Masuk"นางเป็นอย่างไรบ้าง"
"คาดว่าน่าจะมีชีวิตได้อีกไม่นานแล้ว"
"หึ เช่นนั้นก็ดี"
"เหตุใดเจ้าจึงได้ใจร้ายกับเด็กน้อยผู้นั้นถึงเพียงนี้เล่า"
"ข้าเกลียดมัน! ใครใช้ให้มันมีใบหน้าที่เหมือนกับคนผู้นั้นถึงเพียงนั้นเล่า"
"เจ้านี่นะ ฆ่าแม่แล้วยังฆ่าลูก อีก"
"หึ เจ้าสงสารมันหรือ? หรือว่ายังอาลัยอาวรณ์ต่อสตรีแพศยาเช่นนั้นอยู่ มันตายไปแล้วเจ้าก็ยังไม่วายคิดถึงมันอยู่อีกหรือ?"
"ไม่เอาน่า อย่าโมโห ประเดี๋ยวจะไม่งาม มามะข้าจะปลอบโยนเจ้าเอง"
"อื้ม อ่า ซี้ด ตรงนั้น อ่า เสียวยิ่งนัก อ่า" ชายผู้นั้นก้มใบหน้าลงดูดกินน้ำหวานกลางหว่างขาของหญิงสาว ก่อนจะใช้ลิ้นหนาแทรกเข้าร่องลึกแล้วชักเข้าชักออกจนเกิดเสียงน่าอาย หญิงสาวครางกระเส่าเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัวว่าผู้ใดจะมาได้ยิน ก่อนจะกระดกสะโพกเข้าหาลิ้นหนาที่แทรกดูดเลียบุปผาชุ่มชื้นของนางอย่างตั้งใจ
"อ่า ซี้ด อ่าา เสียวยิ่งนัก อ่า ซี้ด"
"อ่าา แบบนี้ดีหรือไม่ ซี้ด"
"อ่า ดียิ่ง อ๊ะ ซี้ด พอเถิด ส่งแท่งหยกของท่านเข้ามาแทนทีเถิด ข้าอยากจะแย่อยู่แล้ว อ่า"
"อ่า ย่อมได้ คืนนี้ข้าจะกระแทกเจ้าให้จมเตียง ซี้ด"
"อ่า ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ซี้ด"
ชายผู้นั้นคุกเข่าอยู่ตรงกลางระหว่างขาของหญิงสาวก่อนจะงัดแท่งเอ็นลำเขื่องออกมาแล้วจ่อไปยังร่องลึกที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำหวานของหญิงสาว ก่อนจะกดทีเดียวจนสุดลำแล้วออกแรงกระแทกจนหญิงสาวกระเด็นกระดอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเหยเกดวงตาเหม่อลอยด้วยความเสียวซ่านที่ชายผู้นั้นมอบให้ ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวในยามที่มีโอกาส นางชอบให้ชายผู้นั้นกระแทกกระทั้นร่องรักของนางยิ่งนัก
"ซี้ด อ่า เสียว เสียวยิ่งนัก อ๊ะๆ ซี้ด แรงอีก แรงอีก ข้าไม่ไหวแล้ว อ่า"
ชายหนุ่มกระแทกแรงและรัวก่อนส่งร่างบางขึ้นสวรรค์แล้วตัวเขาเองก็ตามไปติดๆ ปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมาจนล้นร่องลึกของนาง
ตลอดคืนที่ภายในห้องมีเสียงครางสอดประสานของคนทั้งคู่ กว่าที่เสียงนั้นจะเงียบลงก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว ชายผู้นั้นผละออกจากร่างบางที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงกว้าง ก่อนจะตัดใจสวมอาภรณ์แล้วเร้นกายหายไปในความมืดทันที
…
ทางด้านตำหนักบนหุบเขาสูง
ลี่หมัวมัวที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับองค์หญิงที่นอนนิ่งเช่นนี้มากว่าสองเดือนแล้ว นางได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนต่อสวรรค์ให้ละเว้นองค์หญิงของนาง
"หมัวมัว องค์หญิงเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ"
นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงน้อย ลี่จิน ลี่จู ลี่อินและลี่หยาง ต่างเข้ามายืนล้อมรอบเตียงของดรุณีน้อย ลี่จินที่ช่างสังเกตได้กล่าวบางอย่างออกมาหลังจากสังเกตว่าสีหน้าขององค์หญิงดูไม่เหมือนกับคนป่วยซึ่งสวนทางกับร่างกายยิ่งนัก
"เหตุใดในยามที่องค์หญิงป่วยเช่นนี้ กลับยังมีพระพักตร์ที่งดงามและสดใสราวกับคนไม่ป่วยเล่า" ลี่จูที่เห็นสหายกล่าวเช่นนั้นก็สังเกตตาม และทั้งสี่คนก็ต้องตกใจ ที่ผ่านมาพวกนางมัวแต่คอยเป็นห่วงองค์หญิงน้อยจนแทบไม่ได้หลับได้นอน จึงยังไม่ทันได้สังเกตว่าองค์หญิงนั้นยังคงมีใบหน้าสดใสงดงามเช่นตอนที่ยังคงแข็งแรง ทำให้คนทั้งหมดประหลาดใจยิ่งนัก
ซินเยว่เล่อที่กำลังรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว เพียงลืมตาตื่นขึ้นมาพบนางกำนัลทั้งหมดของตน น้ำตาของนางก็พลันไหลออกมาทางหางตาไม่หยุด เด็กน้อยอยากจะเอ่ยปากพูดคุยแต่แม้กระทั่งพยายามที่จะเอ่ยปากก็ยังทำไม่ได้ ความคับแค้นใจทำให้นางทำได้เพียงร้องไห้ออกมา
เหล่านางกำนัลที่เห็นองค์หญิงน้อยร้องไห้ หัวใจของพวกนางก็แทบแตกสลาย ลี่หมัวมัวที่เลี้ยงดูองค์หญิงน้อยมาตั้งแต่ยังเป็นทารก มิใช่ลูกก็รักยิ่งกว่าลูก นางไม่มีครอบครัวชีวิตนี้มีเพียงฮองเฮามู่หรงอันหรงมารดาขององค์หญิงน้อย แต่ในตอนนี้พระองค์ก็จากไปเสียแล้ว ชีวิตของแม่นมผู้นี้ ก็เหลือเพียงดรุณีน้อยที่นอนหายใจรวยริน อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
"โธ่ องค์หญิงของบ่าว พระองค์จะต้องหายดี ในตอนนี้ท่านมู่หรงเจียหนิงกำลังตามหาหมอเทวดามารักษาท่าน ได้โปรดอดทนรออีกหน่อยเถิดเพคะ" ดรุณีน้อยกะพริบตาสามครั้ง เป็นการบอกกล่าวว่าตกลง ลี่หมัวมัวที่เห็นความพยายามที่จะสื่อสารขององค์หญิงก็ได้แต่กุมมือเล็กของอีกฝ่ายมาแนบแก้มของตนไว้
นางกำนัลคนสนิททั้งสี่นางได้แต่กลั้นน้ำตา พวกนางไม่ต้องการให้บรรยากาศเศร้าหมองไปมากกว่านี้ ประเดี๋ยวองค์หญิงจะไม่มีกำลังใจ
ซินเยว่เล่ออยากจะกล่าวขอบคุณที่ทุกคนช่างดีกับนางยิ่งนัก แต่เวลาของนางใกล้หมดลงแล้ว แม้แต่คำอำลาก็ไม่สามารถที่จะเอ่ยออกมาได้ เหตุใดสวรรค์จึงได้ใจร้ายกับข้ายิ่งนัก...
…
ณ หุบเขาเซิ่งซาน สำนักพยัคฆ์หมื่นเมฆา
ภายในห้องใต้ดินของสำนักที่ขึ้นชื่อว่าลึกลับที่สุด วันนี้คือวันที่ผู้อาวุโสของพรรคทั้งแปดคนมารวมตัวกันเพื่อทำบางสิ่ง หลังจากที่เจียวหลินตำแหน่งเจ้าหอของสำนักสิ้นใจเพราะหนอนบ่อนไส้ภายในสำนักลอบทำร้าย
พิธีหลั่งโลหิตคือพิธีการเก่าแก่ที่ทำขึ้นเพื่อ ปลุกวิญญาณตำแหน่งเจ้าหอที่สิ้นใจก่อนวัยอันควร แต่เพราะพิธีนี้มิเคยถูกใช้มากว่าร้อยปีแล้ว ทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดไม่มั่นใจว่าพิธีนี้จะสำเร็จหรือไม่
โดยคนทั้งแปดที่มารวมตัวกันในที่นี้ต้องหลั่งเลือดลงบนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่มีร่างของเจียวหลินนอนสงบนิ่งอยู่ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้ วันนี้คือวันที่คืนพระจันทร์เต็มดวงที่สุดในรอบปี หากจะทำพิธีหลั่งโลหิตต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น หากพ้นคืนนี้ไปแล้วความเป็นไปได้ที่พิธีจะสำเร็จก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย
พิธีถูกเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้อาวุโสคนแรกหลั่งเลือดแล้วก็ตามด้วยคนต่อไปเรื่อยๆ จนครบ ก่อนกลีบบุปผานับร้อยชนิดจะถูกโปรยจนทั่วห้อง แล้วคนทั้งหมดก็ออกจากห้องลับไป ห้องดังกล่าวจึงถูกปิดลง
"ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือไม่" เจียวเหอ หรือที่เรียกกันว่า ต้าอ๋อง ผู้เป็นตาแท้ๆ ของเจียวหลิน ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจเช่นกัน
"คงต้องสุดแล้วแต่สวรรค์จะเมตตาแล้วละ"
…
ณ หุบเขาซือหลุน
ร่างของซินเยว่เล่อที่ค่อยๆ สิ้นลม ร่างกายกลับเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะค่อยๆ ร้อนรุ่มขึ้นราวกับไฟ ดวงตาหงส์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หญิงสาวหันหน้าไปมองสิ่งรอบตัว ทุกอย่างล้วนแต่แปลกตา จึงได้ค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งแล้วก้มมองร่างของเด็กน้อยที่ยังไม่โตเต็มที่ ขณะที่กำลังคิดทบทวนเรื่องราวของตน อยู่ๆ ก็รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดก่อนภาพความทรงจำของเจ้าของร่างน้อยจะผ่านเข้ามาภายในหัวของนาง ดรุณีน้อยผู้อาภัพถูกวางยาพิษจนตายงั้นหรือ? กับเด็กตัวเล็กๆ พวกเจ้าก็ไม่ละเว้น เลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก!
เจียวหลินก้มมองร่างของดรุณีน้อยที่อายุน่าจะราวๆ เจียวเหมยผู้เป็นน้องสาวของนาง หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะก้าวลงจากเตียง ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆ ก่อนจะพบกับตำหนักที่งดงามราวกับสวรรค์ของที่นี่ เจียวหลินเดินตรงไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่กลางตำหนัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดูพระจันทร์เต็มดวงที่ดวงใหญ่ที่สุดตั้งแต่นางเคยได้พบมา
"ที่นี่ จะเป็นตำหนักแสงจันทร์ บ้านหลังใหม่ของข้า ต่อไปนี้ก็ขอฝากตัวด้วย ร่างของท่านตัวข้าจะดูแลมันเป็นอย่างดี ถือเสียว่าเราทั้งคู่มีวาสนาต่อกัน เรื่องของท่านข้าจะสานต่อให้เอง!"
เจียวหลินยกนิ้วขึ้นมาก่อนจะเป่าปากเป็นเสียงหวีด ในเวลาต่อมาก็ปรากฏร่างของเหยี่ยวแดงตัวยักษ์บินเข้ามาหยุดอยู่บนโต๊ะน้ำชา สัญญาณเช่นนั้นทำให้เหล่าองครักษ์กว่าร้อยนายที่ติดตามมาอารักขาองค์หญิงถึงกับต้องซุ่มดูอยู่อย่างไม่ให้คลาดสายตา ก่อนที่พวกเขาจะพบกับร่างขององค์หญิงน้อย คนทั้งหมดต่างหันไปมองหน้ากัน สายตาของพวกเขามีคำถามมากมาย
มิใช่ว่าองค์หญิงทรงป่วยหนักหรอกหรือ?
แล้วเช่นนี้ หมายความว่านางหายดีแล้ว?
เหยี่ยวแดงตัวนั้นเป็นของใคร?
คำถามมากมายถาโถมประเดประดัง เหล่าองครักษ์ต่างมึนงงไม่หาย
เจียวหลินถอดป้ายหยกที่คาดเอวของซินเยว่เล่อ ซึ่งเป็นป้ายหยกเนื้อดีสีชมพูที่แสดงถึงฐานะองค์หญิงอันดับหนึ่งของเจ้าของร่าง แล้วใส่ลงไปในถุงผ้าใบเล็กๆ ผูกไปกับขาของเจ้าเซียงเซียง เจียวหลินลูบที่คอของมันเบาๆ
"นำไปส่งให้กับท่านตา" จบคำเหยี่ยวแดงตัวนั้นก็โผบินขึ้นสูงก่อนจะจากไป
เจียวหลินถูกฝึกมาอย่างยากลำบากไม่ว่าจะศาสตร์ศิลป์ทางด้านใดนางล้วนเชี่ยวชาญ แม้จะเข้ามาอยู่ในร่างของดรุณีน้อยแต่ทักษะเดิมของนางก็ยังคงใช้งานได้ดียิ่งนัก นับว่าพิธีหลั่งโลหิตนี้คือที่สุดสมคำเล่าลือจริงๆ ก่อนจะเอ่ยปากกล่าวกับเหล่าองครักษ์ ราวกับสนทนากับหมู่มวลบุปผา
"สิ่งที่เห็นในวันนี้ ขอให้พวกท่านเก็บไว้เป็นความลับด้วยเถิด คงไม่ดีนักหากตัวผู้ร้ายยังเห็นว่าตัวข้ายังอยู่ดี"
องครักษ์นับร้อยต่างทำสีหน้าเลิ่กลั่กพวกเขาคือยอดฝีมือที่ถูกฝึกมาอย่างดี เป็นที่สุดของกองทัพองครักษ์เกราะทองที่ฝ่าบาททรงคัดเลือกเองกับมือ แต่เหตุใดองค์หญิงที่เป็นเพียงดรุณีน้อยจึงรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขากัน
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่!
หลังจากที่คนร้ายชุดดำออกไปจากห้อง เยว่เล่อก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมาก่อนจะเดินไปส่องดูความเคลื่อนไหวภายนอก ที่ช่องหน้าต่างที่แง้มเปิดอยู่ ด้านนอกมีคนเฝ้าประตูอยู่ถึงหกคน แต่นั่นมิใช่ปัญหาใหญ่อันใดสิ่งที่นางจำเป็นต้องทำคือ จับตัวคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้แบบตัวเป็นๆ ว่าแต่ว่าคนร้ายที่อุ้มนางเข้ามาเมื่อกี้นี้ เหตุใดจึงมีน้ำเสียงที่คุ้นหูยิ่งนัก ทั้งยังไม่มีไอสังหารแตกต่างจากนักฆ่าทั่วไป รวมถึงคำพูดที่ชายผู้นั้นกล่าวกับนางราวกับว่ารู้จักนางอย่างไรอย่างนั้น!เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่!เวลาผ่านไปกว่าชั่วยามบุรุษตัวสูงผู้นั้นก็เข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร ซินเยว่เล่อแกล้งนอนหลับอยู่บนเตียง จนกระทั่งได้ยินเสียงกระแอมไอของอีกฝ่าย"อะแฮ่ม ไม่ทราบว่าองค์หญิงจะทรงหลับไปถึงเมื่อใดกันพ่ะย่ะค่ะ"ซินเยว่เล่อที่ได้ยินเสียงชายหนุ่มกล่าวเสียดสีจึงทำทีเป็นพึ่งรู้สึกตัว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายหญิงสาวก็ต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง"นี่... นี่ท่านเองงั้นหรือ!""ยินดียิ่งนักที่องค์หญิงทรงจดจำกระหม่อมได้""เป็นท่านที่ชอบย่องเบา
แผนการลักพาตัว"หมดหน้าที่ของพวกเจ้าแล้ว นายหญิงสั่งให้หยุดแค่นี้ก่อนกลับไปรับรางวัลที่เมืองหลวงได้""หึหึ แล้วที่นายหญิงรับปากพวกข้าเรื่ององค์หญิงนั่นเล่า!""หากพวกเจ้าคิดว่ามีปัญญาจัดการนางได้ ก็แล้วแต่พวกเจ้า แต่อย่าให้เรื่องมันสาวมาถึงตัวนายหญิงก็พอ ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเจ้า ไม่ตายดีแน่!""พวกข้ารู้แล้วน่า หึหึ องค์หญิงนั่นงดงามถึงเพียงนั้น แม้ว่าจะยังไม่พ้นวัยปักปิ่นแต่ก็ทำให้อารมณ์บุรุษเพศของข้าพุ่งสูงได้ถึงเพียงนี้ สมกับที่เล่าลือจริงๆ""หึหึ พวกเจ้าก็ระวังตัวให้ดีเถิด จะลักพาตัวสตรีผู้นั้นมิใช่ทำได้ง่ายๆ องครักษ์เกราะทองกว่าครึ่งร้อยที่คอยอารักขานางอยู่ไม่ไกล""หึหึ ท่านอย่าลืมเสีย ว่ามีคนของนายหญิงแฝงตัวอยู่ในนั้นด้วย เหตุใดต้องกลัว หากพวกข้าสามารถจัดการสตรีผู้นั้นได้ นายหญิงคงจะพอใจเป็นอย่างมากเป็นแน่""เอาละ เรื่องนี้ข้าจะไม่ยุ่ง และข้าถือว่าเตือนพวกเจ้าแล้ว""เอาน่า... ท่านจะระแวงอันใดนักหนา แค่สตรีบอบบางเพียงคนเดียว"บุรุษทั้งสามพูดคุยกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางสายตาของใครบางคนที่ลอบ
ในยามนี้คนร้ายตัวจริงได้ทำการวางยาพิษครั้งใหม่ทำให้ชาวเมืองกลุ่มหนึ่งถูกพิษและกลายเป็นโรคระบาดอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีส่วนผสมของพิษค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกครั้ง นอกจากท้องเสียท้องร่วง เป็นผดผื่นมีไข้ ซ้ำยังติดกันง่ายกว่าเดิมทางการได้รีบเร่งแยกคนไข้ที่ป่วยหนักและป่วยระยะแรกออกจากกัน เพื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง ในยามนี้ทุกคนในเมืองต่างเดือดร้อนกันโดยถ้วนหน้าเพียงไม่นานก็มีข่าวลือเกิดขึ้นทันที นั่นคือ ดวงชะตาเป็นปฏิปักษ์ขององค์หญิงซินเยว่เล่อที่ออกมาอาศัยอยู่นอกวัง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนมิรู้คือ การที่หญิงสาวอาศัยอยู่ที่เมืองจี๋หนานของพวกเขาการเกิดโรคระบาดในครั้งนี้จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เอาแต่กล่าวโทษหญิงสาว ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะนาง! มู่หนิงเฉิงที่ได้ยินข่าวลือเช่นนั้นก็เกิดอารมณ์โมโหสั่งให้องครักษ์ตามหาต้นตอของข่าวลือมาให้จงได้ พร้อมทั้งยังลงโทษอย่างหนักสำหรับคนที่จงใจปล่อยข่าวลืออันเป็นเท็จ ทำให้องค์หญิงซินเยว่เล่อต้องเสื่อมเสีย!ความวุ่นวายภายในเมืองจี๋หนาน ถูกส่งต่อเรื่องราวผ่านนกพิราบสื่อสารไปยังผู้
"ท่านแม่ทัพ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!""เกิดอันใดขึ้น!""ในเมืองจี๋หนานพบชาวบ้านติดโรคระบาดกันเพิ่มขึ้นอีกแล้วขอรับ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะรุนแรงกว่าเดิมขอรับ"มู่หนิงเฉิงและซินเยว่เล่อได้แต่หันมาสบตากันอย่างเข้าใจ เรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่!"ท่านแม่ทัพ ท่านรีบสั่งการให้ท่านเจ้าเมืองปิดประตูเมืองก่อนเถิด หากชักช้าคนที่ติดโรคอาจจะนำโรคระบาดออกมาติดชาวบ้านที่อยู่นอกประตูเมือง!""ได้ เจ้าจงนำคำสั่งของข้าไปแจ้งแก่ท่านเจ้าเมือง สั่งปิดประตูเมืองทุกบาน ห้ามคนออกจากเมืองเด็ดขาด!""ขอรับ ท่านแม่ทัพ!""โรคระบาดจะสามารถรักษาได้จริงๆ ใช่หรือไม่""รักษาได้เจ้าค่ะ สาเหตุเพียงเกิดจากพิษของซ่านโถว เมื่อเรารู้ต้นเหตุแล้วก็สามารถรักษาได้ในทันที เพียงแต่ต้องระวังมิให้ประชาชนออกจากประตูเมือง เพราะเกรงว่าจะนำไปติดชาวบ้านที่อยู่นอกกำแพงเมืองก็พอ""เหตุใดต้นไม้เพียงต้นเดียวจึงมีฤทธิ์มากมายถึงเพียงนี้กันนะ!""เป็นเพียงพิษที่ทำให้แพ้เท่านั้นเจ้าค่ะ แต่อาการกลับสามารถติดต่อกันได้ง่ายคล้ายโรคระบาด แต่หากผู้ใดที่มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็อา
สามวันผ่านไปจำนวนของผู้ที่ติดโรคระบาดค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่ติดโรคถูกทางการแยกตัวออกไปรักษาในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อป้องกันการติดต่อกัน"เรียนท่านแม่ทัพ จำนวนผู้ที่ติดโรคลดลงแล้วขอรับ ตอนนี้ทุกคนปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างเคร่งครัดขอรับ""ดีมาก เจ้าไปได้แล้ว""ขอรับ" นายกองที่เข้ามารายงานผลถอยร่นออกไป ก่อนที่องครักษ์ของชายหนุ่มจะเข้ามาแทนที่"คารวะนายท่าน""ได้ความว่าอย่างไร""เรียนท่านแม่ทัพ องค์หญิงทรงหายดีแล้วขอรับ รอบๆ ตำหนักเต็มไปด้วยองครักษ์ ข้าน้อยไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ขอรับ""ช่างเถิด แค่รู้ว่านางสบายดีก็พอแล้ว องค์ไท่จื่อและฝ่าบาทจะได้สบายพระทัยเสียที เจ้าจงนำสารนี้ส่งให้ถึงมือองค์ไท่จื่อ""ขอรับนายท่าน"หลังจากที่องครักษ์ออกไปจากห้องแล้ว ชายหนุ่มได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ"เจ้าหายดีแล้วพี่ก็สบายใจ"…ทางด้านตำหนักแสงจันทร์"องค์หญิงจะทรงออกไปข้างนอกจริงๆ หรือเพคะ""ใช่!""แต่ว่าด้านนอกยังมีชาวบ้านที่ติดโรคระบาดอยู่นะเพคะหากพระองค์ติดโรคระ
หลังจากที่เยว่เล่อสั่งการให้ท่านหมอฝูไปทำการรักษาเหล่าข้าหลวงในตำหนักแสงจันทร์ ก่อนที่ชายหนุ่มจะออกมาเพื่อรายงานบางอย่างแก่หญิงสาว"ทูลองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ""ได้ความว่าอย่างไรบ้างท่านหมอฝู""โรคระบาดที่ว่านั้นเกิดจากพิษของต้นซ่านโถวพ่ะย่ะค่ะ""ต้นซ่านโถว! ต้นไม้พิษน่ะหรือ""ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่เดิมมีต้นกำเนิดจากเมืองซ่านโถว เมล็ดของมันสามารถนำมาบดเป็นผงมีฤทธิ์คล้ายยาถ่าย แต่ให้ผลที่รุนแรงกว่าพ่ะย่ะค่ะ""ที่ท่านกล่าวมา หมายความว่ามีคนจงใจ ทำให้เกิดโรคระบาดเช่นนั้นหรือ""อาจจะเป็นเช่นนั้น พ่ะย่ะค่ะ""แล้วพอจะมีทางรักษาให้หายหรือไม่เล่า""ย่อมต้องมีทางรักษาให้หายอย่างแน่นอน พ่ะย่ะค่ะ""เช่นนั้น คงต้องรบกวนท่านหมอฝูแล้ว หากท่านต้องการสิ่งใดก็ขอให้แจ้งแก่ลู่กงกงได้เลย มิต้องเกรงใจ""พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง"เหล่าข้าหลวงภายในตำหนักแสงจันทร์ได้รับการรักษาจนกระทั่งมีอาการดีขึ้น โดยทำตามคำแนะนำของท่านหมอเทวดาคือการดื่มน้ำที่ต้มสุกเท่านั้น และหากท้องเสียจนเกิดอาการอ่อนเพลียก็สามารถแก้ไขด้วยการดื่มน้ำต้มสุกที่ผสมกับเกล







