INICIAR SESIÓNหลังจากที่นัดหมายของนางและท่านตาจบลง หญิงสาวจึงเดินกลับมายังห้องพักก่อนจะล้มตัวลงนอน และรู้สึกตัวอีกครั้งในตอนเช้าของวันใหม่ สาวใช้ทั้งสองเข้ามาทำหน้าที่ของตน เพื่อช่วยหญิงสาวผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และล้างหน้าล้างตา
"คุณหนู ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ"
"เจ้าไปเตรียมมาเถิด แม้ไม่หิวเท่าไหร่แต่ก็ต้องรองท้องไว้สักหน่อย"
"เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเตรียมมาให้ท่านเจ้าค่ะ"
หลังจากที่ซินเยว่เล่อรับสำรับเช้าเสร็จ หญิงสาวก็คิดจะแวะชมตลาดอีกสักรอบก่อนกลับตำหนักแสงจันทร์ จึงได้สั่งให้องครักษ์บังคับรถม้าผ่านตลาดเสียเล็กน้อย
ในขณะที่รถม้ากำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน หญิงสาวก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่มีเหล่ามือสังหารนับสิบกำลังตามไล่ล่าคนผู้หนึ่งอยู่ หานฮุ่ยเจียงใช้มือหนากระชับด้ามกระบี่เพื่อเตรียมพร้อมหากคนเหล่านั้น พุ่งเป้ามาใกล้กับรถม้าขององค์หญิงและก็เป็นดังที่คาดการณ์ไว้ อยู่ๆ ก็มีมือสังหารผู้หนึ่งพุ่งตรงเข้ามาใกล้กับรถม้าของนาง หานฮุ่ยเจียงจึงกระโดดออกไปปะทะกับคนกลุ่มนั้นอย่างเสียไม่ได้ เป็นเหตุทำให้นางกำนัลทั้งสองชักดาบออกมาก่อนจะพุ่งออกไปอารักขาหญิงสาวด้านนอกรถม้า เพื่อกันไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้รถม้าของนางได้ เพียงแค่ชั่วครู่ก็มีชายผู้หนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและร่องรอยในการถูกทำร้าย ซินเยว่เล่อมิได้คิดปกป้องตัวเอง นางรู้ดีว่าหากเกิดเหตุการณ์ตึงมือ เหล่าองครักษ์เงาของนางจะออกมาช่วยเอง เพียงแต่ตอนนี้ องครักษ์หานยังคงควบคุมสถานการณ์ได้อยู่เท่านั้น และที่นี่ก็เป็นแหล่งชุมชน ไม่เป็นผลดีเลยสักนิดหากมีคนของนางออกมาช่วยกลางวันแสกๆ เช่นนี้ การเปิดเผยตัวตนยิ่งทำให้นางกลายเป็นเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น
"แม่นางไม่ต้องกลัว ข้าไม่คิดทำร้ายเจ้า" ชายหนุ่มรีบบอกกล่าวดรุณีน้อยที่ไม่ได้มีความตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ชายหนุ่มได้แต่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ กับสีหน้าที่นิ่งเฉยราวกับไม่รับรู้ถึงความกลัวใดๆ แม้กระทั่งตัวเขาที่มีเลือดโชกทั้งตัว ดรุณีน้อยตรงหน้าก็มิได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่นิดเดียว หรือว่านางจะตกใจมากจนนิ่งค้างไปเสียแล้ว
"ข้าขอเพียงอาศัยหลบอยู่ในรถม้าของท่านสักครู่ได้หรือไม่"
"อืม" ซินเยว่เล่อพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ หลังจากนั้นเพียงไม่นาน องครักษ์หานก็ควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ก่อนที่มือปราบจะเข้ามา ชายหนุ่มจัดการเรื่องราวทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วจึงก้าวขึ้นมาบนรถม้า แต่เมื่อพบชายผู้หนึ่งอยู่ในรถม้ากับองค์หญิงก็ถึงกับตกใจยิ่ง ในขณะที่กำลังจะชักกระบี่ออกมา ซินเยว่เล่อก็ยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากเสียก่อน
"เดินทางต่อได้"
"แต่คุณหนู"
"ลี่อิน ลี่หยางเข้ามานั่งด้านในและออกเดินทางได้"
"เจ้าค่ะคุณหนู" หญิงสาวทั้งสองที่ได้ยินคำสั่งของซินเยว่เล่อ จึงได้แต่ทำตาม ก่อนจะปรายตามองไปยังร่างของชายหนุ่มที่อยู่ภายในรถม้า อาการที่ไม่สู้ดีของเขาคาดว่าคงจะถูกพิษกระมัง โจวซีเฉิงมีสีหน้าย่ำแย่ไม่น้อยเพราะเขาถูกอีกฝ่ายซัดเข็มพิษเข้าใส่ ในวันนี้ชายหนุ่มเพียงต้องการมาสืบเรื่องบางอย่างเท่านั้น จึงไม่ได้คิดที่จะนำองครักษ์มาด้วย โดยไม่คาดคิดว่าตนจะถูกลอบสังหารท่ามกลางเหล่าธารกำนัลที่เดินอยู่เต็มตลาดในยามกลางวันแสกๆ เช่นนี้
ซินเยว่เล่อที่แอบลอบสังเกตท่าทางของชายหนุ่ม ก่อนจะตกใจเมื่อพบว่าคนผู้นี้คือโจวซีเฉิง ชินอ๋องแคว้นซีฉิน หญิงสาวทำสีหน้าสงสัยว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงมาโผล่ที่นี่ แม้ยุคนี้จะเป็นยุคที่แผ่นดินรุ่งเรือง ไร้ปัญหาการศึกเพราะทั้งหกแคว้นได้ทำสัญญาสงบศึกร้อยปีเอาไว้ ก่อนจะหันมาร่วมมือทางด้านการค้ากันแทน
แต่ก็เพียงเท่านั้น ศึกนอกไม่มี ศึกในก็ใช่ว่าจะไม่มี บัลลังก์ทองนั่นผู้ใดก็ใฝ่หาอยากจะได้มาเพื่อครอบครองหากคนผู้นี้ตาย ฮ่องเต้แคว้นซีฉินผู้เป็นพี่ชายคงราวกับแขนขาดไปข้างหนึ่งเสียแล้ว คงต้องมาดูกันอีกทีว่าผู้ใดเป็นผู้ได้ประโยชน์ในครั้งนี้
ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบขวดยาแก้พิษออกมา แล้วยื่นให้แก่ชายหนุ่ม สาวใช้ทั้งสองอยากจะเอ่ยห้ามปรามแต่ก็มิกล้าพอ ในเมื่อองค์หญิงตัดสินใจแล้วก็มิใช่เรื่องที่นางกำนัลเช่นพวกนางจะกล่าวอันใดได้
"ท่านกินยาถอนพิษนี่เสีย"
"ขอบคุณแม่นางน้อย แต่ข้าไม่เป็นไร" ซินเยว่เล่อได้แต่กลอกตาไปมาในความเย่อหยิ่งสมคำเล่าลือของอีกฝ่าย
"ข้าเพียงไม่ต้องการให้คนของข้าเหนื่อยที่จะขุดหลุมฝังท่าน เพียงเท่านั้น"
"..." โจวซีเฉิงถึงกับเลิกคิ้ว เมื่อวาจาดังกล่าวออกมาจากปากของ ดรุณีน้อยผู้หนึ่ง ตั้งแต่เข้ามานั่งหลบอยู่ด้านในชายหนุ่มก็ไม่ทันได้สังเกตใบหน้าของนาง พึ่งได้มาสังเกตอีกครั้งก็ตอนที่หญิงสาวยื่นขวดยาแก้พิษให้ ทำให้เขาถึงกับตกตะลึงในใบหน้านี้ยิ่งนัก จะเรียกว่างามก็คงต้องยอมรับเช่นนั้น เพียงแต่นางน่าจะเป็นเพียงดรุณีน้อยที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเท่านั้น จำเป็นต้องงดงามถึงเพียงนี้เลยหรือ ชายหนุ่มได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองในใจ ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือออกไปรับขวดยาดังกล่าวมา
"กินเพียงครั้งละสองเม็ดเท่านั้น ไม่เกินสองชั่วยามท่านก็จะรู้สึกดีขึ้น ส่วนขวดยานั้นมิต้องคืนให้ข้าก็ได้ คิดว่าท่านคงต้องได้ใช้มันอีกเป็นแน่ เก็บไว้ที่ท่านเห็นทีคงได้ประโยชน์กว่า"
"ขอบคุณแม่นางน้อย"
"พ้นจากประตูเมืองไปราวห้าลี้ ท่านก็ลงตรงนั้นเถิด"
"ข้าทราบแล้ว" ในตอนแรกชายหนุ่มก็คิดจะไหว้วานอีกฝ่ายเช่นนั้น แต่เมื่อหญิงสาวกล่าวออกมาก่อน ร่างสูงก็ได้แต่รับคำ และเมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว รถม้าจอดสนิท ชายหนุ่มจึงก้าวลงจากรถม้า ก่อนจะค้อมตัวขอบคุณอีกฝ่ายด้วยใจจริง โดยที่ไม่ลืมถามชื่อแซ่ของนาง
"ขอบคุณแม่นางน้อยอีกครั้ง ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยมีชื่อแซ่ว่าอันใด"
"พบกันเพียงครั้งเดียว มิจำเป็นต้องแนะนำตัว ข้าช่วยคนมิคิดหวังให้อีกฝ่ายตอบแทน เพียงแต่ไม่นำความเดือดร้อนมาสู่ตัวข้าก็ถือว่าขอบคุณแล้ว"
"ขอบคุณแม่นางอีกครั้ง"
"ออกรถม้าได้"
โจวซีเฉิงยกยิ้มที่มุมปากกับวาจาคมคายเกินวัยของหญิงสาวผู้นี้ ท่าทางนิ่งเฉย กลิ่นอายสูงส่งเช่นนี้ที่มักจะมีอยู่ในตัวของเหล่าราชวงศ์ทั้งหลาย ดูท่าคงเป็นบุคคลไม่ธรรมดา
เพียงไม่นานองครักษ์เงาของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวก่อนจะขออภัยที่ปล่อยให้ชายหนุ่มได้รับอันตราย แต่โจวซีเฉิงไม่ได้ใส่ใจ เพราะครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจบางอย่างเสียแล้ว
"เจ้าส่งคนตามรถม้าคันนั้นไปและสืบความมาให้แน่ชัดว่านางเป็นใคร"
"ขอรับนายท่าน"
รถม้าเคลื่อนตัวจนมาถึงหุบเขาซือหลุนที่ด้านล่างตีนเขาถูกล้อมรอบด้วยกำแพงที่สูงกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบชุ่น และมีบริเวณกว้างกว่าพันหมู่รอบหุบเขา ทางเข้าแรกจากกำแพงมีเวรยามคอยเฝ้าหนาแน่น ก่อนจะผ่านเข้าไปยังด้านใน ใช้เวลาอีกราวครึ่งชั่วยามก็เดินทางถึงตัวตำหนักที่ปลูกสร้างอยู่ปลายยอดของหุบเขาซือหลุน พื้นที่โดยรอบตัวตำหนักกว้างขวางราวๆ สามร้อยหมู่ มีเรือนเล็กๆ อยู่อีกราวสิบเรือน เรือนหลักอีกสาม เรือนรับรองอีกสอง ที่นี่จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ พระราชวังซินเยว่ ซึ่งตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นตำหนักแสงจันทร์
องครักษ์ของโจวซีเฉิงติดตามรถม้ามาหยุดอยู่แค่เพียงตีนเขาเท่านั้น มิสามารถผ่านเข้าไปด้านในได้ ก่อนจะสืบทราบความจริงได้หลายอย่าง จากเหล่าคนงานช่างไม้ที่เดินทางออกมาในตอนเย็น
"นายท่าน"
"มาแล้วหรือ"
"ขอรับ"
"ได้ความว่าอย่างไร"
"นางคือองค์หญิงซินเยว่เล่อ แคว้นเฉิงอันที่ถูกเนรเทศออกจากวังเพราะคำทำนายบางอย่างขอรับ"
"คำทำนายบางอย่างเช่นนั้นหรือ คืออะไร"
"เอ่อ คำทำนายที่ว่า องค์หญิงมีดวงพิฆาตยอดบุรุษแห่งแคว้นขอรับ"
"หึหึ เหลวไหลสิ้นดี"
"นางอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้ว"
"ราวๆ ครึ่งปีขอรับ น่าแปลกที่ก่อนหน้านี้ ตอนที่มาถึงองค์หญิงเกิดล้มป่วย พึ่งจะหายดีเมื่อไม่นานมานี้ ผู้น้อยลองสำรวจรอบๆ ดูแล้ว มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดยิ่งนักขอรับ รวมทั้งองครักษ์เกราะทองที่น่าจะมีอยู่ราวๆ สามสิบถึงห้าสิบนาย"
"ฮ่องเต้แคว้นเฉิงอัน รักใคร่นางถึงเพียงนั้น ใครบ้างจะไม่รู้ แล้วเหตุใดจึงได้ยินยอมให้พระธิดาสุดโปรดร่อนเร่ออกมาจากวังหลวงเช่นนี้เล่า หึ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
"นายท่านจะให้ผู้น้อยทำอย่างไรต่อขอรับ"
"ช่างเถิด เจ้าไปได้"
"ขอรับ"
"ซินเยว่เล่อ งั้นหรือ" แม่นางน้อยผู้นั้นนามว่า ซินเยว่เล่อ งั้นหรือ อืม ชื่อช่างเหมาะสมกับตัวนางยิ่งนัก
…
ณ ตำหนักแสงจันทร์
"องค์หญิงเพคะ ร้านสมุนไพรมาส่งสินค้าที่องค์หญิงสั่งเอาไว้เพคะ"
"ให้กงกงหาพื้นที่เก็บไว้เสียก่อน แล้วข้าจะไปจัดการในภายหลัง"
"เพคะ องค์หญิง"
"องค์หญิง"
"ท่านองครักษ์หาน มีอันใดหรือ"
"คนของเขาผู้นั้นที่องค์หญิงให้การช่วยเหลือได้แอบติดตามเรามาจนถึงที่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
"ช่างเถิด เขาต้องการรู้อันใดก็ปล่อยให้รู้ไป แค่ไม่นำความเดือดร้อนมาให้เราก็พอ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ซินเยว่เล่อนึกไปถึงคำเล่าลือเรื่องนิสัยใจคอของชินอ๋องแคว้นซีฉิน ที่เป็นคนเงียบขรึม และชอบทำตัวลึกลับ เป็นบุคคลที่มีความอันตรายเป็นลำดับต้นๆ ที่ควรค่าแก่การอยู่ให้ห่างเป็นดีที่สุด สังเกตจากวันนี้ที่ชายหนุ่มถูกมือสังหารตามล่าในช่วงกลางวันแสกๆ ผู้คนพลุกพล่านถึงเพียงนั้น แล้วในยามค่ำคืนเล่ามีหรือที่จะได้นอนหลับอย่างเต็มตื่น
เหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ก็เป็นเช่นนี้ ฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตน ร่างนี้ก็เช่นกัน มิใช่ว่าเพราะอำนาจหรอกหรือนางจึงได้ถูกส่งมาไกลถึงเพียงนี้ เพียงแต่การอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก ซ้ำยังอาจจะดีกว่าอยู่ในวังเสียอีก
พอคิดแล้วก็ชวนขนลุกอำนาจอันหอมหวานที่ต้องแลกมาด้วยเส้นทางที่เต็มไปด้วยซากศพ ซินเยว่เล่อได้แต่ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ก่อนจะมองออกไปด้านนอก ศาลาประทับจันทร์คือสถานที่ที่หญิงสาวโปรดปราน ตั้งอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่มหึมา สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ทั่วทิศทางของ เมืองจี๋หนาน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับแคว้นเฉียนเหลียงและแคว้นซีฉิน เปรียบได้ดั่งสามเหลี่ยม แม้ว่าที่นี่จะห่างไกลจากเมืองหลวงราวๆ พันลี้ แต่เพราะที่นี่เป็นเมืองที่ติดกับทะเล มีท่าเรือ และการค้า ทำให้ที่นี่คลาคล่ำไปด้วยเหล่าคหบดีผู้ร่ำรวยทั้งหลาย
ชีวิตที่ต้องเริ่มต้นใหม่ของนาง แม้จะมิได้ลำบากอันใด แต่ครั้งนี้นางควรจะใช้ชีวิตให้ดีกว่าที่ผ่านมา ชีวิตวัยเด็ก วัยสาวที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง นางเองก็ควรมีความทรงจำเช่นนั้นบ้าง ซินเยว่เล่อที่คิดเช่นนั้นก็ได้แต่ยกยิ้ม นางยังมีเวลาอีกมาก ค่อยๆ ใช้มันไปก็แล้วกัน
หลังจากที่คนร้ายชุดดำออกไปจากห้อง เยว่เล่อก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมาก่อนจะเดินไปส่องดูความเคลื่อนไหวภายนอก ที่ช่องหน้าต่างที่แง้มเปิดอยู่ ด้านนอกมีคนเฝ้าประตูอยู่ถึงหกคน แต่นั่นมิใช่ปัญหาใหญ่อันใดสิ่งที่นางจำเป็นต้องทำคือ จับตัวคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้แบบตัวเป็นๆ ว่าแต่ว่าคนร้ายที่อุ้มนางเข้ามาเมื่อกี้นี้ เหตุใดจึงมีน้ำเสียงที่คุ้นหูยิ่งนัก ทั้งยังไม่มีไอสังหารแตกต่างจากนักฆ่าทั่วไป รวมถึงคำพูดที่ชายผู้นั้นกล่าวกับนางราวกับว่ารู้จักนางอย่างไรอย่างนั้น!เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่!เวลาผ่านไปกว่าชั่วยามบุรุษตัวสูงผู้นั้นก็เข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร ซินเยว่เล่อแกล้งนอนหลับอยู่บนเตียง จนกระทั่งได้ยินเสียงกระแอมไอของอีกฝ่าย"อะแฮ่ม ไม่ทราบว่าองค์หญิงจะทรงหลับไปถึงเมื่อใดกันพ่ะย่ะค่ะ"ซินเยว่เล่อที่ได้ยินเสียงชายหนุ่มกล่าวเสียดสีจึงทำทีเป็นพึ่งรู้สึกตัว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายหญิงสาวก็ต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง"นี่... นี่ท่านเองงั้นหรือ!""ยินดียิ่งนักที่องค์หญิงทรงจดจำกระหม่อมได้""เป็นท่านที่ชอบย่องเบา
แผนการลักพาตัว"หมดหน้าที่ของพวกเจ้าแล้ว นายหญิงสั่งให้หยุดแค่นี้ก่อนกลับไปรับรางวัลที่เมืองหลวงได้""หึหึ แล้วที่นายหญิงรับปากพวกข้าเรื่ององค์หญิงนั่นเล่า!""หากพวกเจ้าคิดว่ามีปัญญาจัดการนางได้ ก็แล้วแต่พวกเจ้า แต่อย่าให้เรื่องมันสาวมาถึงตัวนายหญิงก็พอ ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเจ้า ไม่ตายดีแน่!""พวกข้ารู้แล้วน่า หึหึ องค์หญิงนั่นงดงามถึงเพียงนั้น แม้ว่าจะยังไม่พ้นวัยปักปิ่นแต่ก็ทำให้อารมณ์บุรุษเพศของข้าพุ่งสูงได้ถึงเพียงนี้ สมกับที่เล่าลือจริงๆ""หึหึ พวกเจ้าก็ระวังตัวให้ดีเถิด จะลักพาตัวสตรีผู้นั้นมิใช่ทำได้ง่ายๆ องครักษ์เกราะทองกว่าครึ่งร้อยที่คอยอารักขานางอยู่ไม่ไกล""หึหึ ท่านอย่าลืมเสีย ว่ามีคนของนายหญิงแฝงตัวอยู่ในนั้นด้วย เหตุใดต้องกลัว หากพวกข้าสามารถจัดการสตรีผู้นั้นได้ นายหญิงคงจะพอใจเป็นอย่างมากเป็นแน่""เอาละ เรื่องนี้ข้าจะไม่ยุ่ง และข้าถือว่าเตือนพวกเจ้าแล้ว""เอาน่า... ท่านจะระแวงอันใดนักหนา แค่สตรีบอบบางเพียงคนเดียว"บุรุษทั้งสามพูดคุยกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางสายตาของใครบางคนที่ลอบ
ในยามนี้คนร้ายตัวจริงได้ทำการวางยาพิษครั้งใหม่ทำให้ชาวเมืองกลุ่มหนึ่งถูกพิษและกลายเป็นโรคระบาดอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีส่วนผสมของพิษค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกครั้ง นอกจากท้องเสียท้องร่วง เป็นผดผื่นมีไข้ ซ้ำยังติดกันง่ายกว่าเดิมทางการได้รีบเร่งแยกคนไข้ที่ป่วยหนักและป่วยระยะแรกออกจากกัน เพื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง ในยามนี้ทุกคนในเมืองต่างเดือดร้อนกันโดยถ้วนหน้าเพียงไม่นานก็มีข่าวลือเกิดขึ้นทันที นั่นคือ ดวงชะตาเป็นปฏิปักษ์ขององค์หญิงซินเยว่เล่อที่ออกมาอาศัยอยู่นอกวัง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนมิรู้คือ การที่หญิงสาวอาศัยอยู่ที่เมืองจี๋หนานของพวกเขาการเกิดโรคระบาดในครั้งนี้จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เอาแต่กล่าวโทษหญิงสาว ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะนาง! มู่หนิงเฉิงที่ได้ยินข่าวลือเช่นนั้นก็เกิดอารมณ์โมโหสั่งให้องครักษ์ตามหาต้นตอของข่าวลือมาให้จงได้ พร้อมทั้งยังลงโทษอย่างหนักสำหรับคนที่จงใจปล่อยข่าวลืออันเป็นเท็จ ทำให้องค์หญิงซินเยว่เล่อต้องเสื่อมเสีย!ความวุ่นวายภายในเมืองจี๋หนาน ถูกส่งต่อเรื่องราวผ่านนกพิราบสื่อสารไปยังผู้
"ท่านแม่ทัพ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!""เกิดอันใดขึ้น!""ในเมืองจี๋หนานพบชาวบ้านติดโรคระบาดกันเพิ่มขึ้นอีกแล้วขอรับ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะรุนแรงกว่าเดิมขอรับ"มู่หนิงเฉิงและซินเยว่เล่อได้แต่หันมาสบตากันอย่างเข้าใจ เรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่!"ท่านแม่ทัพ ท่านรีบสั่งการให้ท่านเจ้าเมืองปิดประตูเมืองก่อนเถิด หากชักช้าคนที่ติดโรคอาจจะนำโรคระบาดออกมาติดชาวบ้านที่อยู่นอกประตูเมือง!""ได้ เจ้าจงนำคำสั่งของข้าไปแจ้งแก่ท่านเจ้าเมือง สั่งปิดประตูเมืองทุกบาน ห้ามคนออกจากเมืองเด็ดขาด!""ขอรับ ท่านแม่ทัพ!""โรคระบาดจะสามารถรักษาได้จริงๆ ใช่หรือไม่""รักษาได้เจ้าค่ะ สาเหตุเพียงเกิดจากพิษของซ่านโถว เมื่อเรารู้ต้นเหตุแล้วก็สามารถรักษาได้ในทันที เพียงแต่ต้องระวังมิให้ประชาชนออกจากประตูเมือง เพราะเกรงว่าจะนำไปติดชาวบ้านที่อยู่นอกกำแพงเมืองก็พอ""เหตุใดต้นไม้เพียงต้นเดียวจึงมีฤทธิ์มากมายถึงเพียงนี้กันนะ!""เป็นเพียงพิษที่ทำให้แพ้เท่านั้นเจ้าค่ะ แต่อาการกลับสามารถติดต่อกันได้ง่ายคล้ายโรคระบาด แต่หากผู้ใดที่มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็อา
สามวันผ่านไปจำนวนของผู้ที่ติดโรคระบาดค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่ติดโรคถูกทางการแยกตัวออกไปรักษาในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อป้องกันการติดต่อกัน"เรียนท่านแม่ทัพ จำนวนผู้ที่ติดโรคลดลงแล้วขอรับ ตอนนี้ทุกคนปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างเคร่งครัดขอรับ""ดีมาก เจ้าไปได้แล้ว""ขอรับ" นายกองที่เข้ามารายงานผลถอยร่นออกไป ก่อนที่องครักษ์ของชายหนุ่มจะเข้ามาแทนที่"คารวะนายท่าน""ได้ความว่าอย่างไร""เรียนท่านแม่ทัพ องค์หญิงทรงหายดีแล้วขอรับ รอบๆ ตำหนักเต็มไปด้วยองครักษ์ ข้าน้อยไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ขอรับ""ช่างเถิด แค่รู้ว่านางสบายดีก็พอแล้ว องค์ไท่จื่อและฝ่าบาทจะได้สบายพระทัยเสียที เจ้าจงนำสารนี้ส่งให้ถึงมือองค์ไท่จื่อ""ขอรับนายท่าน"หลังจากที่องครักษ์ออกไปจากห้องแล้ว ชายหนุ่มได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ"เจ้าหายดีแล้วพี่ก็สบายใจ"…ทางด้านตำหนักแสงจันทร์"องค์หญิงจะทรงออกไปข้างนอกจริงๆ หรือเพคะ""ใช่!""แต่ว่าด้านนอกยังมีชาวบ้านที่ติดโรคระบาดอยู่นะเพคะหากพระองค์ติดโรคระ
หลังจากที่เยว่เล่อสั่งการให้ท่านหมอฝูไปทำการรักษาเหล่าข้าหลวงในตำหนักแสงจันทร์ ก่อนที่ชายหนุ่มจะออกมาเพื่อรายงานบางอย่างแก่หญิงสาว"ทูลองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ""ได้ความว่าอย่างไรบ้างท่านหมอฝู""โรคระบาดที่ว่านั้นเกิดจากพิษของต้นซ่านโถวพ่ะย่ะค่ะ""ต้นซ่านโถว! ต้นไม้พิษน่ะหรือ""ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่เดิมมีต้นกำเนิดจากเมืองซ่านโถว เมล็ดของมันสามารถนำมาบดเป็นผงมีฤทธิ์คล้ายยาถ่าย แต่ให้ผลที่รุนแรงกว่าพ่ะย่ะค่ะ""ที่ท่านกล่าวมา หมายความว่ามีคนจงใจ ทำให้เกิดโรคระบาดเช่นนั้นหรือ""อาจจะเป็นเช่นนั้น พ่ะย่ะค่ะ""แล้วพอจะมีทางรักษาให้หายหรือไม่เล่า""ย่อมต้องมีทางรักษาให้หายอย่างแน่นอน พ่ะย่ะค่ะ""เช่นนั้น คงต้องรบกวนท่านหมอฝูแล้ว หากท่านต้องการสิ่งใดก็ขอให้แจ้งแก่ลู่กงกงได้เลย มิต้องเกรงใจ""พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง"เหล่าข้าหลวงภายในตำหนักแสงจันทร์ได้รับการรักษาจนกระทั่งมีอาการดีขึ้น โดยทำตามคำแนะนำของท่านหมอเทวดาคือการดื่มน้ำที่ต้มสุกเท่านั้น และหากท้องเสียจนเกิดอาการอ่อนเพลียก็สามารถแก้ไขด้วยการดื่มน้ำต้มสุกที่ผสมกับเกล







