เข้าสู่ระบบ05:30น.
ฟึบ!
“…”
นัยน์ตาสวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เธอเหมือนถูกผลักลงบนที่นอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวาดิม แถมกลิ่นในห้องยังคุ้นจมูกเสียจนอาการปวดวิ้งในหัวที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันยังไม่สามารถดึงความรู้สึกประหลาดใจไปจากเธอได้
“บ้านฉัน”
เพนนีพูดออกมาโดยไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจสถานที่โดยรอบ แค่เพียงกลิ่นที่คุ้นเคยกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวงยามค่ำคืนแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบ้านของเธอ
เมื่อกี้ฝันไปจริง ๆ ด้วย อย่างกับเรื่องจริงแหนะ
ใบหน้าสวยหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ากำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีฟ้าคราม เตรียมให้พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง หญิงสาวนอนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้ขยับไปไหน กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งไว้ดังขึ้น
กริ๊งงงงงง ~
“เฮ้อ!”
เธอถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเหนื่อยล้าแทบจะเข้ามาทันทีเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปทำงานอีกแล้ว สาวสวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง เธอไม่คิดใส่ใจอะไรทั้งนั้นทำเพียงล้างหน้าแปรงฟันแล้วกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
เพนนีกำลังจะถอดชุดนอนของตัวเองออกแต่ก็ต้องนิ่งค้างไปเมื่อกระดุมเม็ดบนสุดหลุดออกจากกันอย่างไม่ทราบสาเหตุ หญิงสาวเดินตรงไปที่กระจกแต่งตัวภายในห้อง เธอมองตัวเองผมเผ้ายุ่งเหยิงพลันระหว่างคิ้วก็ย่นเข้าหากันทันที
แปลกแฮะ หรือว่านอนดิ้น แล้วทำไมตื่นมาถึงไปกองอยู่ตรงปลายเตียงแบบนั้นได้?
ในหัวของเพนนีตีกันยุ่งไปหมด แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องสลัดความคิดไม่เข้าท่าออกไปก่อนเพราะวันนี้ต้องเข้างานกะเช้า ถ้าไม่รีบไปก่อนเวลามีหวังได้เลิกงานช้าอีกแน่ ๆ
คิดได้ดังนั้นมือบางก็ไล่ปลดกระดุมชุดนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ทรงหลวมอย่างเคย เธอหันไปคว้าเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาคล้องแล้วมองรอบห้องอีกครั้งว่าไม่ลืมหยิบของใช้ส่วนตัวอย่างอื่น
เพนนีเปิดประตูห้องเตรียมจะเดินออกไปแต่เธอก็ต้องหันกลับเข้ามาด้านในอีกที เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะเอาหนังสือหลุดคิวซีที่เพิ่งซื้อมาไปคืนร้านหนังสือด้วย
“เกือบลืมแล้วไหมล่ะ”
ร่างบางคุยกับตัวเองแล้วเดินไปหยิบหนังสือปกหนังสีดำที่วางทิ้งไว้ตรงหัวนอน เธอหย่อนมันลงกระเป๋าแล้วรีบเดินออกไปจากบ้านในขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดี
รองเท้าผ้าใบคู่เก่ากระทบไปกับพื้นระหว่างทางเดินไปทำงาน ใบหน้าสวยนิ่งเรียบไร้อารมณ์ตามเคยแต่เพนนีกำลังยกนิ้วขึ้นมาถูริมฝีปากตัวเองเมื่อมันรู้สึกร้อนผ่าวแบบผิดปกติ
“…ทำไมมันร้อนแบบนี้ล่ะ แมลงกัดตอนนอนรึไง”
คนตัวเล็กเริ่มหงุดหงิดเมื่อร่างกายและความรู้สึกผิดปกติบางอย่างก่อตัวขึ้นมาพร้อม ๆ กัน เธอกระชับกระเป๋าสะพายแน่นแล้วเดินเข้าตึงสูงระฟ้าไป…
16:00น.
“วันนี้เลิกงานพร้อมกัน ไปกินข้าวกันต่อไหมพี่เพนนี พี่เคนนี่ พี่ปอยด้วย”
เสียงของแพรสาวน้อยอายุยี่สิบสองเอ่ยชวนพี่ร่วมงานที่สนิทกันหลังจากเพิ่งได้พักเบรกทานข้าวเช้ากันตอนใกล้จะเลิกงาน
“มาชวนตอนเพิ่งกินข้าวไปเต็มท้องเนี่ยนะยัยแพร ถามจริ๊ง!?”
เคน หรือ เคนนี่ผู้จัดการประจำร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่จีบปากจีบคอส่งเสียงถามแพรกลับไป ผู้ชายใจสาวพูดแบบนั้นก็จริงแต่กลับทำมือทำไม้โอเคแทนการตอบตกลงเสียอย่างนั้น
“ฮ่า ๆ ไหนบอกเพิ่งกินข้าวแล้วทำไมโอเคล่ะ”
ส่วนสาวห้าวอย่างปอยก็หัวเราะร่วนออกมาพลันส่ายหัวแล้วหันไปรอคำตอบจากเพนนี
“…ไปก็ได้ เบื่อ ๆ อยู่ ออกไปเจอคนหน่อยก็ดี”
เพนนีตอบตกลงเพื่อนร่วมงาน ใจจริงเธอไม่ได้อยากไปหรอกเพราะอยากนอนมากกว่า แต่นาน ๆ ทีจะเลิกงานเวลาเดียวกันกับสามคนนี้สักที เลยไม่อยากปฏิเสธ
“ดีมากจ้ะแม่คนงาม งั้นขอตัวไปเปลี่ยนชุดออกจากตำแหน่งผู้จัดการก่อนนะ เจอกันทางออก”
เคนหันมาใช้มือลูบคางเพนนีแล้วเตรียมจะลุกขึ้นยืนไปทำในสิ่งที่เพิ่งพูดบอก แต่ผู้หญิงอีกสามคนบนโต๊ะกลับลุกขึ้นพร้อมกันกับเขาเพราะจะไปถอดยูนิฟอร์มของโรงแรมออกเตรียมเลิกงานเหมือนกัน
ทั้งสี่คนเดินแยกกันเข้าไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ล็อกเกอร์ของเพนนีอยู่ไกลสุดเธอเลยต้องเดินผ่านกระจกบานใหญ่หน้าห้องน้ำไปก่อน ใบหน้าสวยหันไปมองตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจกก่อนจะหยุดการก้าวเดินเพื่อสำรวจร่องรอยแปลก ๆ ที่ตาของเธอเพิ่งเห็นมัน
นี่มันรอยอะไร…?
ตากลมโตฉายความงุนงงออกมา พลันมือก็ยกขึ้นรูปรอยแดงก่ำใต้สันกรามตัวเอง เธอสัมผัสมันเบา ๆ ก่อนจะหลุบตาลงมองริมฝีปากที่ยังบวมเจ่ออีกครั้ง
“เมื่อคืนนอนเม้มปากเหรอ หรือแมลงกัด แล้วไอ้รอยนี่มันมาจากไหนล่ะ ทำไมเหมือน…”
เหมือนที่ทำในฝันเลย
ทันใดนั้นภาพที่วาดิมใช้ปากเม้มตรงคอของเธอก็ผุดเข้ามาในหัว ทำให้ระหว่างคิ้วของเพนนียู่เข้าหากันอีกครั้ง
กระดุมชุดนอนหลุด ผมก็ยุ่ง ปากก็บวม มันจะไม่สมจริงเกินไปหน่อยเหรอ…
เฮือก!
“ตกใจอะไรขนาดนั้น ยังไม่เปลี่ยนชุดอีกเหรอ มัวแต่เหม่ออะไร”
เพนนีสะดุ้งตัวโยนพร้อมสติกลับเข้าร่างทันทีเมื่อปอยเดินมาวางมือลงบนไหล่ เธอมองภาพปอยสะท้อนยืนอยู่ด้านหลังแล้วถึงได้ถอนหายใจออกมา
“อ่อ…ปะ เปล่า กำลังไปน่ะ”
คนตัวเล็กตอบเสียงตะกุกตะกักแล้วรีบเดินไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนชุด เพนนีใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็เดินออกมาจากห้องน้ำที่ตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานอีกสามคนรออยู่ก่อนแล้ว
“…ปะ เดี๋ยวชนช่วงคนเลิกงานจะบันเทิงเกิน”
เคนพยักหน้าแล้วควงแขนกับแพรเดินนำไป ส่วนปอยก็หันมามองเพนนีแล้วจับแขนเพื่อนสาวที่พูดน้อยที่สุดออกเดินเช่นกัน
ตึก ตึก ตึก
“พี่เคน มีแขกวีนอยู่ที่ห้องอาหารต้องการพบพี่ด่วน!”
โดนัทพนักงานสาวอีกคนที่เพิ่งเข้ากะบ่ายวิ่งหน้าตาตื่นมาเรียกผู้จัดการของร้านตัวเองให้ไปที่ร้านอาหาร ผู้หญิงคนนั้นหอบตัวโยนแต่ก็พยายามปรับการหายใจให้เป็นปกติ
“ให้เดี่ยวจัดการไปสิ มันมาเข้างานแล้วไม่ใช่เหรอ”
ชายใจสาวมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นแล้วโบ้ยงานไปให้รองผู้จัดการอย่างเดี่ยวแทน เพราะตอนนี้มันหมดหน้าที่ของเขาแล้ว
“…แต่คุณพลอยพรรณต้องการพบพี่เท่านั้น พี่ก็น่าจะรู้”
“เวรละ”
เคนสบถออกมาพลันชำเลืองตามองเพนนี แพร และปอย จากนั้นทั้งสี่คนที่กำลังจะพากันไปสังสรรค์ก็ต้องเดินไหล่ตกกลับไปเปลี่ยนชุดทำงานอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อรู้ว่าแขกที่วีนเป็นแขกคนสำคัญที่มักสร้างปัญหาทุกครั้งเวลาเข้ามาใช้บริการ…
“สวัสดีครับคุณพลอยพรรณ”
เคนอยู่ในชุดสูทพร้อมเพนนีที่กลับไปยืนประจำตำแหน่งโฮสต์ หรือพนักงานต้อนรับประจำร้านอาหารสุดหรู เหตุผลที่เธอและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนต้องกลับมาด้วยก็เป็นเพราะคุณพลอยพรรณชอบเรียกหาแต่พนักงานเก่า ๆ ที่ทำงานกันมานานน่ะสิ แล้วถ้ารายนั้นไม่ได้ตามใจต้องการก็จะพาลวีนจนแขกคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด
เพนนียืนมองเคนถูกคุณพลอยพรรณด่าสาดเสียเทเสียอย่างช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะด่าแบบผู้ดีแต่ยังไงก็เป็นการด่าอยู่ดีนั่นแหละ เธอเห็นเคนคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก็ได้แต่ขอโทษขอโพยในความไม่สะดวกต่าง ๆ ที่คนรวยอย่างผู้หญิงคนนั้นจะสรรหามาว่า
ที่จริงแล้วเธอเข้างานมาพร้อมกับเคน และเธอก็ถูกเสนอชื่อให้ขึ้นเป็นผู้จัดการเช่นกัน แต่เพนนีเลือกที่จะปฏิเสธเพราะพอทำงานมาได้หลายปีเข้าก็พอจะรู้ว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่คุ้มกับสุขภาพจิตที่จะเสียไปแบบนี้ สู้ทำงานเก็บเงินไปอีกสักพักแล้วค่อยออกไปหางานอื่นทำดีกว่า
“ออกไปเถอะ ทำแบบนี้นาน ๆ คนอื่นจะหาว่าฉันใจร้าย”
“ครับผม ขอตัวนะครับ”
เคนผงกหัวรับคำแล้วถึงได้ลุกเดินออกมา เธอมองผู้จัดการประจำร้านเดินตรงมาหาด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ปากของเคนมันคว่ำเสียจนบิดเบี้ยวผิดรูป
“…เรื่องเดิม ๆ แค่อยากโชว์ว่าตัวเองรวย มีอำนาจ มีสิทธิพิเศษนั่นแหละ”
ทั้งเธอ แพร และปอย ไม่จำเป็นต้องถามถึงสาเหตุเคนก็ร่ายมันออกมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้พนักงานทุกคนในร้านต่างก็รับรู้และเข้าใจดี แม้จะไม่อยากคุ้นชินก็ต้องทำใจ
“เลิกงานเถอะพี่ วันนี้ไม่ต้องไปแล้ว กลับไปพักกันดีกว่า”
“อือ เห็นด้วย”
แพรเป็นคนเสนอขึ้นปอยเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วย เพราะอารมณ์ของแต่ละคนคงไม่ดีเท่าไหร่นัก ไหนจะเวลาที่ล่วงเลยมาหกโมงเย็นแล้ว แยกย้ายกันกลับบ้านไปพักน่าจะดีกว่า
กึก!
เพนนีมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือหลังจากที่เธอเดินเลยบ้านของตัวเองมาเพื่อคืนหนังสือหลุดคิวซีที่เพิ่งซื้อไปเมื่อวาน แต่ไม่ทันที่เธอจะได้หยิบมันออกมาจากกระเป๋านัยน์ตาสีดำสนิทก็เห็นว่าร้านหนังสือเก่า ๆ ตรงหน้าไม่เปิดให้บริการในวันนี้
ร้อยวันฟันปีไม่เคยปิด ไหงมาปิดวันที่ฉันตั้งใจมา
ไหล่บางห่อเข้าหากันอย่างคนเริ่มอ่อนล้า เธอพ่นลมหายใจออกมาจากปากอีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินกลับไปตามทางที่เพิ่งเดินจากมา
“นะ นี่นาย พอแล้ว…ซี้ดดด” เพนนีผวาตัวตามร่างสูงที่สุดท้ายเขาก็ยอมถอนกายออกไปจากช่วงล่างของเธอในที่สุด นัยน์ตาสวยฉ่ำปรือหยาดเยิ้มไปด้วยพิษใคร่ เธอถูกเขาจ้วงแทงหลายรอบติดกัน จนร่างกายไร้เรี่ยวแรงไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นนั่งแม้กายหนาจะลุกขึ้นยืนและกำลังมองเธอนอนอ้าซ่าอยู่ก็ตาม ร่างขาวนวลเนียนเปิดเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขายืนมองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ นัยน์ตาคมไล่สำรวจไปทั่วเรือนร่างของเพนนีที่ตอนนี้มีร่องรอยดูดเม้ม และรอยบีบเคล้นจาง ๆ ตรงหน้าอกที่เกิดจากฝีมือของเขา ทำได้ดี วาดิมคิดในใจพลันมุมปากหนาก็ยกขึ้นเองอัตโนมัติ แม้ชายหนุ่มจะอยากมองร่างสวยนั่นต่ออีกสักหน่อยแต่จิตสำนึกที่เขายังพอมีเลยเลือกจะเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเพนนีไว้แทน ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่ใช้คำว่าสงสารจะดีกว่า เพราะรายนั้นยังนอนหอบหายใจแหกขาโชว์กลีบดอกไม้ช้ำ ๆ อยู่เลย “แฮ่ก แฮ่ก” คนตัวเล็กเผยอปากเล็กน้อยเพื่อช่วยจมูกรั้นสูดลมหายใจเข้าไป ตอนนี้แค่จมูกของเธอคงไม่สามารถทำงานได้มากพอจากความเหน็ดเหนื่อยราวกับคนไปวิ่งมาสามสิบสี่สิบกิโลติด ๆ กัน
นักเขียนคนที่ฉันติดตามไม่มีทางเขียนนิยายอีโรติกแน่ ๆ แล้วทำไมถึงมีพล็อตแบบนี้ได้… เพนนีมองสบสายตากับวาดิม เธอปล่อยให้ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ โดยที่ฝ่ามือร้อนก็กำลังบีบเคล้นรอบเอวของเธอไปด้วยในขณะนี้ ผู้ชายหล่อตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขากำลังสังเกตเธออยู่เช่นกัน เธอรู้ดี ถ้านี่ไม่ใช่ฝันแล้วฉันหลุดเข้ามาในหนังสือที่อ่าน ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วฉันก็ไม่มีตัวตนในนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็… นัยน์ตาสวยเป็นประกายวิ้งขึ้นมาเมื่อเธอตัดสินใจอะไรได้ เพนนีหลุบตาลงมองริมฝีปากของวาดิม ผู้ชายที่เธอมองว่าเขาช่างมีเสน่ห์เหลือเกินตั้งแต่ได้รู้จักกันผ่านตัวหนังสือ “ทำในสิ่งที่นายอยากทำ เพราะฉันก็อยากลองเหมือนกัน” เสียงของเพนนีเย็นเรียบไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่า เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นไปวางบนบ่าวาดิมแล้วจ้องตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “ดี ฉันไม่ชอบเล่นเกมแมวไล่จับหนูอยู่แล้ว…เพนนี” วาดิมพูดออกมาบ้าง เขาไล่ตามองกรอบหน้าสวยแล้วเคลื่อนมือไปถกชายเสื้อตัวโคร่งของเพนนีออกจากตัว ตาคมมองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูจะเปิดทางให้เขาถอดเสื้อผ้าเธอออ
“…เสียงอะไร?” เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า เธอนั่งคู้ตัวอยู่แบบนั้นกระทั่งเสียงการก้าวเดินเงียบลงแล้วค่อย ๆ ห่างออกไปในที่สุด “กรอบรูปตกครับท่าน” ท่านงั้นเหรอ… ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันยุ่งเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรายงานใครสักคนไปแบบนั้น เธอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถึงได้เห็นว่ามีกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่ตรงผนังตกลงมาจริง ๆ “เสียงอย่างกับคนล้ม ช่างมันเถอะ” เสียงเหมือนคนแก่เลย… ใบหน้าสวยโผล่ออกมาจากมุมกำแพง เธอมองผู้ชายใส่สูทโค้งตัวให้ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นจากจุดนี้ได้ “เมื่อกี้แกพูดถึงไหนแล้วนะ” “…เรื่องสัมปทานที่ปู่บอก คนของผมรายงานมาว่าฟรานซิสยังไม่มีกำหนดการที่จะเปิดเผยหรือป่าวประกาศต่อสาธารณะชน ถ้าเป็น…” “เอเธนส์ ฉันรับแกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื
เพนนีเดินอยู่ท่ามกลางความมืดระหว่างทางที่เธอกำลังเดินกลับบ้านของตัวเอง แม้จะยังรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยกับหลาย ๆ เรื่องในวันนี้ที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไหร่นัก แต่หญิงสาวก็ยังตีหน้าเรียบเฉยได้ราวกับปัจจัยภายนอกไม่สามารถทำให้ผู้หญิงอย่างเธอสั่นคลอนได้เลย ขาเรียวภายใต้กางเกงตัวใหญ่เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟบนถนนที่กำลังกระพริบจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ ใบหน้าสวยเงยมองเสาไฟขนาดกลางที่สลับกันกระพริบไปตลอดทางเดินแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความไม่พัฒนาแม้จะอยู่ในเมืองกรุง เธอใช้เวลาเดินพอสมควรเพราะไม่ได้เร่งรีบอะไร กระทั่งพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้คุ้นตาในที่สุด วี้ดด วิ้ววว ~ เพนนีหยิบเอากุญแจบ้านออกมาแล้วไขรั้วเหล็กเปิดเข้าไป เธอไม่คิดสนใจบรรยากาศวังเวงรอบตัวอย่างคนปกติที่คงจะเสียวสันหลังไม่น้อยกับความเงียบสงัดชวนขนหัวลุกแบบนี้ ปึงง! เหมียววว ~ ไม่ทันที่เพนนีจะได้เดินเข้าบ้าน ก็มีแมวหง่าวสีดำกระโจนลงมาจากกำแพงแล้วดักหน้าเธอไว้เสียก่อน มันมองมาที่เธอแล้วก้าวเข้ามาหาช้า ๆ อย่างไม่เกรงกลัว “เฮอะ” เพนนีพ่นลมออกจากปากแ
05:30น. ฟึบ! “…” นัยน์ตาสวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เธอเหมือนถูกผลักลงบนที่นอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวาดิม แถมกลิ่นในห้องยังคุ้นจมูกเสียจนอาการปวดวิ้งในหัวที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันยังไม่สามารถดึงความรู้สึกประหลาดใจไปจากเธอได้ “บ้านฉัน” เพนนีพูดออกมาโดยไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อสำรวจสถานที่โดยรอบ แค่เพียงกลิ่นที่คุ้นเคยกับบรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวงยามค่ำคืนแบบนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบ้านของเธอ เมื่อกี้ฝันไปจริง ๆ ด้วย อย่างกับเรื่องจริงแหนะ ใบหน้าสวยหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้ากำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีฟ้าคราม เตรียมให้พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง หญิงสาวนอนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้ขยับไปไหน กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งไว้ดังขึ้น กริ๊งงงงงง ~ “เฮ้อ!” เธอถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความเหนื่อยล้าแทบจะเข้ามาทันทีเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปทำงานอีกแล้ว สาวสวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง เธอไม่คิดใส่ใจอะไรทั้งนั้นทำเพียงล้างหน้าแปรงฟันแล้วกล
วิ้ววว ~ เสียงของลมพัดผ่านใบหูบางดังวี้ดวิ้วจนร่างแบบบางที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มค่อย ๆ ปรือตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพนนีลืมตาขึ้นในความมืด เธอหรี่ตาลงอีกครั้งเมื่อดวงตายังพร่ามัวจับสังเกตอะไรไม่ได้ แปะ แปะ… มือเล็กควานหาผ้าห่มที่เคยปกคลุมตัวเอาไว้ แต่มือกลับสัมผัสเจอแต่ชุดนอนของตัวเองเพียงเท่านั้น ผ้าห่มฉันไปไหน? หนาวก็หนาว แล้วทำไมที่นอนแข็งขนาดนี้ คนตัวเล็กนึกคิดอยู่ในใจเมื่อร่างกายสัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างอย่างที่ไม่เคยเป็น เธอพลิกตัวหันกลับไปอีกทางหนึ่งแต่กลับรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวยิ่งกว่าเดิม “ทำไมมันแข็งแบบนี้เนี่ย…” เพนนียันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ปากเล็กก็ต้องชะงักค้างการบ่นของตัวเองไปเมื่อเธอตื่นเต็มตาแล้วเห็นว่าตัวเองนั่งกองอยู่กับพื้นหิน แปลว่าก่อนหน้านั้นเธอพลิกตัวนอนเถือกไถไปมากับพื้นแข็ง ๆ นี่สินะ…เจ็บหลังชะมัด ดวงตากลมโตไล่มองสถานที่โดยรอบด้วยความงุนงง ใบหน้าสวยหันไปมองจนครบสามร้อยหกสิบองศา เธอถึงมั่นใจได้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธออย่างแน่นอน ฝันสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้นแขนเรียวก็







