Se connecter"นางเป็นอย่างไรบ้าง"
"คาดว่าน่าจะมีชีวิตได้อีกไม่นานแล้ว"
"หึ เช่นนั้นก็ดี"
"เหตุใดเจ้าจึงได้ใจร้ายกับเด็กน้อยผู้นั้นถึงเพียงนี้เล่า"
"ข้าเกลียดมัน! ใครใช้ให้มันมีใบหน้าที่เหมือนกับคนผู้นั้นถึงเพียงนั้นเล่า"
"เจ้านี่นะ ฆ่าแม่แล้วยังฆ่าลูก อีก"
"หึ เจ้าสงสารมันหรือ? หรือว่ายังอาลัยอาวรณ์ต่อสตรีแพศยาเช่นนั้นอยู่ มันตายไปแล้วเจ้าก็ยังไม่วายคิดถึงมันอยู่อีกหรือ?"
"ไม่เอาน่า อย่าโมโห ประเดี๋ยวจะไม่งาม มามะข้าจะปลอบโยนเจ้าเอง"
"อื้ม อ่า ซี้ด ตรงนั้น อ่า เสียวยิ่งนัก อ่า" ชายผู้นั้นก้มใบหน้าลงดูดกินน้ำหวานกลางหว่างขาของหญิงสาว ก่อนจะใช้ลิ้นหนาแทรกเข้าร่องลึกแล้วชักเข้าชักออกจนเกิดเสียงน่าอาย หญิงสาวครางกระเส่าเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัวว่าผู้ใดจะมาได้ยิน ก่อนจะกระดกสะโพกเข้าหาลิ้นหนาที่แทรกดูดเลียบุปผาชุ่มชื้นของนางอย่างตั้งใจ
"อ่า ซี้ด อ่าา เสียวยิ่งนัก อ่า ซี้ด"
"อ่าา แบบนี้ดีหรือไม่ ซี้ด"
"อ่า ดียิ่ง อ๊ะ ซี้ด พอเถิด ส่งแท่งหยกของท่านเข้ามาแทนทีเถิด ข้าอยากจะแย่อยู่แล้ว อ่า"
"อ่า ย่อมได้ คืนนี้ข้าจะกระแทกเจ้าให้จมเตียง ซี้ด"
"อ่า ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ซี้ด"
ชายผู้นั้นคุกเข่าอยู่ตรงกลางระหว่างขาของหญิงสาวก่อนจะงัดแท่งเอ็นลำเขื่องออกมาแล้วจ่อไปยังร่องลึกที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำหวานของหญิงสาว ก่อนจะกดทีเดียวจนสุดลำแล้วออกแรงกระแทกจนหญิงสาวกระเด็นกระดอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเหยเกดวงตาเหม่อลอยด้วยความเสียวซ่านที่ชายผู้นั้นมอบให้ ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวในยามที่มีโอกาส นางชอบให้ชายผู้นั้นกระแทกกระทั้นร่องรักของนางยิ่งนัก
"ซี้ด อ่า เสียว เสียวยิ่งนัก อ๊ะๆ ซี้ด แรงอีก แรงอีก ข้าไม่ไหวแล้ว อ่า"
ชายหนุ่มกระแทกแรงและรัวก่อนส่งร่างบางขึ้นสวรรค์แล้วตัวเขาเองก็ตามไปติดๆ ปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมาจนล้นร่องลึกของนาง
ตลอดคืนที่ภายในห้องมีเสียงครางสอดประสานของคนทั้งคู่ กว่าที่เสียงนั้นจะเงียบลงก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว ชายผู้นั้นผละออกจากร่างบางที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงกว้าง ก่อนจะตัดใจสวมอาภรณ์แล้วเร้นกายหายไปในความมืดทันที
…
ทางด้านตำหนักบนหุบเขาสูง
ลี่หมัวมัวที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับองค์หญิงที่นอนนิ่งเช่นนี้มากว่าสองเดือนแล้ว นางได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนต่อสวรรค์ให้ละเว้นองค์หญิงของนาง
"หมัวมัว องค์หญิงเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ"
นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงน้อย ลี่จิน ลี่จู ลี่อินและลี่หยาง ต่างเข้ามายืนล้อมรอบเตียงของดรุณีน้อย ลี่จินที่ช่างสังเกตได้กล่าวบางอย่างออกมาหลังจากสังเกตว่าสีหน้าขององค์หญิงดูไม่เหมือนกับคนป่วยซึ่งสวนทางกับร่างกายยิ่งนัก
"เหตุใดในยามที่องค์หญิงป่วยเช่นนี้ กลับยังมีพระพักตร์ที่งดงามและสดใสราวกับคนไม่ป่วยเล่า" ลี่จูที่เห็นสหายกล่าวเช่นนั้นก็สังเกตตาม และทั้งสี่คนก็ต้องตกใจ ที่ผ่านมาพวกนางมัวแต่คอยเป็นห่วงองค์หญิงน้อยจนแทบไม่ได้หลับได้นอน จึงยังไม่ทันได้สังเกตว่าองค์หญิงนั้นยังคงมีใบหน้าสดใสงดงามเช่นตอนที่ยังคงแข็งแรง ทำให้คนทั้งหมดประหลาดใจยิ่งนัก
ซินเยว่เล่อที่กำลังรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว เพียงลืมตาตื่นขึ้นมาพบนางกำนัลทั้งหมดของตน น้ำตาของนางก็พลันไหลออกมาทางหางตาไม่หยุด เด็กน้อยอยากจะเอ่ยปากพูดคุยแต่แม้กระทั่งพยายามที่จะเอ่ยปากก็ยังทำไม่ได้ ความคับแค้นใจทำให้นางทำได้เพียงร้องไห้ออกมา
เหล่านางกำนัลที่เห็นองค์หญิงน้อยร้องไห้ หัวใจของพวกนางก็แทบแตกสลาย ลี่หมัวมัวที่เลี้ยงดูองค์หญิงน้อยมาตั้งแต่ยังเป็นทารก มิใช่ลูกก็รักยิ่งกว่าลูก นางไม่มีครอบครัวชีวิตนี้มีเพียงฮองเฮามู่หรงอันหรงมารดาขององค์หญิงน้อย แต่ในตอนนี้พระองค์ก็จากไปเสียแล้ว ชีวิตของแม่นมผู้นี้ ก็เหลือเพียงดรุณีน้อยที่นอนหายใจรวยริน อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
"โธ่ องค์หญิงของบ่าว พระองค์จะต้องหายดี ในตอนนี้ท่านมู่หรงเจียหนิงกำลังตามหาหมอเทวดามารักษาท่าน ได้โปรดอดทนรออีกหน่อยเถิดเพคะ" ดรุณีน้อยกะพริบตาสามครั้ง เป็นการบอกกล่าวว่าตกลง ลี่หมัวมัวที่เห็นความพยายามที่จะสื่อสารขององค์หญิงก็ได้แต่กุมมือเล็กของอีกฝ่ายมาแนบแก้มของตนไว้
นางกำนัลคนสนิททั้งสี่นางได้แต่กลั้นน้ำตา พวกนางไม่ต้องการให้บรรยากาศเศร้าหมองไปมากกว่านี้ ประเดี๋ยวองค์หญิงจะไม่มีกำลังใจ
ซินเยว่เล่ออยากจะกล่าวขอบคุณที่ทุกคนช่างดีกับนางยิ่งนัก แต่เวลาของนางใกล้หมดลงแล้ว แม้แต่คำอำลาก็ไม่สามารถที่จะเอ่ยออกมาได้ เหตุใดสวรรค์จึงได้ใจร้ายกับข้ายิ่งนัก...
…
ณ หุบเขาเซิ่งซาน สำนักพยัคฆ์หมื่นเมฆา
ภายในห้องใต้ดินของสำนักที่ขึ้นชื่อว่าลึกลับที่สุด วันนี้คือวันที่ผู้อาวุโสของพรรคทั้งแปดคนมารวมตัวกันเพื่อทำบางสิ่ง หลังจากที่เจียวหลินตำแหน่งเจ้าหอของสำนักสิ้นใจเพราะหนอนบ่อนไส้ภายในสำนักลอบทำร้าย
พิธีหลั่งโลหิตคือพิธีการเก่าแก่ที่ทำขึ้นเพื่อ ปลุกวิญญาณตำแหน่งเจ้าหอที่สิ้นใจก่อนวัยอันควร แต่เพราะพิธีนี้มิเคยถูกใช้มากว่าร้อยปีแล้ว ทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดไม่มั่นใจว่าพิธีนี้จะสำเร็จหรือไม่
โดยคนทั้งแปดที่มารวมตัวกันในที่นี้ต้องหลั่งเลือดลงบนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่มีร่างของเจียวหลินนอนสงบนิ่งอยู่ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้ วันนี้คือวันที่คืนพระจันทร์เต็มดวงที่สุดในรอบปี หากจะทำพิธีหลั่งโลหิตต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น หากพ้นคืนนี้ไปแล้วความเป็นไปได้ที่พิธีจะสำเร็จก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย
พิธีถูกเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้อาวุโสคนแรกหลั่งเลือดแล้วก็ตามด้วยคนต่อไปเรื่อยๆ จนครบ ก่อนกลีบบุปผานับร้อยชนิดจะถูกโปรยจนทั่วห้อง แล้วคนทั้งหมดก็ออกจากห้องลับไป ห้องดังกล่าวจึงถูกปิดลง
"ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือไม่" เจียวเหอ หรือที่เรียกกันว่า ต้าอ๋อง ผู้เป็นตาแท้ๆ ของเจียวหลิน ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจเช่นกัน
"คงต้องสุดแล้วแต่สวรรค์จะเมตตาแล้วละ"
…
ณ หุบเขาซือหลุน
ร่างของซินเยว่เล่อที่ค่อยๆ สิ้นลม ร่างกายกลับเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะค่อยๆ ร้อนรุ่มขึ้นราวกับไฟ ดวงตาหงส์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หญิงสาวหันหน้าไปมองสิ่งรอบตัว ทุกอย่างล้วนแต่แปลกตา จึงได้ค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งแล้วก้มมองร่างของเด็กน้อยที่ยังไม่โตเต็มที่ ขณะที่กำลังคิดทบทวนเรื่องราวของตน อยู่ๆ ก็รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดก่อนภาพความทรงจำของเจ้าของร่างน้อยจะผ่านเข้ามาภายในหัวของนาง ดรุณีน้อยผู้อาภัพถูกวางยาพิษจนตายงั้นหรือ? กับเด็กตัวเล็กๆ พวกเจ้าก็ไม่ละเว้น เลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก!
เจียวหลินก้มมองร่างของดรุณีน้อยที่อายุน่าจะราวๆ เจียวเหมยผู้เป็นน้องสาวของนาง หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะก้าวลงจากเตียง ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆ ก่อนจะพบกับตำหนักที่งดงามราวกับสวรรค์ของที่นี่ เจียวหลินเดินตรงไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่กลางตำหนัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดูพระจันทร์เต็มดวงที่ดวงใหญ่ที่สุดตั้งแต่นางเคยได้พบมา
"ที่นี่ จะเป็นตำหนักแสงจันทร์ บ้านหลังใหม่ของข้า ต่อไปนี้ก็ขอฝากตัวด้วย ร่างของท่านตัวข้าจะดูแลมันเป็นอย่างดี ถือเสียว่าเราทั้งคู่มีวาสนาต่อกัน เรื่องของท่านข้าจะสานต่อให้เอง!"
เจียวหลินยกนิ้วขึ้นมาก่อนจะเป่าปากเป็นเสียงหวีด ในเวลาต่อมาก็ปรากฏร่างของเหยี่ยวแดงตัวยักษ์บินเข้ามาหยุดอยู่บนโต๊ะน้ำชา สัญญาณเช่นนั้นทำให้เหล่าองครักษ์กว่าร้อยนายที่ติดตามมาอารักขาองค์หญิงถึงกับต้องซุ่มดูอยู่อย่างไม่ให้คลาดสายตา ก่อนที่พวกเขาจะพบกับร่างขององค์หญิงน้อย คนทั้งหมดต่างหันไปมองหน้ากัน สายตาของพวกเขามีคำถามมากมาย
มิใช่ว่าองค์หญิงทรงป่วยหนักหรอกหรือ?
แล้วเช่นนี้ หมายความว่านางหายดีแล้ว?
เหยี่ยวแดงตัวนั้นเป็นของใคร?
คำถามมากมายถาโถมประเดประดัง เหล่าองครักษ์ต่างมึนงงไม่หาย
เจียวหลินถอดป้ายหยกที่คาดเอวของซินเยว่เล่อ ซึ่งเป็นป้ายหยกเนื้อดีสีชมพูที่แสดงถึงฐานะองค์หญิงอันดับหนึ่งของเจ้าของร่าง แล้วใส่ลงไปในถุงผ้าใบเล็กๆ ผูกไปกับขาของเจ้าเซียงเซียง เจียวหลินลูบที่คอของมันเบาๆ
"นำไปส่งให้กับท่านตา" จบคำเหยี่ยวแดงตัวนั้นก็โผบินขึ้นสูงก่อนจะจากไป
เจียวหลินถูกฝึกมาอย่างยากลำบากไม่ว่าจะศาสตร์ศิลป์ทางด้านใดนางล้วนเชี่ยวชาญ แม้จะเข้ามาอยู่ในร่างของดรุณีน้อยแต่ทักษะเดิมของนางก็ยังคงใช้งานได้ดียิ่งนัก นับว่าพิธีหลั่งโลหิตนี้คือที่สุดสมคำเล่าลือจริงๆ ก่อนจะเอ่ยปากกล่าวกับเหล่าองครักษ์ ราวกับสนทนากับหมู่มวลบุปผา
"สิ่งที่เห็นในวันนี้ ขอให้พวกท่านเก็บไว้เป็นความลับด้วยเถิด คงไม่ดีนักหากตัวผู้ร้ายยังเห็นว่าตัวข้ายังอยู่ดี"
องครักษ์นับร้อยต่างทำสีหน้าเลิ่กลั่กพวกเขาคือยอดฝีมือที่ถูกฝึกมาอย่างดี เป็นที่สุดของกองทัพองครักษ์เกราะทองที่ฝ่าบาททรงคัดเลือกเองกับมือ แต่เหตุใดองค์หญิงที่เป็นเพียงดรุณีน้อยจึงรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขากัน
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่!
"ท่านพี่... อ๊ะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อ่า..." แท่งทวนถูกดันเข้าไปในส่วนที่อ่อนนุ่มจนกระทั่งสุดลำก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะประสานกับเสียงครางหวานของคนทั้งสอง ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดสองกายแนบชิดสุดสวาท ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งช่องว่างเพื่อให้อากาศลอยผ่าน ดวงหน้าที่เย้ายวนชวนเคลิ้มฝันของผู้เป็นภรรยาทำเอาชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเร่งแรงขยับโยกกายเข้าออกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะส่งหญิงสาวมุ่งสู่ปลายฝัน แล้วพลิกร่างบางนอนคว่ำจากนั้นสอดใส่ความแข็งขืนจากด้านหลังเยว่เล่อที่เพิ่งมุ่งสู่ปลายฝันได้ไม่นานกลับถูกกะทำซ้ำที่จุดเดิม ทำให้หญิงเสียวซ่านจนร่างกายแทบอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงที่จะขัดขืน เสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะ ชายหนุ่มกระทำอยู่ในท่วงท่าหมอบคลานได้ไม่นาน ร่างของหญิงสาวก็จิกเกร็งล่องลอยสู่ปลายฝันอีกครั้ง จึงถูกชายหนุ่มจับพลิกกายหันหน้าเข้าหาเขาในท่วงท่านั่ง ใบหน้าคมคายกดซบลงที่หน้าอกอวบใหญ่ก่อนจะดูดเล็มที่ปลายยอดถันหนักเบาสลับกัน แขนเรียวเสลาคล้องที่ลำคอของสามีปลายเล็บของนางจิกทึ้งที่หลังของเขาจนเกิดรอยเพื่อต้อง
เมื่อบุตรชายบุตรสาวอายุได้ราวหนึ่งขวบ ซินเยว่เล่อก็เดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยือนบิดามารดา แต่เพราะเจ้าน้องสาวตัวแสบไม่คิดกลับมาที่เมืองหลวงอีก ได้แต่ฝากคำมากับนาง หญิงสาวเบื่อหน่ายกับกฎเกณฑ์ของวังหลวง อยากจะเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับท่านหมอเทวดาฝูเจียวซิน ซินเยว่เล่อเห็นว่าหญิงสาวนั้นดูแลตัวเองได้ดีทั้งยังมีลี่จินลี่จูติดตามไปด้วย นางจึงได้มอบองครักษ์มือดีที่สุดให้ไปอีกหนึ่งคน นั่นก็คือท่านหานสุ่ยเจียงโดยในตอนนี้ลี่หมัวมัวและลู่กงกงได้ย้ายกลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมแล้ว ขบวนการเดินทางในแต่ละครั้งของนางจึงยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะไปทางใดก็ล้วนขนย้ายไปพร้อมกันหมดแม้คนจะเยอะไปเสียหน่อยแต่อบอุ่นเหลือเกินการเดินทางกลับมาในครั้งนี้ใช้รถม้าถึงแปดคันหญิงสาวและสามีนั่งรถม้าคันแรก ส่วนคันที่สองเป็นของลี่หมัวมัวและลู่กงกงที่ต้องคอยดูแลเจ้าสองก้อนแป้งคันที่สามเป็นของนางกำนัลคนสนิททั้งสองและจางซีคันที่สี่และห้าเป็นของสาวใช้ทั่วไปและองครักษ์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ขนข้าวของ เพราะซินเยว่เล่อนั้นไม่นิยมชมชอบให้ผู้ติดตามต้องลำบากฉะนั้นในขบวนเดินทางของนางจะไม่ม
"ใครใช้ให้ข้าหลงรักท่านเช่นนี้เล่า" หญิงสาวได้แต่เบือนหน้าหลบหนีด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางได้แต่เงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อมิให้น้ำตาไหล ก่อนจะหวนคิดว่าเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่นางยินยอมอยู่เช่นนี้ ได้เพียงมองจากที่ไกล ๆจากด้านหลังของเขาเพียงเท่านั้น แม้รู้ว่าต้องเจ็บแต่นางก็ไม่สามารถจากไปที่ใดได้เลย ไม่ใช่ว่ารักเพียงเขาแต่เพราะรักบุตรชายหญิงของเขาราวกับเป็นบุตรแท้ๆของตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเผลอไผลหลงลืมตัวไปเสียแล้วว่านางมิได้เป็นมารดาแท้ๆของเด็กน้อยเหล่านั้น วันเวลาช่างหมุนผ่านไปเร็วยิ่งนักซินเยว่เล่อมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก หญิงสาวสามารถออกมาเดินเล่นด้านนอกได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางฤดูวสันต์ที่กำลังมาเยือน ลมเย็นอ่อนๆค่อยๆโชยมาในยามเย็น หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลากับน้องสาวฝาแฝดพร้อมกับเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสอง ก่อนจะพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระพร้อมกับระลึกความหลังครั้งก่อนกันอย่างมีความสุข หลังจากที่นางหายดีฝูเจียวซินก็ต้องขอตัวลากลับแคว้นซีฉิน เพราะต้องกลับไปดูแลโรงหมอของท่านอาจารย์ ปลายปีนี้จะมีการสอบคัดเลือกบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก ที่แคว้นซีฉิน ทำให้ซินเยว่เ
หลังคลอดบุตรซินเยว่เล่อต้องทำการพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่ร่างกายจะดีขึ้น โดยมีท่านหมอเทวดาฝูเจียวซินอยู่ให้การดูแลเหล่าคณะหมอหลวงได้เดินทางกลับไปตั้งแต่หญิงสาวคลอดได้สามวันพร้อมกับมู๋หรงหวงกุ้ยเฟย ด้วยราชโองการของฝ่าบาททำให้นางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถขัดราชโองการดังกล่าวได้ ก่อนจะจำใจขึ้นรถม้าแล้วบอกลาหลานๆที่น่ารักของตน ส่วนซินเยว่เหมยนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านางสนิทและคุ้นเคยกับท่านหมอฝูอยู่มาก จากการรักษาใบหน้าเมื่อครั้งก่อนและหญิงสาวกมีความสามารถและทักษะการแพทย์เล็กน้อยจึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ชายหนุ่มเห็นว่าตนอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของอีกฝ่ายจึงได้ปฏิเสธไป ทำเอาองค์หญิงน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอาแต่ตามติดชายหนุ่มตลอดทั้งวัน ในยามที่เขาต้องการผู้ช่วยก็เป็นนางที่รีบเสนอตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีปริปากบ่นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย "องค์หญิงอย่าได้พยายามไปมากกว่านี้เลย พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรกระหม่อมก็มิอาจรับท่านเป็นศิษย์ของกระหม่อมได้""เพราะเหตุใดเจ้าคะ""ท่านเป็นถึงองค์หญิง เหตุใดจึงต้องหาเรื่องลำบากให้ตนเองด
ซ่งเทียนเหิงก้าวเข้าไปพร้อมกับฝูเจียวซินโดยไม่สนใจคำทัดทานของผู้ใดทั้งสิ้น ก่อนจะเข้าไปโอบกระชับร่างของนางมาไว้ในอ้อมอก ฝูเจียวซินทำหน้าที่ฝังเข็มบนจุดชีพจรของหญิงสาวราว ๆครึ่งเค่อ ร่างบางก็เริ่มได้สติขึ้นมาใหม่ ก่อนที่ท่านหมอหนุ่มจะหยิบเม็ดยาบางอย่างให้นางกินลงไป ตัวยานี้เป็นยาสำหรับสตรีที่คลอดยากโดยเฉพาะที่เขามิยินยอมให้นางกินตั้งแต่แรกเพราะครรภ์ของนางแต่เดิมก็เป็นพิษอยู่แล้วและยาชนิดนี้ก็ค่อนข้างแรงอยู่มาก เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงให้นางกินมันลงไปแต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าคิดผิด ที่ปล่อยให้ซินเยว่เล่อคลอดเองโดยใช้เวลานานถึงเพียงนี้ เพียงกลืนยาลงไปไม่นานหญิงสาวก็มีแรงมากขึ้นก่อนจะรู้สึกเจ็บหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรงซ่งเทียนเหิงถูกลากออกไปพร้อมกับสหายก่อนที่รั้งรออยู่ด้านนอกประตู แล้วเดินไปเดินมาไม่หยุด ราวครึ่งชั่วยามที่ยังคงมีเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังลอดออกมาจากในห้องอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีเสียงร้องของเด็กตามออกมาด้วย"คลอดแล้วๆ ""อุ๊แว๊ อุ๊แว๊""ขอแสดงความยินดีกับซ่งกั๋วกง เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ" นางกำนัลผู้ช่วยหมอทำคลอดห่อตัวเด็กน้อยด้วยผ้าก่อนจะอุ้มมาแล้วส่งให้ผู้เป็นบิดา
เยว่เหมยเดินทางมาถึงตำหนักแสงจันทร์พร้อมกับหมอหลวงและเสด็จแม่กุ้ยเฟย เพราะหญิงสาวอ้อนวอนบุตรสาวให้ช่วยพานางมาด้วยแม้ว่าในตอนแรกเยว่เหมยจะไม่เห็นด้วยแต่กลับเข้าใจดี สตรีผู้นี้รักนางและพี่สาวมากหากต้องให้ทำเพียงรอฟังข่าวจิตใจคงไม่อาจสงบได้ จึงได้วางแผนลักพานางหญิงสาวมาพร้อมกับนางเสียเลยถึงอย่างไร กว่าเสด็จพ่อจะรู้ตัว นางก็พาเสด็จแม่เดินทางใกล้ถึงตำหนักแสงจันทร์แล้วในวันที่คณะหมอหลวงมาถึงนั้น ฝูเจียวซินทายาทหมอเทวดาก็ได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วราวเจ็ดวัน ภายในห้องของเยว่เล่ออบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ผ่อนคลาย หมอหลวงทั้งหมดได้ทำงานร่วมกับฝูเจียวซินได้เป็นอย่างดี ความรู้ที่มีชายหนุ่มก็ถ่ายทอดให้กับหมอหลวงเหล่านั้นโดยที่ไม่รังเกียจ ทำให้เขาเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าหมอหลวงยิ่งนัก เยว่เล่อต้องอดทนนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลาจนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเดือนที่แปด ฝูเจียวซินนั้นคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรหญิงสาวก็คงต้องคลอดในช่วงเวลาประมาณนี้อย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงพยุงอาการไม่ให้นางคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ที่ยังอ่อนแอเท่านั้นเองเพราะหากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ชีวิตของมารดาก็ไม่อ
หลังจากที่นัดหมายของนางและท่านตาจบลง หญิงสาวจึงเดินกลับมายังห้องพักก่อนจะล้มตัวลงนอน และรู้สึกตัวอีกครั้งในตอนเช้าของวันใหม่ สาวใช้ทั้งสองเข้ามาทำหน้าที่ของตน เพื่อช่วยหญิงสาวผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และล้างหน้าล้างตา"คุณหนู ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ""เจ้าไปเตรียมมาเถิด แม้ไม่หิวเท่าไหร่แต่ก็ต
แม้ว่าเหล่าข้าหลวงคนสนิททั้งหลายขององค์หญิงจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของดรุณีน้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกล่าวออกมา ได้แต่หวังให้องค์หญิงน้อยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงอย่างไรที่นี่ก็ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ จะมีผู้ใดมาเฝ้าสังเกตได้ หากองค์หญิงต้องการทำสิ่งใดพวกเขาก็ล้วนยินดีสนับสนุน
ท่ามกลางความรื่นเริงของผู้คนในตำหนักแสงจันทร์อันห่างไกล อีกฟากฝั่งภายในเมืองหลวง สตรีผู้หนึ่งที่อยู่บนรถม้ากับสาวใช้ส่วนตัว แม้ว่าอายุจะย่างเลขสามแล้วแต่ความงามก็ยังคงตราตรึง ใบหน้างามดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาวอายุสิบแปด รูปร่างที่เย้ายวนยังชวนให้บุรุษหลงใหลได้ไม่ยากเย็น ก่อนริมฝีปากบางจะเอ่ยกับสาวใช้ส
เจียวหลินที่ตื่นขึ้นมาในร่างขององค์หญิงซินเยว่เล่อ เมื่อสำรวจความแข็งแรงของร่างนี้ก็พบว่าหญิงสาวมีกำลังภายในแม้ไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่เจียวหลินจะฟื้นฟูวรยุทธ์ของนางได้ไม่ยาก ทั้งรูปโฉมขององค์หญิงผู้นี้ช่างงดงามล่มเมืองยิ่งนัก ใบหน้าเรียวเล็กได้รูปรับกับจมูกโด่







