Masukสองพี่น้องฝาแฝด ที่ได้รับสมญานามแฝดอัจฉริยะ ได้มาเกิดใหม่ในยุคต่างมิติ และยังคงเป็นแฝดกันเหมือนเดิม อีกทั้งความทรงจำจากชีวิตเดิมยังคงอยู่ แต่ในโลกใหม่ที่คำว่า'เหนือฟ้า ยังมีฟ้า' ทำให้สองพี่น้องจำต้องเลือกหนทางเดิน เพื่อพาพวกเขาและครอบครัวใหม่ ให้มีชีวิตรอดจากสิ่งเลวร้าย ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนพายุโหมกระหน่ำ
Lihat lebih banyakเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก เพียงครู่เดียวเวลาก็ล่วงเลยไปจนเที่ยงวัน หรงเล่อถง ที่ยืนมองพี่สาวคุยกับผู้เป็นย่ามาสักพัก จึงได้ปรากฏตัวขึ้น “เล่อถง คารวะพี่หญิงใหญ่ขอรับ” ชายหนุ่มประสานมือ โค้งกายให้แก่พี่สาวต่างมารดา ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นย่าอย่างเอาใจ คงมีเพียงท่านย่าเท่านั้น ที่กอดเขาด้วยความรักอย่างแท้จริง “โตแล้วยังทำตัวเป้นเด็กอยู่อีก มิอายพี่สาวเจ้าบ้างหรืออย่าไรกัน หืม...” “พี่หญิงมีท่านแม่ใหญ่ให้กอด ส่วนข้า...ข้าไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ท่านแม่สักเท่าใด” ชายหนุ่มเว้นคำเอาไว้ หากเขาจะบอกว่ามารดา ไม่เคยแสดงความรักต่อเขา หากไม่ใช่ยามที่ต้องการผลประโยชน์ เขาแทบมิเคยได้ใกล้ชิดผู้เป็นแม่เลยก็ว่าได้ “น้องสามไม่ต้องมากพิธี เราล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น วันนี้พี่จะนอนเป็นเพื่อนท่านย่าที่นี่เอง” จางเหลียนฮวาเอ่ยกับน้องชาย แน่นอนว่านางก็อยากรู้นัก ว่าคนที่ติดตามนางมา ต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่ เหตุใดจึงเฝ้าจับตาแม้ว่านางอยู่ในวัดวาเช่นนี้ “หากท่านพี่หญิงไม่รังเกียจ ค่ำคืนนี้ข้าจะพักที่นี่เช่นกัน พอดีท่านเจ้าอาวาสให้ข้าช่วยคั
ณ ลานกว้างหลังอาราม ที่นี่เป็นที่พักของฆรวาส ที่อุปถัมภ์วัด ร่างของหญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง กำลังนั่งตัดแต่งกิ่งต้นไม้ในกระถาง โดยมีสาวใช้คู่ใจคอยกวาดใบไม้อยู่ในลานกว้าง เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่นอกเขตเรือน ทำให้ทั้งคู่หยุดมือลง ก่อนจะพากันหันไป ยังที่มาของเสียง อย่างพร้อมเพรียงราวนัดหมาย หยิงชราทั้งสอง หรี่ตามองไปที่ผู้มาเยือน ก่อนที่หรงฮูหยินจะลุกขึ้นยืน แล้วค่อย ๆ ก้าวตรงไปยังหญิงสาว ซึ่งมีใบหน้าละม้ายบุตรชายของนาง “เป็นเจ้าฮวาเอ๋อร์” หญิงชราน้ำตาคลอหน่วย นับสิบปีเชียวนะ ที่นางมิได้พบหน้าหลานสาวแท้ ๆ ต่อให้ฮวาเอ๋อ์จะโตเพียงใด นางก็จดจำหลานสาวของตนเองได้ “ท่านย่า หลานอกตัญญูนัก ที่มิได้มาเยี่ยมเยือนเสียนาน” จางเหลียนฮวา คุกเข่าลงต่อหน้าผู้เป็นย่า ก่อนจะหมอบกราบลงกับพื้น หญิงชรารีบถลาเข้าประคองหลานรักเอาไว้ ก่อนจะพยุงนางลุกขึ้น “แค่ตอนนี้เจ้ามาหาย่า เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ไหนมาให้ย่าดูหน่อย เจ้าโตขึ้นมากทีเดียว งดงามเยี่ยงมารดาเจ้าไม่มีผิด” หญิงชราประคองใบหน้างาม ของหลานสาวอย่างถนอม ดวงตาที่ซื้อไปด้วยน้ำใส ๆ ทำให้จางเหลียนฮ
“เงียบเถอะ เท่านี้ข้ายังแบกรับไม่พออีกหรือ” หรงเล่อถง หันไปดุน้องสาว ก่อนจะหันไปทางมารดา ที่ทำสีหน้ากรุ่นโกรธในตัวเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะหยุดสายตาที่คนของมารดา ที่ก้าวมายืนซ้อนหลังน้องสาวของเขา ชายหนุ่มหัวใจกระตุกวูบไหวไปคราหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปยังพี่สาวต่างมารดา “พี่หญิงใหญ่ เรื่องนี้อย่างไรข้าจะชดเชยให้ท่านนะขอรับ” หรงเล่อถงเอ่ยกับพี่สาว ด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ความสุขุมนั้นส่งให้เขา เป็นคุณชายที่เหมาะแก่การเกิดเป็นบุตรสายตรง มิน่าเกิดจากอนุผู้หนึ่งเลย แต่ที่ทำให้เหล่าฮูหยินที่ผ่านแดดฝนมานานปี ถึงกับพากันขมวดคิ้วอย่างสงสัยใคร่รู้ นั่นคือใบหน้าของคุณหนูจางเหลียนฮวา กับคุณชายสามหรงเล่อถงนั้น มีความละม้ายกันกว่าเจ็ดส่วน ทว่าไยหรงเหมยเหนียง จึงไม่มีเค้าโครงเดียวกับพี่น้อง คนเราต่อให้เกิดกันคนละมารดา ย่อมต้องมีส่วนที่คล้ายคลึงกัน โดยสายเลือดมิใช่หรือ “ท่านพี่ ท่านกำลัง...” “พาท่านแม่กับคุณหนูเล็กกลับจวน” แต่ยังไม่ทันที่หรงเหมยเหนียง จะพุดสิ่งใดออกมาอีก จนเรื่องราวที่ควรจบลง บานปลายไปกว่านี้ ชายหนุ่มจึงสั่งให้คนสนิท พามารดาและน้องสา
“ฮูหยิน ต้องการซื้อหาผ้าชนิดใดขอรับ สอบถามข้าน้อยได้ ข้าน้อยจะช่วยแนะนำขอรับ” คนงานในร้าน เอ่ยถามแขกที่พวกเขารู้ดี ว่านางคือใคร แต่เวลานี้นางมาในร้านค้าของสกุลจาง ก็ต้องนับเป็นลูกค้าเช่นคนอื่น ๆ “หรงเหลียนฮวาอยู่ที่ใด” คำพูดของเจียงชูเหนียง ทำให้เสียงจอแจเงียบลง ราวกับมันคือมนต์สะกดให้ผู้คนนั่งงัน “ฮูหยินท่านนี้ คงหมายถึงเถ้าแก่เนี้ยน้อยของเราใช่หรือไม่ขอรับ” “ใช่!” “อนุเจียงมาพบข้าถึงที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือ” เจียงชุเหนียง ตวัดสายตาไปยังคนพูด เมือ่ฐานะของนาง ที่คนทั้งจวนต่างเรียกว่าฮูหยิน ถูกลูกเลี้ยงเรียกขานเป็นเพียงอนุต่ำชั้น “ข้าคือฮูหยินจวนหรง” “แต่งตั้งกันเมื่อใดเล่าเจ้าคะ ทั้งที่ท่านเสนาบดี เพิ่งหย่ามารดาข้าไปยังมิทันสามเดือนเสียด้วยซ้ำ หรือทำตัวเป็นฮูหยินมานาน จนลืมฐานะแท้จริงของตนเองไปแล้ว” จางเหลียนฮวา ก้าวมาหยุดอยู่ต่อหน้าภรรยาน้อยของบิดา สายาที่มองอีกฝ่าย มิได้หยามหยัน แต่ก็มิได้อ่อนโยนจนอีกฝ่ายไร้ยำเกรง นางวางตัวได้อย่างเหมาะสมยิ่งนัก “จะมากไปแล้วนะ! บุตรสาวที่เอาเรื่องในบ้า
ยิ่งไม่เคยรู้ถึงฝีมือของคู่ต่อสู้ เขายิ่งต้องรีบเผด็จศึก ให้ได้โดยไว จึงมิคิดที่จะลีลาให้ตนเอง กลายเป็นฝ่ายเสียท่า สิ้นคำของชายหนุ่ม เงาร่างในชุดสีดำสองคน ก้าวออกจากหลังฉากกั้น ซึ่งเป็นส่วนด้านหลังห้องที่มีหน้าต่าง “อือๆ” เจ้าของจวนทำได้แค่...ส่งเสียงทัดทานในลำคอ ทว่ากลับไม่สามารถ
น้ำเสียงของชายหนุ่ม ไม่มีคำว่าเสแสร้ง เขาไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมจึงกล้าที่จะพูดความรู้สึกแท้จริงออกมา ทั้งที่เขาไม่เคยให้ใครได้เห็นมันเลยสักครั้ง อาจเพราะนาง เหมือนพี่สาวของเขาก็เป็นได้ “แล้วทำไม จึงไม่ไปหาพวกเขาเล่าเจ้าคะ” “หากข้าทำทุกอย่างได้ตามใจ ก็คงดีไม่น้อย ลูกภรรยารองที่ต้อ
ใช้เวลากว่าสองชั่วยาม อาหารมากมายถูกจัดขึ้นโต๊ะ ซึ่งมันเป็นเวลาที่พระอาทิย์ลับขอบฟ้าไปแล้วเช่นกัน หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว สองย่าหลานก็มานั่งร่วมกินอาหาร รวมถึงสาวใช้ข้างกาย ที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมโต๊ะ กับเจ้านายทั้งสอง“ถงเอ๋อร์ เจ้าได้ข่าวพี่ๆ กับน้องชายเจ้าบ้างหรือไม่”หญิงชราถามถึงหล
“เขาจะแก้แค้นข้า ในครั้งหน้าแน่นอน แต่ช่างปะไร วันนี้ข้ากำชัย ฮ่าๆ”จื่อเว่ยทำได้เพียงส่ายหน้า นางมองออกว่าท่านหมอกับคนรัก มิได้ชิงชังกันแม้แต่น้อย ทว่ามันคือการหยอกเย้า ด้วยความรักใคร่ และต้องสนิทกันมากทีเดียว“ท่านลุงเฟย คืนนี้ลำบากท่านลุงแล้วเจ้าค่ะ”“คุณหนูมิต้องเกรงใจ มันเป็นหน้าที่ และความเต็












Ulasan-ulasanLebih banyak