LOGINผ่านพ้นอาหารมื้อเย็นไปด้วยความราบรื่น พวกลู่ซินหลินก็เข้าที่พักด้วยความเหนื่อยล้า รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาเกือบรุ่งเช้า ลู่ซินหลินลุกขึ้นจากเตียงแล้วหยิบหน้ากากหนังมนุษย์มาสวมอย่างระมัดระวัง เหอฮุ่ยน่าและชิวหลิงหยุนก็ตื่นตาม พวกนางต่างทำเช่นเดียวกัน และพากันเดินออกมาชมบรรยากาศยามเช้า เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สตรีอีกสองนางกำลังยืนประสานสายตา ท่าทางราวกับพร้อมจะลงไม้ลงมือกันได้ทุกเมื่อ “เอ๊ะ” ลู่ซินหลินอุทานพร้อมทำท่าจะเดินหนี นางรู้จักสตรีนางหนึ่งเป็นอย่างดี แต่อีกนางหนึ่งแม้ไม่เคยพบเจอตัวเป็นๆ แต่ก็เคยเห็นจากรูปวาดว่าสตรีนางนี้เป็นผู้บงการให้ชายในตลาดมืดลักพาตัวนางไปขาย ยังดีที่สุดท้าย ท่านพี่หานช่วยนางกลับจวนอ๋องได้อย่างปลอดภัย เห็นลู่ซินหลินชะงักฝีเท้า สตรีสองนางที่เดินตามหลังก็ชะเง้อคอมองภาพตรงหน้า “น้องสาว เจ้ารู้จักพวกนางหรือ” เหอฮุ่ยน่าเปลี่ยนสรรพนามเรียกไม่ให้ผู้ใดสงสัย “พวกสตรีที่ติดตามหนานหยางอ๋องมาเจ้าค่ะ” ลู่ซินหลิน ปรับน้ำเสียง แล้วทำท่าเป็นไม่ใส่ใจ วางแผนจะเดินผ
นั่งรอไปได้ไม่ถึงสองชั่วยาม ก็มีหมอหญิงมาเพิ่มอีกสองคน ทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งมีผู้ติดตามสองคน อีกคนมาคนเดียวเท่ากับว่ามีหมอหญิงที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาทั้งสิ้นเจ็ดคน และมีผู้ติดตามแปดคน รวมเป็นสิบห้าคน“เชิญพวกท่านรับประทานอาหารกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะเป็นการคัดเลือกรอบสอง” เสียงของคนพรรคมารกล่าวบอกกับพวกนางระหว่างรับประทานอาหาร โต๊ะที่มากันสี่คนก็กวาดตามองไปยังโต๊ะอื่นๆ“เฮ้อ ทำไมต้องเสียเวลาคัดเลือกด้วย ยังไงพวกเราก็ชนะอยู่แล้ว” สตรีนางหนึ่งในโต๊ะพูดขึ้นมาเสียงดัง“นั่นสิ ถึงพวกเราทั้งสามคนไม่ได้เป็นหมอ แต่ก็มีประสบการณ์มาหลายปี เรื่องรักษาแม้หลับตายังรักษาหาย”เสียงของสตรีจากอีกโต๊ะดังไม่แพ้กัน “เฮอะ ดูลิ้นสำคัญมาก* ไม่ลืมตาดูหน่อยหรือย่างไร”
ขณะที่พวกเขาทั้งหมดกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น องครักษ์ก็เข้ามารายงานซ่างเทียนหลิน“ถวายบังคมฝ่าบาท คารวะท่านอ๋อง ตอนนี้หนานหยางอ๋องเข้าไปในพรรคมารแล้วพะย่ะค่ะ”“เขาไปกับใครบ้าง” ซ่างเทียนรุ่ยเอ่ยถาม“มีสตรีตามไปด้วยสองนาง เอ่อ ผู้หนึ่งคืออนุลู่ อีกนางชื่อว่าเยี่ยนจิงหนิง สตรีที่” องครักษ์เอ่ยเท่านี้ก็ถูกหยุดด้วยมือของซ่างเทียนหลินที่ยกมาห้ามไว้ซ่างเทียนหลินมองไปยังลู่ซินหลิน“หลินเอ๋อร์ สตรีสองนางนั้นล้วนรู้จักเจ้า เจ้าจะรับมือไหวหรือไม่”“ท่านพี่ ข้ามั่นใจว่าข้าทำได้” ลู่ซินหลินตอบด้วยความหนักแน่น“ดี แต่หากไม่ไหวอย่างไรให้ส่งสัญญาณเรียกพวกข้า”ลู่ซินหลินพยักหน้ารับคำ รอยยิ้มหวานเจืออยู่บนใบหน้า“ข้าจะทำให้เต็มที่”“พวกข้าไม่ปล่อยให้นางเป็นอะไรไปหรอก” เหอฮุ่ยน่าและชิวหลิงหยุนน้ำเสียงจริงจังบอกกับซ่างเทียนหลินไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ถึงวันที่พรรคมารรับสมัครหมอที่มีฝีมือมารักษาบุคคลสำคัญในพรรคมาร แม้ว่าในประกาศจะไม่แจ้งรายละเอียด แต่พวกหมอที่เดินทางมาก็รู้จากข่าววงในว่าเป็นการรักษาประมุขพรรคมาร ซึ่งหากรักษาหายก็จะได้ชื่อเสียงเกียรติยศและทรัพย์สินเงินทองหลั่งไหลมาไม่ขาดสายที่น่าสนใจคือการ
หลังจากได้รับจดหมายตอบจากซ่างเทียนรุ่ย ซ่างเทียนหลินก็เข้าวังเพื่อเข้าไปพูดคุยกับซ่างเทียนหรู ซึ่งในช่วงเช้าตอนเข้าท้องพระโรงเขาให้องครักษ์เข็นรถเข็นเข้าไป และแสร้งทำเป็นอ่อนแอจำเป็นต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานหนานหยางอ๋องมองเขาด้วยสายตาสมเพช มุมปากยกยิ้มพึงพอใจ“ชินอ๋องเจ็บหนักขนาดนี้ก็พักผ่อนรักษาตัวนานๆ เถิด” เขากล่าวอย่างพี่ชายใจดีซ่างเทียนหลินขยับรถเข็นแล้วจ้องหน้าเขาด้วยสายตาโกรธแค้นแบบไม่ปิดบัง“คงต้องเช่นนั้น เพราะข้าไม่ระวังตัว จึงถูกคนชั่วลอบทำร้าย ขอบใจหนานหยางอ๋องที่เป็นห่วง”สองสายตาปะทะกันซึ่งๆ หน้า ขุนนางในท้องพระโรงได้แต่ยืนนิ่งเงียบไม่เคลื่อนไหวหรือส่งเสียงใดๆ ออกมาหลังจากว่าราชกิจในท้องพระโรงเสร็จ องครักษ์ก็เข็นรถเข็นของซ่างเทียนหลินไปยังตำหนักของไทเฮาพร้อมกับซ่างเทียนหรู เพียงแต่พวกเขาแวะพูดคุยที่ศาลาในสวนดอกไม้ก่อนจะถึงที่หมายโดยไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตซ่างเทียนหลินนั่งอยู่บนรถเข็น มีซ่างเทียนหรูนั่งเก้าอี้ในศาลา“เจ้าก็นั่งลงด้วยสิ” ซ่างเทียนหลินเอ่ยบอกองครักษ์ที่เข็นรถเข็น“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะไม่เชิญข้านั่งเสียแล้ว” องครักษ์ผู้นั้นเลื่อนเก้าอี้ก่อนที่จะนั่งลงอย่างส
“ทะ ท่านอ๋องเดินไม่ได้แล้ว” สองมือเรียวยกขึ้นมาปิดหน้าบดบังน้ำตาที่ไหลริน ลู่เสี่ยวลี่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “โอ้ สวรรค์ช่างใจร้ายยิ่งนัก คนดีๆ อย่างชินอ๋องต้องกลายมาเป็นคนพิการตลอดชีวิต” นางเห็นพี่สาวของตนร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสงสารจึงยกมือขึ้นมาปลอบ “ท่านพี่มีฝีมือแพทย์ไม่เป็นรองใคร รักษาชินอ๋องไม่ได้หรือเจ้าคะ” ลู่ซินหลินสะอื้น ยกมือปาดน้ำตา “ข้าก็รู้เรื่องแพทย์แค่งูๆ ปลาๆ ศึกษาการแพทย์จากตำรา ไม่มีอาจารย์คอยสั่งสอน จะมีความรู้ที่ไหนมารักษาท่านอ๋องให้หายดี” ลู่ซินหลินจับมือทั้งสองของลู่เสี่ยวลี่ราวกับจะขอความช่วยเหลือ “หนานหยางอ๋องกว้างขวางยิ่งนัก มีหมอเก่งๆพอจะแนะนำให้ท่านอ๋องของข้าบ้างหรือไม่” ลู่เสี่ยวลี่ดึงมือของตนให้หลุดจากการเกาะกุม“ช่วงนี้ท่านอ๋องยุ่งยิ่งนัก ข้าแทบไม่ได้พบเจอเลย หากข้าได้พบท่านอ๋องจะถามให้นะเจ้าคะ นี่ก็เสียเวลาพอสมควรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน ไว้จะมาเยี่ยมท่านใหม่นะเจ้าคะ”นางรีบปฏิเสธและขอตัวกลับทันใดลู่ซินหลินอมยิ้มรู้ทันสตรีตรงหน้า“ขอบใจเจ้ามากๆ นะ ช่วงนี้ข้าต้องดูแลท่านอ๋อง คงไ
ซ่างเทียนหลินและลู่ซินหลินพักอยู่ในหุบเขาอีกสองวันก็ถึงกำหนดที่ต้องกลับเมืองจู่เฉิง เขาทั้งสองมารออยู่ที่ข้างหน้าผาเพื่อรอคอยคนที่มารดาของลู่ซินหลินให้มารับ รอได้ไม่นานนักก็มีเชือกห้อยลงมาด้านล่าง ซ่างเทียนหลินหยิบเชือกมามัดรอบเอวของเขาและลู่ซินหลิน แขนแกร่งข้างหนึ่งยึดจับเชือกให้มั่น อีกข้างหนึ่งโอบเอวลู่ซินหลินจนแน่น เมื่อเขากระตุกเชือกเพียงเล็กน้อย ฉับพลันเชือกนั้นก็ถูกดึงขึ้นข้างบนอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นหน้าผาสูงชันที่คนทั่วไปไม่สามารถขึ้นลงได้อย่างสะดวก แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในหุบเขานี้ การขนย้ายคนขึ้นลงหุบเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน ก็พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขาเตรียมรถม้าและรถเข็นสำหรับซ่างเทียนหลิน ซ่างเทียนหลินโอบเอวของลู่ซินหลินค่อยๆ ก้าวเท้าเดินอย่างเชื่องช้า ชายผู้นั้นรีบผลักรถเข็นมาตรงหน้าเขา “ใช้รถเข็นซะ จะได้ไม่รบกวนผู้อื่น” ซ่างเทียนหลินเหลือบตามองบุรุษผู้นั้น “นางเป็นฮูหยินข้า ไม่ถือว่ารบกวนหรอก”“ท่านอ๋องใช้รถเข็นดีกว่าเพคะ ระยะนี้ควรหลีกเลี่ยงการเ







