” เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า







