تسجيل الدخولสองพี่น้องฝาแฝด ที่ได้รับสมญานามแฝดอัจฉริยะ ได้มาเกิดใหม่ในยุคต่างมิติ และยังคงเป็นแฝดกันเหมือนเดิม อีกทั้งความทรงจำจากชีวิตเดิมยังคงอยู่ แต่ในโลกใหม่ที่คำว่า'เหนือฟ้า ยังมีฟ้า' ทำให้สองพี่น้องจำต้องเลือกหนทางเดิน เพื่อพาพวกเขาและครอบครัวใหม่ ให้มีชีวิตรอดจากสิ่งเลวร้าย ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนพายุโหมกระหน่ำ
عرض المزيد“ฮูหยิน ต้องการซื้อหาผ้าชนิดใดขอรับ สอบถามข้าน้อยได้ ข้าน้อยจะช่วยแนะนำขอรับ” คนงานในร้าน เอ่ยถามแขกที่พวกเขารู้ดี ว่านางคือใคร แต่เวลานี้นางมาในร้านค้าของสกุลจาง ก็ต้องนับเป็นลูกค้าเช่นคนอื่น ๆ “หรงเหลียนฮวาอยู่ที่ใด” คำพูดของเจียงชูเหนียง ทำให้เสียงจอแจเงียบลง ราวกับมันคือมนต์สะกดให้ผู้คนนั่งงัน “ฮูหยินท่านนี้ คงหมายถึงเถ้าแก่เนี้ยน้อยของเราใช่หรือไม่ขอรับ” “ใช่!” “อนุเจียงมาพบข้าถึงที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือ” เจียงชุเหนียง ตวัดสายตาไปยังคนพูด เมือ่ฐานะของนาง ที่คนทั้งจวนต่างเรียกว่าฮูหยิน ถูกลูกเลี้ยงเรียกขานเป็นเพียงอนุต่ำชั้น “ข้าคือฮูหยินจวนหรง” “แต่งตั้งกันเมื่อใดเล่าเจ้าคะ ทั้งที่ท่านเสนาบดี เพิ่งหย่ามารดาข้าไปยังมิทันสามเดือนเสียด้วยซ้ำ หรือทำตัวเป็นฮูหยินมานาน จนลืมฐานะแท้จริงของตนเองไปแล้ว” จางเหลียนฮวา ก้าวมาหยุดอยู่ต่อหน้าภรรยาน้อยของบิดา สายาที่มองอีกฝ่าย มิได้หยามหยัน แต่ก็มิได้อ่อนโยนจนอีกฝ่ายไร้ยำเกรง นางวางตัวได้อย่างเหมาะสมยิ่งนัก “จะมากไปแล้วนะ! บุตรสาวที่เอาเรื่องในบ้า
“เจ้าทำเหมือนไม่รู้จักคนชั้นสูง ว่าสิ่งใดสำคัญสุดในชีวิต ระหว่างความรักกับอำนาจ อย่างไรอำนาจก็อยู่เหนือสิ่งอื่นใด” เจียงชูเหนียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียเยาะหยัน นางที่เติบโตมากับการเป็นรอง ไยจะไม่รู้จักเรื่องเหล่านี้ดี ที่นางเพียรสร้างทุกอย่างขึ้นมา ก็เพื่อมิให้บุตรสาวอันเป็นที่รัก ต้องมีชีวิตแบบเดียวกับนางอย่างไรเล่า “ฮูหยินทำใจให้สบายนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะนายท่านหรือคุณชาย ล้วนรักฮูหยิน เรากลับเรือนกันดีก่อนไหมเจ้าคะ” “ข้าจะไปดูหน้านังเหลียนฮวา ว่าจะมีดีสักแค่ไหน จึงทำให้ผู้คนยกยอได้ขนาดนั้น” เจียงชูเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเชิดใบหน้าขึ้นสูง พร้อมทำตามความตั้งใจเดิม นางต้องไปดูให้เห็นกับตา ว่าลูกเลี้ยงนั้นมีดีอันใด ไยผู้คนถึงนับหน้านักหนา เท้าบางเดินนำสาวใช้ออกไป ด้วยใจที่เต็มไปด้วยไฟที่กำลังผลาญ ราวกับทั้งใจของนางจะมอดไหม้เสียให้ได้ คล้อยหลังเป็นมารดาไปแล้ว เจียงเล่อถง ได้ก้าวออกมายืนอยู่หน้าเรือน มองตามหลังผู้เป็นแม่ไป เขายังไม่ได้เข้าไปในห้องหนังสือของบิดา แค่เดินหายไปให้พ้นสายตาของมารดาก็เท่านั้น คงเป็นเช่นที่ท่านย่าได้กล่าวไว้ ว่าความร
จวนเสนาบดีฝ่ายขวา เจียงชูเหนียง ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องหนังสือของสามี ด้วยท่าทางร้อนใจ หลังจากได้รับข่าวมาเรื่องลูกเลี้ยง ที่ปรากฏตัวอยู่ในร้านผ้าสกุลจาง “ท่านพี่ รู้ข่าวของพวกมันรึยังเจ้าคะ” ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของสามี นางก็รู้ได้ทันที ว่าเขาเองก็ต้องรู้เรื่องมาแล้วเช่นเดียวกัน “เจ้าจะเสียงดังไปทำไมกัน”ท่านเสนาบดีตวัดสายตามองภรรยา ด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัว มันมิใช่แค่บุตรสาวคนโตปรากฎตัวเท่านั้น แต่เรื่องที่เขาได้หย่ากับภรรยาเอก ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองหลวง ประหนึ่งไฟลาม “ท่านพี่ว่าข้ารึเจ้าคะ” ใบหน้าที่ยังคงมีความงาม งอง้ำในทันที ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปนั่งลงเก้าอี้ข้างสามี “ข้ายิ่งมีเรื่องต้องให้คิด เจ้าอย่าได้มาทำตัวเหมือนสาวแรกรุ่นได้ไหม ประเดี๋ยวข้าจะไปพบท่านพ่อ เจ้าอย่าได้ออกไปก่อเรื่องเพิ่มให้ข้าอีกเข้าใจไหม” ท่านเสนาบดี หันไปสั่งภรรยา ด้วยรู้นิสัยของนางดี ว่าถ้ามีเรื่องให้ไม่พอใจ มักจะทำทุกสิ่งตามที่ต้องการ โดยไม่สนว่าจะมีผลกระทบใดตามมา ครั้งนี้สกุลจางได้ยืนคนละฝั่งกับเขาแล้ว ขุนนางหลายฝ่าย คงจ้องเล่น
จางเหลียนฮวา มองตามแผ่นหลังที่งองุ้ม ไม่เหยียดตรงเช่นที่พบเจอกันในคราแรก ของต้วนชิงชิง นางหาได้สาแก่ใจอันใด กับสิ่งที่อีกฝ่ายได้รับ แต่นี่คือสิ่งที่นางต้องเลือก และเป็นสิ่งที่ต้วนชิงชิงเลือกมันด้วยตนเอง ระหว่างเป็นผู้ถูกกระทำ หรือจะเป็นผู้กระทำ นางไม่ได้ลงมืออันใดให้มากมายแต่เป็นต้วนชิงชิงเอง ที่ก้าวล้ำเส้นมาก่อน คนที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าทุกคน มักมีขุดอ่อนทางอารมณ์ ยั่วยุเพียงลมปาก คนประเภทนี้ก็กระโดดเข้าสู่กองเพลิง โดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน นางไม่ได้อยากรื้อฟื้นหรือทำร้ายใครก่อน แต่ถ้าข้ามเส้นความอดทนของนางเมื่อใด จะใครหน้าไหน นางก็พร้อมชนทั้งนั้น “ฮวาเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ตกใจมากหรือไม่” เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความสงบ บรรดาลูกค้าเริ่มเลือกชมสินค้าอีกครั้ง เพื่อรับส่วนลดพิเศษ ที่หลานสาวเจ้าของร้าน ประกาศไปก่อนเกิดเรื่องเมื่อครู่กันอย่างสำราญใจ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงสายลมพัดผ่าน จ้าวฮูหยินจึงรีบเอ่ยถามว่าที่ลูกสะใภ้ ด้วยความห่วงใย ก่อนจะตวัดสายตาตำหนิบุตรชาย ที่โง่เขลามองคนไม่ออกมาตั้งหลายปี จนทำให้ว่าที่สะใภ้ของนาง ถูกทำร้ายจิตใจต่อหน้าผู้คน แม
“เฟย เจ้าอย่าได้ถกเถียงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รีบมาเถอะ” จางหย่งสือ กลัวที่จะอดปล่อยเสียงหัวเราะออกไปไม่ได้ จึงรีบเรียกเฟยให้เข้ามาเสียที หาไม่แล้วเขาจะถูกเด็กอ้วนแง่งอน ลำบากหาของอร่อยมาง้ออีก “เห็นไหมท่านพ่อ มัวมายืนบ่นข้าอยู่ได้ เร็วๆ เจ้าค่ะ” เฟยสาวเท้ายาวๆ ติดตามบุตรส
“ขอบคุณเจ้าค่ะ นายหญิง”“เพ่ยเพ่ย ข้าฝากเจ้าไปดูคุณชายใหญ่ด้วย อ่อ...ไปตามบิดาเจ้ามาพบข้าที่ห้องหนังสือด้วย”“เจ้าค่ะ นายท่าน”เพ่ยเพ่ยรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนที่พื้นเรือนจะสะเทือน ด้วยฝีเท้าของเด็กอ้วนกลม สร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนทั้งสาม มันคือภาพชินตาของทุกคนในหมู่บ้าน กับความชอบวิ่งของเพ่ยเพ่ย“โต
กุ๊บ! กั๊บ! เสียงม้าหลายสิบตัว ดังมาจากทิศทางของหน้าหมู่บ้าน นั่นทำให้สองหนุ่มสาว รีบคลายอ้อมกอด และวิ่งออกไปรอยังหน้าเรือนรถม้าคันใหญ่วิ่งตรงเข้ามาอย่างเร่งรีบ ใจของสองหนุ่มสาว เต้นมิเป็นส่ำด้วยลุ้นว่าคนในนั้น จะปลอดภัยดีหรือไม่ ยิ่งไม่เห็นคนสนิทอยู่บนม้าตัวใด ใจของชายหนุ่มยิ่งชาหนึบ ขนาดฉินชียัง
แค่ก ๆ เสียงไอถี่ ๆ ของคนในอ้อมแขน ทำให้เฟยอดไม่ได้ที่จะก้มลงมอง ภายนอกนั้นหญิงสาวแทบไม่ค่อยมีร่องรอยบาดแผล ทว่านางกลับไอออกมาเป็นเลือด นางกำลังบอบช้ำภายในและสาหัสอยู่พอตัว เฟยยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง และดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพจ้าวหมิงเยี่ยเอง จะรู้ว่าไม่อาจรอช้าได้ แม้บาดเจ็


















المراجعاتأكثر