Share

บทที่ 4 แรกพบ

last update Tanggal publikasi: 2026-02-02 21:53:45

(ยังไม่ได้แก้คำผิด)

ตัดกับไปทางรัชทายาทที่ในตอนนี้เขาอยู่ที่ช่องเหวกำลังสั่งให้ทหารขนหินออก

"เกิดอะไรขึ้นทำไมมีชุดเกราะกับกระบี่เยอะขนาดนี้" นายทหารคนหนึ่งได้เอ่ยออกมาอย่างสงสัย

"เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" รองแม่ทัพคนหนึ่งที่เดินตรวจงานได้เอ่ยถามนายทหารที่พูดออกมา

"คารวะท่านรองแม่ทัพเจ๋อขอรับ พวกเรากำลังขนดินหินเหล่านี้ออกอยู่แต่ก็พบเข้ากับกระบี่และชุดเกราะมากมายที่อยู่ใต้กองดินเหล่านี้ขอรับก็เลยสงสัยว่าเป็นของผู้ใด "

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ได้ให้คนนำกระบี่และชุดเกราะเหล่านั้นมาให้เขาดูก็ได้พบเท่ากับตราสัญลักษณ์ของแคว้นอู่ตี้

"กระบี่กับชุดเกราะเหล่านี้มีเยอะขนาดไหน"

"จำนวนที่แน่นอนไม่ทราบขอรับแต่ว่าตั้งแต่พวกเราเริ่มขนย้ายหินเหล่านี้ออกก็พบไปแล้วมากกว่าร้อยชุดขอรับ "

นั่นก็ทำให้รองแม่ทัพเจ๋อรู้สึกได้ว่าเรื่องราวนี้มันไม่ชอบมาพากลเขาก็เลยรีบนำไปรายงานของรัชทายาททันที

"กราบทูลองค์รัชทายาทกระหม่อมมีเรื่องจะรายงานพะยะค่ะ "

"มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ" รัชทายาทได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแห่งความเป็นผู้นำ

"กระหม่อมได้ออกไปตรวจงานก็ได้พบเข้ากับชุดเกราะและกระบี่ของแคว้นอู่ตี้กระจายเรียงรายอยู่ทั่วตลอดเส้นทางใต้เศษหินเศษดินพะยะค่ะ"

"อาวุธและชุดเกราะของแคว้นอู่ตี้อย่างนั้นหรือ" รัชทายาทได้เอ่ยกับตัวเองออกมาเบาๆแล้วขบคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ

"สั่งการลงไปให้รีบขนเศษหินเศษดินออกจากเส้นทางให้เร็วที่สุด" หลังจากคิดไปได้สักพักจะทายาทก็ได้เอ่ยออกมา และเมื่อรองแม่ทัพได้ยินเช่นนั้นก็รีบออกไปสั่งให้คนเร่งขนหินขนดินต่อจากเส้นทางให้เร็วที่สุด

ขบวนทัพของรัชทายาทใช้เวลา 3 วันในการขนสิ่งกีดขวางออกจากเส้นทางและเมื่อเขาได้เดินทัพจนหลุดจากช่องเหวสิ่งแรกที่เขาได้เห็นก็คือกระโจมมากมายตั้งเรียงรายกันอยู่ แต่พวกเขาก็ได้สำรวจดูแล้วว่าภายในกระโจมนั้นไม่มีผู้ใดอยู่เลยและเมื่อเขาเดินทัพกันไปเรื่อยๆจนไปถึงหน้าประตูเมืองก็ได้พบเท่ากับชุดเกราะและอาวุธมากมายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

"กราบทูลองค์รัชทายาทจากที่กระหม่อมได้ไปตรวจสอบดูเหมือนว่าเมื่อไม่นานมานี้มีสงครามขนาดใหญ่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ขอรับ "

"ข้ารู้แล้ว ข้าแค่สงสัยว่าเหตุใดมีแต่ชุดเกราะและอาวุธเหตุใดถึงไม่มีศพเลยแม้แต่ศพเดียว แบบนี้มันผิดวิสัยของสงครามไม่ใช่หรือ "

รัชทายาทได้เอ่ยออกมาด้วยความสงสัยแล้วกวาดสายตามองไปทั่วลานแห่งนี้ก็ได้ไปพบเข้ากับสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่บนกำแพง นั่นจึงทำให้รัชทายาทควบม้าไปหานางทันที และเมื่อเหล่าทหารได้เห็นเช่นนั้นก็พากันตามรัชทายาทไป

"ไม่ทราบว่าแม่นางคือผู้ใด" เมื่อรัชทายาทมาถึงเขาก็ได้เอ่ยถามทันที

"เจ้าเป็นใบ้หรืออย่างไรเหตุใดองค์รัชทายาท ถามเจ้าถึงไม่ตอบ "ทหารที่ตามมาด้วยได้ตะโกนออกมาด้วยความโมโห

เมื่อชิงอี้นางได้ยินเช่นนั้นหันหน้าลงมามองข้างล่างนั่นทำให้ทุกคนที่ได้เห็นใบหน้าของนางนั้นต่างก็ตกตะลึงเพราะความสวยของนาง

"ที่พวกเจ้ามามีธุระอะไร "หลังจากเงียบอยู่นานนางก็ได้เอ่ยออกมา น้ำเสียงของนางนั้นเป็นน้ำเสียงที่ไพเราะราวกับระฆังแก้วแต่ก็แฝงไปด้วยความเย็นชาราวกับน้ำแข็ง

"สามหาว!!!กล้าพูดเช่นนี้กับองค์รัชทายาทได้ยังไง" ทหารหญิงคนหนึ่งไม่เอ่ยออกมาด้วยความอิจฉาที่ทุกคนมองนางด้วยสายตาที่ชื่นชม และเมื่อทหารทั้งหมดได้ยินเช่นนั้นเขาก็เอ่ยออกมา สนับสนุนคำพูดของนาง

"พวกเจ้าทั้งหมดหุบปากเดี๋ยวนี้!!!!" รองแม่ทัพเละเอ่ยตวาดออกมาเสียงดังนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนี้เงียบทันที

"แม่นางเจ้าเป็นผู้ใดเหตุใดถึงมายืนอยู่ตรงนี้" หลังจากตวาดเหล่าทหารแล้วก็ถ้าหันไปเอ่ยกับคนบนกำแพง

แต่ในขณะที่ชิงอี้กำลังจะเอ่ยตอบกลับนั้นประตูเมืองก็เปิดออกนั่นก็ทำให้ทุกสายตามองไปที่ประตูเมืองทันที และคนที่เปิดประตูออกมานั้นคือผู้นำตระกูลลู่พร้อมครอบครัวได้วิ่งออกมาแล้วคุกเข่าทำความคารวะรัชทายาททันที

"ถวายบังคมองค์รัชทายาทพะยะค่ะ "

"เจ้าเป็นผู้ใด" รองแม่ทัพได้ตั้งกระบี่และเอ่ยถามขึ้นมา

"กระหม่อมมีนามว่า ลู่อู่เซิน เป็นหนึ่งในห้า ผู้นำตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ขอรับ "

"แล้วเจ้าเสนอหน้ามาทำอะไรที่นี่"

"พวกเจ้าขนกองทัพมาขนาดนี้มีจุดประสงค์อะไร"

รองแม่ทัพได้เอ่ยถามออกไปและในขณะที่ผู้นำตระกูลลู่กำลังจะเอ่ยตอบกับนั้นชิงอี้ที่ลงมาจากกำแพงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้เอ่ยแทรกออกมา

"ชิงอี้หลานพูดอะไรคุกเข่าเดี๋ยวนี้!!! "ผู้นำตระกูลลู่ได้เอ่ยตำหนิออกมาแล้วพยายามดึงมือให้ชิงอี้คุกเข่า

"ไม่เป็นไร เจ้ามีนามว่าอะไรแล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่"

"ข้ามีนามว่าอูลาเร่อปา ชิงอี้ ส่วนเรื่องที่มาทำอะไรที่นี่นั้นข้าต้องถามพวกเจ้ามากกว่าว่าทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ สงครามมันจบไปตั้งหลายวันแล้วแต่พวกเจ้าเพิ่งจะมา" ชิงอี้ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น

"อี้เอ๋อ พี่ว่าเรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกนานเชิญองค์รัชทายาทกับเหล่าแม่ทัพทั้งหลายเข้ามาพูดคุยกันในเมืองก่อนดีกว่า" ชิงเหมยที่ได้รับรายงานมาว่าผู้นำตระกูลลู่ได้แอบมาเปิดประตูเมืองเพื่อพบรัชทายาทเขาก็ได้เรียกผู้นำตระกูลอื่นๆตามมาทันทีเพราะกลัวจะเกิดเรื่อง แล้วก็เป็นไปตามคาดถ้าหากนางมาช้ากว่านี้เพียงนิดเดียวคงเกิดเรื่องราวใหญ่โตแล้ว

และเมื่อบุคคลที่มีระดับรองแม่ทัพขึ้นไปทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นก็เดินตามชิงเหมยเข้าไปภายในเหมือนทันที

และชิงเหมยก็ได้เดินแบบบุคคลทั้งหลายไปยังศาลาประชุมทันทีแล้วจัดแจงให้เหล่าผู้มาเยือนทั้งหลายไปนั่งยังตำแหน่งต่างๆที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน

"ใครพอจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ข้าฟังได้หรือไม่" รัชทายาทหลี่หยางได้เอ่ยออกมา

และเมื่อชิงเหมยได้ยินเช่นนั้นนางก็ทำหน้าที่ผู้บรรยายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่นิมิตของปู่เมื่อ 5 ปีที่แล้วยันเหตุการณ์ปัจจุบันเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ทั้งหมดอย่างละเอียดและนั่นก็ทำให้รัชทายาทและเหล่าแม่ทัพทั้งหลายต่างก็คิดไปในทางเดียวกันว่าเกิดเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ทำไมถึงไม่แจ้งให้ทางวังหลวงทราบ

"เกิดเหตุการณ์มากมายขนาดนั้นทำไมพวกเจ้าถึงไม่ส่งเรื่องไปที่วังหลวง" แม่ทัพฉางได้เอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา

"พวกเราส่งเรื่องไปแล้วเจ้าค่ะพวกเราส่งไปตั้งแต่ที่ท่านปู่นิมิตได้แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมาเลยเจ้าค่ะพวกเรานั้นส่งไปตลอด 5 ปีส่งไปนับพันฉบับแต่ก็ไม่มีทางวังหลวงตอบกลับมาเลยแม้แต่ฉบับเดียวเจ้าค่ะ "ชิงเหมยเอ่ยได้กล่าวออกมาอย่างสงบแล้ววางท่าอย่างสวยงาม

"หรือว่าทางวังหลวงของเราจะมีกบฏอย่างนั้นหรือ" หลังจากที่เงียบอยู่นานรองแม่ทัพเจ๋อก็ที่เอ่ยขึ้นมานั่นก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่นั้นหันไปมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย

"เรื่องกบฏเอาไว้ก่อนเพราะเรายังหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้แต่ข้าก็ยังมีเรื่องที่สงสัยอยู่อย่างหนึ่งก็คือเหตุใดมีสงครามแต่สนามรบกับไม่มีศพเลยแม้แต่ศพเดียว" เมื่อรัชทายาทกล่าวจบทุกคนก็เงียบสนิทเพื่อรอฟัง

แต่เวลาผ่านไปสักพักก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาเลยแม้แต่คนเดียว แต่ในจังหวะที่แม่ทัพคนนึงกำลังจะเอ่ยถามอีกรอบหนึ่งเขาก็ได้เห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างไต่ยั้วเยี้ยออกมาเต็มห้องนี้นั่นทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก

"นี่มันอะไรกันเจ้าสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้มันมาจากไหน" เมื่อเขาได้เห็นเขาก็ได้ตะโกนออกมาเสียงดังแล้วชี้ไปที่เหล่าสัตว์พิษทั้งหลายที่พากันเดินออกมาจากที่ซ่อน

"พวกเจ้าถามหาไม่ใช่หรือว่าซากศพเหล่านั้นอยู่ที่ใด ข้าก็เรียกมาให้พวกเจ้าดูแล้วอย่างไรว่าซากศพเหล่านั้นถูกสัตว์เหล่านี้กินไปจนหมดแล้ว"

หลังจากที่เงียบอยู่นานชิงอี้แต่ก็ได้เอ่ยขึ้นมาแล้วยกมือลูกไปที่ศีรษะของสัตว์ชนิดหนึ่งที่ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร

"เจ้าจะบอกว่าซากศพทหารมากมายนับแสนนายถูกสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อมีแค่ไม่กี่ตัว "องค์รัชทายาทก็ได้เอ่ยออกมาด้วยความสงสัย

"องค์รัชทายาทพระองค์คิดว่ามีแค่ที่เห็นอย่างนั้นหรือขอรับ" เมื่อรัชทายาทเขาได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดทันที

"เรื่องคุณงามความดีในครั้งนี้ของตระกูลของเจ้านั้นข้าจะนำไปบอกแก่เสด็จพ่อให้ประธานรางวัลกับพวกเจ้าทุกตระกูลด้วยความขอบคุณ ส่วนพวกเจ้าทั้งสองคนข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเจ้าทั้งสองนั้นมาจากตระกูลอะไร" องค์รัชทายาทเขาได้เอ่ยถามอีกรอบเพราะตอนแรกที่อีกฝ่ายแนะนำตัวนั้นเขาไม่ได้ฟังเพราะมัวแต่ตื่นตะลึงในความงามของอีกฝ่าย

"หม่อมฉันมีนามว่า อูลาเร่อปา ชิงเหมย ส่วนน้องสาวของหม่อมฉันมีนามว่า อูลาเร่อปา ชิงอี้ พวกเราเป็นบุตรสาวของ อูลาเร่อปา ชิงฝาง ส่วนมารดานั้นมีนามว่า ชิงเสียน" ชิงเหมยนั้นนางได้ตัดรำคาญโดยการบอกชื่อบิดามารดาของตนออกไปเลยทีเดียวพวกเขาเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องมาถามอีกรอบ

และเมื่อแม้ทัพที่แมีความอาวุโสได้ยินเช่นนั้นต่างก็ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อสกุลนี้อีกแล้ว

"เจ้าบอกว่าเจ้ามาจากสกุลอูลาเร่อปาอย่างนั้นหรือ" แม่ทัพอาวุโสได้เอ่ยออกมา

"เจ้าค่ะ ท่านมีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ "

"นั่นสิแม่ทัพเว่ยท่านมีอะไรหรือเปล่า "

"เปล่าขอรับองค์รัชทายาทเพียงแต่ไม่คิดว่าจะได้พบสกุลนี้อีกครั้ง แต่ถ้าหากพระองค์อยากรู้รายละเอียดก็ส่งไปถามกับฮ่องเต้โดยตรงเลยดีกว่าขอรับ" แม่ทัพอาวุโสเขาได้เอ่ยออกมา

และเมื่อองค์รัชทายาทได้ฟังเช่นนั้นแม้จะสงสัยเพียงใดก็ตามแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดออกไปแม้แต่ประโยคเดียวแต่ได้หันกลับไปคุยกับสองพี่น้องนั้น

"ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ไร้ซึ่งครอบครัวอยู่ที่เมืองแห่งนี้แล้วใช่หรือไม่ถ้าอย่างนั้นเจ้าตามกลับไปวังหลวงกับข้าดีกว่า" แต่แล้วในขณะที่ชิงเหมย กำลังจะปฏิเสธนั้นชิงอี้ก็ได้จับแขนเอาไว้แล้วส่ายหน้า

"พวกเราขอตอบรับด้วยความยินดี แต่ก่อนจะไปข้าขอจัดการธุระทางนี้ก่อนได้หรือไม่ใช้เวลาเพียงไม่นานหรอกไม่เกิน 2 วันก็น่าจะเสร็จสิ้น "

ชิงอี้นางได้เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง แต่เมื่อผู้นำตระกูลต่างๆได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา

"ถ้าอย่างนั้นพวกข้าจะส่งจดหมายไปรายงานท่านพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน และเมื่อพวกเจ้าจัดการธุระเสร็จเมื่อใดก็ให้ไปหาพวกข้าที่กระโจมด้านนอกได้ "

เมื่อก่อนจบองค์รัชทายาทก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินจากไปนั่นก็ทำให้เหล่าแม่ทัพทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นและเดินตามออกไป แล้วชิงเหมยก็บอกให้ผู่นำตระกูลทั้งหลายไปพักผ่อนพวกนางทั้งสองคนนั้นจะปรึกษากัน

"อี้เอ๋อเจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่" เมื่อไม่มีคนอยู่แล้วชิงเหมยก็ได้เอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยเช่นเดียวกัน

"ก่อนที่จักรพรรดิแห่งแคว้นอู๋ตี้นั้นจะถูกข้าสังหารข้าได้ถามกับมันไปว่ามีผู้ใดเป็นผู้ทรยศบ้างแล้วมันก็ได้ตอบออกมาว่ามีผู้ใดบ้าง และคนที่ทำให้ครอบครัวของเราเหลือเพียงแค่นี้ทั้งหมดอยู่ที่เมืองหลวงถ้าเรายังอยู่ที่นี่ก็จะไม่มีวันแก้แค้นให้กับทุกคนในตะกูลที่จากไปได้ และเราต้องมีอำนาจเพื่อที่จะใช้จัดการกับบุคคลเหล่านั้น" เมื่อชิงเหมยได้ฟังเช่นนั้นนางก็เข้าใจทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้งทันที

"แล้วเรื่องที่น้องจะจัดการอยู่ที่นี่คือเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ"

"ที่เมืองของเรานี้มี 1 ตระกูลที่ทรยศพวกเราเพื่อแลกกับตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งเมืองนี้ท่านพี่ลองเดาดูสิว่าคือตระกูลใด" และเมื่อชิงเหมยได้ยินเช่นนั้นเขาก็ดูได้ทันทีว่าคือตระกูลใด

"แล้วน้องจะจัดการเรื่องนี้ยังไง "

ในเมื่อมันอยากจะเป็นจนถึงขนาดที่ทำได้ขนาดนี้ก็ให้มันเป็นสมใจอยาก ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงท่านพี่กลับไปนอนพักให้สบายที่เหลือเดี๋ยวน้องจะจัดการเอง ชิงอี้นางได้กล่าวกับพี่สาวของนางแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากที่แห่งนี้ทันที

ส่วนชิงเหมยนั้นเขาก็รู้ดีว่าน้องสาวของเขานั้นกำลังจะไปทำอะไรเขาก็กลับไปที่จวนของตนเองแล้วเตรียมเก็บข้าวของของตนเองและน้องสาวเอาไว้ให้เรียบร้อยพร้อมที่จะเดินทางทุกเมื่อ

ทางด้านของชิงอี้นั้นหลังจากที่แยกกับพี่สาวเขาก็ได้เรียกตู๋ชงออกมาเพื่อพูดคุย

"ตู๋ชงเจ้ามีบริวารตนใดบ้างที่มีสตินึกคิดสามารถพูดได้ทำสิ่งอื่นๆได้เหมือนกับเจ้า "

"แน่นอนว่ามีอยู่แล้วขอรับนายท่านพวกเขาเหล่านั้นเพิ่งจะถือกำเนิดได้เพียงไม่นานมานี้หลังจากที่ข้าได้รับเครื่องสังเวยมากมาย จนพลังมันเกินขีดจำกัดเลยถือกำเนิดพวกเขาเหล่านี้ขึ้นมาขอรับ "

"มีทั้งหมดกี่ตัว แล้วเจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าสามารถควบคุมพวกมันได้ "

*มีทั้งหมด 100 ตัวขอรับและนายท่านไม่ต้องห่วงพวกมันทั้งหมดนั้นก็เหมือนกับตัวอื่นๆ "

"ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีงั้นเจ้าก็เรียกมาให้ข้าสัก 20 ตัวบอกพวกมันไปว่าข้าจะมีร่างให้สถิต "

เมื่อตู๋ชงได้ยินเช่นนั้นเขาก็ส่งกระแสจิตไปหาบริวารเหล่านั้นทันทีและใช้เวลาไม่นานบริวารเหล่านั้นก็มารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าของชิงอี้ตามจำนวนที่ต้องการ

"พวกเราขอคารวะนายท่าน "เมื่อพวกมันปรากฏตัวออกมาก็ส่งกระแสจิตเข้ามาทำการคารวะทันที

"พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมวันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปหาร่างอาศัยอยู่" เมื่อกล่าวจบชิงอี้ก็ได้เดินไปยังจวนตระกูลลู่ทันที ชิงอี้นางใช้เวลาเดินมาไม่นานก็มาถึงหน้าประตูจวนที่เขียนคำว่า ซื่อสัตย์ ด้วยอักษรสีทองขนาดใหญ่นั่นก็ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนเป็นอย่างมากที่ได้เห็น

แล้วเมื่อเหล่าคนเฝ้าประตูได้เห็นว่าผู้ใดมาพวกเขาก็เข้ามาขวางทันทีแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเพียงแค่เข้าใกล้พวกเขาเหล่านั้นก็สลบลงไปทันที

"เอาล่ะพวกเจ้าทั้งหลายจงไปหาร่างที่พวกเจ้าชอบกันให้เต็มที่ผู้คนในจวนนี้ให้ยกให้พวกเจ้าทั้งหมดยกเว้นเพียงแค่คนที่ข้ากำลังจะไปหาเท่านั้น" เมื่อเราบริวารทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นก็พากันแยกย้ายไปในจวนเพื่อหาร่างที่ตนเองต้องการและเมื่อพบแล้วพวกมันทั้งหลายก็มุดเข้าไปในปากของคนๆนั้นแม้ว่าคนๆนั้นพยายามที่จะต่อต้านขัดขืนขนาดไหนก็ไม่เป็นผลสุดท้ายแล้วก็ตายและโดนยึดร่างโดยสิ่งเหล่านี้ทันที

ทางด้านของชิงอี้นั้นเขาได้เดินไปหาผู้นำตระกูลู่และครอบครัวที่ในตอนนี้กำลังนั่งกินข้าวกันอย่างมีความสุข

" ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทุกคนชนแก้วกันหน่อยในที่สุดเสี้ยนหนามในชีวิตข้าโคตรถูกกำจัดไปแล้วและลูกของพวกมันก็จะโดนจับไปเมืองหลวงเช่นเดียวกัน และที่นี้พวกเจ้าคิดว่าเมืองแห่งนี้ใครที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้เริ่มตำแหน่งเป็นผู้ปกครองถ้าไม่ใช่ข้า "ลู่อู่เซินได้เอ่ยออกมาและเหล่าบรรดาลูกๆรับภรรยาของเขานั้นก็เอ่ยสนับสนุนด้วยความยินดี และเมื่อชิงอี้ที่เดินมาถึงเขาก็ได้ยินทุกประโยคของอีกฝ่ายทันที

แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ

เสียงตบมือดังขึ้นมาเบาๆจากทางด้านหลังของผู้นำตระกูลลู่และเมื่อทุกคนหันไปมองก็ได้พบเข้ากับชิงอี้ที่เดินออกมาจากเงามืดด้วยรอยยิ้มที่น่าหวาดกลัว และเมื่อทุกคนได้เห็นเช่นนั้นพวกเขาก็แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมากันทุกคน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปโปรดติดตามตอนต่อไป

แซ่ที่ใช้ขึ้นต้นด้วยคำว่าอูลามาจากเผ่าอูลาในสมัยราชวงศ์ชิง ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับฮองเฮาอูลานาลาหรูอี้หรือจี้ฮองเฮาและเรื่องราวในประวัติศาสตร์แม้แต่นิดเดียว

เป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับถ้าสนุกก็ขอฝากทุกคนพร้อมรถเป็นกำลังใจให้กันเยอะๆด้วยนะครับ นี่ก็ใกล้จะหมดการปูเนื้อเรื่องแล้วหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่เนื้อเรื่องหนักแล้วนะครับขอฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 12 เริ่มต้นการแก้แค้น

    ตักกลับมาทางสองพี่น้องที่ในตอนนี้กำลังเดินทางไปที่ตำหนักของฮองเฮา "อี้เอ๋อเจ้ากำลังวางแผนจะทำสิ่งใด "เมื่อเดินมาใกล้ถึงตำหนักของฮองเฮาชิงเหมยก็ได้เอ่ยถาม"ข้าหาได้วางแผนสิ่งใดไม่ ข้าก็แค่จะทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ที่ดีก็เท่านั้นท่านพี่อย่าคิดมาก"ชิงอี้ได้เอ่ยตอบกลับพี่สาวของตนเช่นนั้นแต่พี่สาวของนางนั้นหาได้เชื่อไม่ "ท่านพี่ท่านไม่ต้องห่วงไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน ""พี่ไม่ได้กลัวเดือดร้อนแต่พี่แค่เป็นห่วงเจ้าพวกเราเหลือกับเพียงแค่นี้ถ้าเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วพี่จะอยู่อย่างไร ""ท่านพี่ไม่ต้องกลัวข้าจะไม่เป็นอะไร ข้าจะอยู่กับท่านไปจนแก่เฒ่า ท่านพี่ท่านอย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นสิข้ายอมบอกแล้วก็ได้แผนของข้าก็คือ......."และหลังจากนั้นชิงอี้ก็ได้เล่าแผนการทั้งหมดให้พี่สาวของตนฟังทันที "เจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าแผนการนี้จะบรรลุด้วยดีโดยไม่มีข้อผิดพลาด ""ข้ามั่นใจมากเพราะหลักฐานทั้งหมดถ้ามีครบแล้วท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง" เมื่อกล่าวจบทั้งคู่ก็เดินเข้ามายังภายในของตำหนักฮองเฮาแล้ว "ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ" เมื่อเข้ามาถึงภายในพวกนางก็ทำการคารวะ "ข้าบอกพวกเจ้าว่า

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 11 พูดคุยกับเหล่าสนม

    "ท่านพี่ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ" ชิงอี้ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนั้นได้เดินมาปลุกพี่สาวของตนที่ยังหลับไม่ตื่น "อื้มมม อาอี้พี่ขอนอนต่ออีกหน่อยได้หรือไม่ ""ท่านพี่ข้ารู้ว่าเมื่อคืนท่านเหนื่อยกับหลี่หยางทั้งคืนแต่ท่านจะไปพบกับเหล่าบรรดาเมียๆของหลี่หยางช้ากว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวพวกนางจะนำท่านไปนินทาว่าร้ายได้ ลู่ถิง ลู่จิน พวกเจ้ามาช่วยข้าประคองท่านพี่ไปอาบน้ำได้แล้ว เจิงลู่เจ้าไปเรียกคนมาเปลี่ยนที่นอนของท่านพี่และไปบอกบรรดาเมียทั้งหลายของหวงไท่จื่อไปรอที่ศาลาสระบัว "เมื่อหันไปสั่งเสร็จนางก็หันมาประคองพี่สาวของตนไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า "อาอี้พี่ตื่นแล้วพี่อาบเองได้ออกไปเถอะ" เมื่อกำลังถูกน้องสาวของตนถอดเสื้อผ้านางก็มีสติขึ้นมาแล้วรีบไล่น้องออกไปด้วยความเขินอาย "ท่านพี่ท่านจะอายข้าทำไมพวกเราโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเห็นของกันมาหมดแล้ว รีบอาบเถอะเดี๋ยวจะไปไม่ทัน" เมื่อกล่าวจบนางก็ถอดเสื้อผ้าของพี่สาวตนจนเสร็จแล้วทำการอาบน้ำให้ส่วนชิงเหมยแม้จะเขินอายแค่ไหนก็ไม่อาจขัดขืนน้องตัวเองได้จึงยอมอยู่เฉยๆให้น้องตัวเองจับอาบน้ำแต่งตัวราวกับเป็นเด็ก ทางด้านของเจิงลู่เมื่อได้รับคำ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 10 พิธีแต่งงาน

    หลังจากนี้จะเปลี่ยนจากรัชทายาทเป็นหวงไท่จื่อแทนนะครับและขอเปลี่ยนจากชายาเอกและชายยารองเป็นหวงไท่จื่อเฟยและหวงไท่จื่อผินแทนนะครับ"ฝ่าบาทเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ พวกเขาถูกบังคับพะย่ะค่ะ" เหล่าแม่ทัพที่เห็นด้วยในตอนแรกรีบกับลำทันที "ลากออกไปโบย 50 ไม้พร้อมปลดออกจากตำแหน่งและยึดทรัพย์ทั้งหมดแล้วนำไปไปตัดลิ้นแล้วส่งตัวไปเป็นทาสอยู่ที่ชายแดน "ฮ่องเต้ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเยือกเย็น"ฝ่าบาทได้โปรดเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ ท่านหญิงทั้งสองได้โปรดอภัยด้วยขอรับ "เหล่าแม่ทัพทั้งหลายได้ขอร้องอ้อนวอนอย่างหน้าสมเพช "ข้าก็อยากจะช่วยแต่นี่เป็นบัญชาของฝ่าบาทคงช่วยพวกท่านไม่ได้ "ชิงอี้นางได้แสดงว่ากำลังเสียใจที่ช่วยไม่ได้และทุกคนก็หลงเชื่อว่านางกำลังเสียใจอยู่จริงแต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ดูออกนั้นก็คือพี่สาวของนาง "เหตุใดเจ้าถึงอยากช่วยพวกเขาทั้งๆทีพวกเขาเพิ่งจะใส่ร้ายเจ้า "ฮ่องเต้ได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย และนั้นก็เข้าแผนการของนางที่วางเอาไว้"กราบทูลฝ่าบาทเพคะหม่อมฉันเพียงแค่คิดว่าพวกเขาเหล่านี้จงรักภักดีต่อบ้านเมืองมากแม้ว่าพวกเขาจะว่าร้ายพวกเราสองคนพี่น้องยังไงก็ไม่ควรที่จะโดนลงโทษหนักถึงเพียงนี้เพคะ"นางได

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 9 พลังของสตรี

    เมื่อกล่าวจบทุกคนก็เดินออกไปขึ้นม้าที่เตรียมเอาไว้ทันทีแล้วควบไปที่ประตูเมือง และเมื่อมาปิดประตูเมืองพวกนางก็ขึ้นไปบนกำแพงเมืองทันที่ "ท่านพี่ท่านนั่งบรรเลงเพลงอยู่บนนี้ให้สบายใจเถอะเดี๋ยวพวกข้าจะลงไปจัดการพวกที่อยู่ข้างล่างเอง" เมื่อขึ้นมาบนกำแพงชิงอี้ก็จัดที่ให้พี่สาวของตนนั่งในการดีดฉิน "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอกเจ้าเป็นห่วงตัวเจ้าเองเถอะ ลงไปต่อสู้ข้างล่างก็อย่าบาดเจ็บละพี่เป็นห่วงรู้ไหม "ชิงเหมยได้จับมือน้องสาวของตนเองแล้วเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง "ข้าสัญญาข้าจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอนท่านพี่ "เมื่อกล่าวจบชิงอี้ก็ได้ถือง้าวแล้วกระโดดลงจากกำแพงทันทีและเมื่อเหล่าบริวารได้เห็นเช่นนั้นก็ถืออาวุธประจำตัวของตัวเองแล้วก็โดดตาม และนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่บนนั้นตกใจเป็นอย่างมากเพราะกำแพงนี้มีความสูงมากกว่าหนึ่งจั้งหากตกลงไปในความสูงขนาดนี้ไม่ตายก็พิการ จนพวกเขาทั้งหมดต้องรีบวิ่งไปดูว่าเป็นอย่างไรบ้างแต่ก็พบว่าทั้งหมดที่กระโดดลงไปนั้นไม่มีใครเป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ส่วนชิงเหมยที่ได้เห็นว่าน้องสาวและบริวารได้ลงไปแล้วนั้นนางก็เริ่มบรรเลงเพลงทันที

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 8 ออกรบร่วมกัน

    "แล้วเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรรัชทายาท ฮ่องเต้ได้หันมาถามบุตรชายของตน ""ลูกจะขอนำทัพไปครั้งนี้เองขอรับท่านพ่อเพื่อให้ปวงประชาได้เห็นว่าลูกนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทขอรับ "รัชทายาทหลี่หยางเอ่ยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ "ดี ถ้าเช่นนั้นรัชทายาทจงนำทัพไปช่วยเหลือแม่ทัพบูรพาต้านทานศัตรูจงนำทหารไป 200,000 นายเพื่อร่วมรบในครั้งนี้" ฮ่องเต้ได้ประกาศออกมาเสียงดังทำให้ทุกคนก็รู้สึกมีกำลังใจไปด้วย "ฝ่าบาทเพคะพวกเราทั้งสองขอร่วมรบในครั้งนี้ด้วยเพคะ" เมื่อฮ่องเต้กล่าวจบชิงเหมยกับชิงอี้ก็ได้ลุกขึ้นมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งเอ่ยจุดประสงค์ของนางทันที"แม่นางน้อยทั้งสองนี่คือสนามรบไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะให้คนอย่างพวกเจ้าไปวิ่งเล่นได้" หานเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยตำหนิออกมาด้วยความหวาดกลัวเพราะไม่อยากให้ทั้งสองคนไปเข้าร่วมรบเพราะว่าตนนั้นได้รับรู้มาจากสายของตนว่าทั้งสองคนนี้เก่งกาจเพียงใด"ขอบพระทัยหานเฟยที่ทรงเป็นห่วงพวกเราเพคะ แต่พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะพวกเราทั้งสองนั้นล้วนแล้วแต่เคยผ่านสงครามมาก่อนรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรในสงครามขนาดกองทัพของแคว้นอู่ตี้ที่มีมากกว่า 3 แสนนายพวกเราก็เอาช

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 7 เรียนรู้วังหลัง

    ( ยังไม่ได้แก้คำผิด)"เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ขอรับท่านพ่อเหตุใดท่านถึงดูดีใจขนาดนี้" หลังจากที่ขุนนางทั้งหลายออกไปทั้งหมดแล้วรัชทายาทหลี่หยางก็เอ่ยถามผู้เป็นบิดาทันที "เดี๋ยวข้าจะเล่าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ให้เจ้าฟัง ตอนเริ่มก่อสร้างราชวงศ์นี้มีคนร่วมก่อสร้างด้วยกันก็คือ 2 ตระกูลตระกูลแรกก็คือตระกูล อู่ลู่ซินหยาง ของพวกเราส่วนอีกตระกูลก็คือ อูลาเร่อปา ทั้งสองตระกูลนี้ล้วนผูกมิตรกันมาตั้งแต่อดีตกาลจนก่อตั้งเป็นราชวงศ์ขึ้นมาชื่อของราชวงศ์นั้นแต่เดิมคือ อู่ลู่อู ความสัมพันธ์ของ 2 ตระกูลนี้ก็ดีกันมาตลอดจนมาถึงสมัยของฮ่องเต้ที่เป็นปู่ของพ่อหรือเป็นทวดของเจ้านั้นเขาได้กลัวว่าอูลาเร่อปามีอำนาจมากกว่าตระกูลของตน เขาก็เลยหาเรื่องจนทำให้ตระกูลนี้ถูกกวาดล้างจนต้องระเห็จระเหิดหายไปไกล แล้วก็เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์ อู่ลู่ แต่ฮองเฮาในสมัยนั้นก็เป็นคนจากตระกูลอูลาเร่อปาซึ่งฮ่องเต้ก็รักฮองเฮาเป็นอย่างมากตัดสินใจที่จะประหารไม่ได้เลยประหารองค์ชายองค์หญิงที่เกิดมาจากฮองเฮาทั้งหมดแต่ก็ปล่อยให้ฮองเฮามีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียลูกทั้งหมดไปนั่นจึงทำให้พระนางรวบรวมขุนนางและสนับสนุนเสด็จพ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 6 เข้าเมืองหลวง

    "พวกเจ้าจะเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ข้าจะได้สั่งคนให้เตรียมตัว"หลังจากที่ทั้ง 3 ได้ทำสัญญากันเรียบร้อยแล้วนั้นรัชทายาทก็ได้ถามทั้งคู่ทันทีว่าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ "พวกเราจัดการเรื่องทางนี้เสร็จแล้วแล้วแต่ท่านว่าจะเดินทางกันเมื่อไหร่ตอนนี้พวกข้าพร้อมแล้ว "ชิงเหมยนางได้กล่าวออกมา "ถ้าอ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 5 จัดการตระกูลลู่

    "อาอี้หลานมาทำอะไรอยู่ตรงนี้" ผู้นำตระกูลลู่แม้จะตกใจเพียงใดเขาก็พยายามควบคุมน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติ"ลู่อู่เซิน เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว ข้ารู้ทั้งหมดแล้วว่าเจ้าทรยศ "ชิงอี้นางได้เอ่ยตอบกลับ "หลานพูดเรื่องอะไรลุงคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด "ผู้นำตระกูลู่นั้นเขาก็ยังพูดออกมาเหมือนเดิมว่าตนไม่

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 3 จัดการเรื่องราวทั้งหมด

    (ยังไม่ได้แก้คำผิด)หลังจากที่ชิงอี้ได้รับรู้แล้วว่ามีผู้ใดบ้างที่คิดทรยศร่วมมือกันกับกองทัพศัตรูนางก็ได้จดบันทึกชื่อของคนเหล่านั้นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ"ข้าบอกเจ้าไปแล้วทีนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว ""ได้เจ้ามีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่ ""ไม่มีเจ้ารีบลงมือเถอะข้าอยากไปอยู่กับชิง

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 2 กวาดล้างศัตรูที่เหลือ

    ชิงอี้ได้กรีดร้องไปได้สักพักก็สงบลงพร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อย "เสร็จแล้วใช่หรือไม่""เสร็จแล้วขอรับนายท่าน นับตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่านไปจนตาย" "เจ้าเคยบอกว่าเจ้าสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษใช่หรือไม่ "" ใช่ขอรับเลยท่านข้านั้นสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status