เข้าสู่ระบบหนึ่งปีก่อนหน้านี้...
"จู้เฉิง เจ้าแน่ใจแล้วรึที่ขอเช่นนี้" ฮ่องเต้ทรงตรัสถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ…สตรีมีมากมาย เหตุใดจำเพาะต้องขอแต่งงานกับสตรีผู้นั้น?
สตรีที่ไม่สมกับเป็นสตรี
สตรีที่ไม่เคยชายตาแลบุรุษใด
สายพระเนตรวาววับ จับจ้องร่างโหวหนุ่มอย่างเฝ้ารอคำตอบ พระองค์กระหายนัก อยากทราบว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้หล่อเหลาฉลาดเฉลียว สร้างผลงานจนประจักษ์ต่อสายตาคนทุกผู้ จึงต้องการแต่งงานกับสตรีห้าวหาญเช่นนั้น
"กระหม่อมแน่ใจที่สุดพะย่ะค่ะ" เขาตอบฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "หากมิใช่นาง กระหม่อมจะขออยู่ลำพังไปจนตาย ไม่สมรสกับสตรีอื่นใด"
“หากเราบังคับเจ้าแต่งกับองค์หญิงสักนางแทนเล่า?” ฮ่องเต้ตรัสลองใจ
บุรุษในเสื้อม่วงปักลายคลื่น เจ้าของนามฉีจู้เฉิง รีบคุกเข่าลงกับพื้น “เช่นนั้นก็สั่งประหารกระหม่อมแทนเถิดพะย่ะค่ะ” แววตาแน่วแน่ สีหน้าจริงจัง ริมฝีปากเม้มเข้า ขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูคล้ายจะขาดใจตามคำที่เอ่ย
ฮ่องเต้แย้มสรวล “เจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าเพียงถามดูเท่านั้น”
"หากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วเจ้ากับนางนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก..." ครานี้รัชทายาทเป็นผู้ตรัส "แต่เจ้าเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่านางจะยอมแต่งกับเจ้า?"
"กระหม่อมแค่มั่นใจว่า ถ้าแต่งกับนางแล้วจะรักนางและตามใจนางแต่เพียงผู้เดียว" ฉีจู้เฉิงหันไปตอบ "เรื่องนางจะรักกระหม่อมหรือไม่ กระหม่อมมิกล้าคาดหวัง..."
"จู้เฉิงหนอจู้เฉิง..." รัชทายาทถอนใจ ก้าวมาใกล้ ตบบ่าฉีจู้เฉิงหนักๆ ทีหนึ่ง "...เมื่อครั้งที่ข้ายังเยาว์ เคยได้ร่ำเรียนมากับนาง และทุกวันนี้ นางก็เป็นหนึ่งในคนสนิทของข้า...เจ้ารู้หรือไม่ว่า นางเป็นสตรีป่าเถื่อนเพียงใด ปากสุนัขเพียงใด กิริยาวาจาโผงผาง หาได้มีความสำรวม ยิ่งไปกว่านั้น นางมิชมชอบเรื่องอ่อนหวานดังเช่นสตรีทั่วไป..."
องค์รัชทายาทนั้น มิได้ตรัสเกินจริงไปแม้แต่น้อย รัชทายาททรงมีอายุไล่เลี่ยกับซื่อเซี่ยยี่ เมื่อครั้งเยาว์วัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเพียงองค์ชายรอง ได้เล่าเรียนวิชาความรู้ไปพร้อมๆกับเหล่าองค์หญิงองค์ชายอื่นๆ รวมทั้งบุตรหลานขุนนางที่รับใช้ใกล้ชิด หนึ่งในนั้นคือซื่อเซี่ยยี่ผู้มักนึกว่าตนเองเป็นบุรุษ
ด้วยนิสัยรักสนุก ขี้เล่น ไม่ถือตัวขององค์ชายรอง ผู้ไม่เคยคิดว่าตนจะมีโอกาสประทับเหนือบัลลังก์มังกร เมื่อรวมกับความซุกซนของซื่อเซี่ยยี่ ทั้งคู่จึงมักไปเล่นด้วยกัน บ้างกลั่นแกล้งผู้อื่น บ้างสร้างความวุ่นวาย บ้างไปตกปลาในสระ จากนั้นเสียบไม้ ก่อไฟย่างปลาจนผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าเกิดเพลิงไหม้ บ้างหนีไปเล่นซนในครัว บ้างรีดไถขอขนมจากนางกำนัล บ้างโดดเรียน จนโดนโบยตีก็หาได้มีความหลาบจำ ความผูกพันเชื่อใจระหว่างทั้งคู่จึงมีมากจนคล้ายกับรุ่นบิดาที่ฮ่องเต้ทรงสนิทสนมกับซื่อเซี่ยเหมิน
"กระหม่อมแต่งกับนางเพราะเป็นนาง" ฉีจู้เฉิงยังตอบโดยไร้ความลังเล "กระหม่อมไม่ได้แต่งกับนางเพื่อให้นางเป็นสตรีที่สงบเสงี่ยม อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน"
รัชทายาทหนุ่มยังแคลงใจ "นางอายุมากกว่าเจ้าถึงสองปีเชียวนะ"
"อายุไม่สำคัญเท่าความในใจที่กระหม่อมมีให้นางพะย่ะค่ะ"
"ดี ตอบได้ดี แค่กๆ!" ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก แต่เพราะพระพลานามัยไม่แข็งแรงนักด้วยโรคที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมกว่าผู้คนวัยเดียวกัน เส้นผมยังแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งศีรษะทั้งที่มีพระชนมายุยังไม่ถึงห้าสิบด้วยซ้ำ
"เสด็จพ่อ!" รัชทายาทรีบรุดไปประคอง แต่ฮ่องเต้ทรงโบกมือว่าไม่เป็นไร หลังจากพระอาการดีขึ้นจึงตรัสกับฉีจู้เฉิงว่า
"เราจะให้ตามที่เจ้าต้องการ เจ้ากับนางรอราชโองการได้เลย" ชั่วขณะหนึ่ง พระองค์นึกถึง ซื่อเซี่ยเหมิน บิดาของซื่อเซี่ยยี่ที่ได้ฝากให้พระองค์ช่วยจัดการเรื่องคู่ครองก่อนจะสิ้นใจ...แม่ทัพซื่อ ในที่สุดภาระที่ท่านฝากไว้กับเรา จะได้รับการปลดเปลื้องลงจากบ่าของเราเสียที!
ส่วนรัชทายาทนั้นทรงกระพริบพระเนตรปริบๆ ดูท่าว่าเมื่อราชโองการออกไปแล้ว พระองค์จะเป็นคนแรกที่ถูกซื่อเซี่ยยี่แหวกอกควักหัวใจโยนให้สุนัขกิน!!
แต่ฉีจู้เฉิงกลับทำทองไม่รู้ร้อน เมื่อได้ยินพระราชดำรัสจากฮ่องเต้ จึงคุกเข่าคำนับอีกครั้ง "ขอบพระทัยที่ทรงพระกรุณาพะย่ะค่ะ!"
ซื่อเซี่ยยี่นึกเห็นใจคนฟั่นเฟือนผู้นี้...อา คนบ้ามักบอกว่าตัวเองไม่บ้า เป็นเช่นนี้สินะ นางถอนใจแล้วพูดต่อ "น้องชาย เจ้าเชื่อข้าเถอะ แต่งกับข้า ไม่มีความสุขหรอก เจ้าล้มเลิกความคิดเถอะนะ""ข้าไตร่ตรองและคิดถี่ถ้วนดีแล้ว จึงได้ไปเข้าเฝ้า ทูลขอสมรสพระราชทาน" ฉีจู้เฉิงยิ้มบาง "ขอเพียงได้ติดตามอยู่ข้างกายท่านแม่ทัพ ไม่ว่าต้องทำเช่นไรข้าก็ยอม""ถ้าต้องการแบบนั้น มิสู้มาเป็นลูกน้องข้า!""แต่ข้าอยากดูแลท่านทั้งในยามศึกและยามอยู่บนเตียงนี่""หน้าไม่อาย!""ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เยินยอ" ฉีจู้เฉิงเดินมาใกล้อีก ครานี้ยื่นมือมาโอบเอวนาง "ข้าว่าท่านควรรับราชโองการแต่โดยดีเถิด ท่านเป็นขุนนางภักดีมานาน อย่าได้เสียเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เลย"ซื่อเซี่ยยี่ตอบโต้ด้วยสัณชาตญาณการป้องกันตัวระยะประชิด...คนผู้นี้มือไวชะมัด! นางจับมืออุ่นที่เอวและออกแรงบีบรุนแรง ดึงร่างสูงเข้าหาตัว เตรียมจะบิดไพล่ไปด้านหลังของเขา แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะหมุนตัวตามการบิดหมุนของนาง ทำให้นางเป็นฝ่ายเสียหลักเอง!"ท่านแม่ทัพ เดินระวังหน่อย" เขาเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "เช่นนี้อย่างไรเล่าท่านถึงต้องมีคนอยู่เคียงข้าง""เจ้า!" นางไม่คาดว่าเขา
สองวันต่อมา จวนแม่ทัพ"จื๋อจินอู่ ซื่อเซี่ยยี่ รับราชโองการ!""หม่อมฉัน จื๋อจินอู่ ซื่อเซี่ยยี่ น้อมรับราชโองการ" หญิงสาวคุกเข่าลงเบื้องหน้าขันทีคนสนิทของฮ่องเต้"ด้วยพระบัญชาแห่งองค์ฮ่องเต้ จื๋อจินอู่ ซื่อเซี่ยยี่ แห่งกองกำลังพิทักษ์แผ่นดิน สร้างความดีความชอบไว้มาก มีความจงรักภักดีเหนือใคร ทั้งยังเก่งกล้ามากด้วยความสามารถ เพื่อให้สกุลซื่อและสกุลฉีได้มีบุตรหลานสืบสกุลและช่วยแบ่งเบาราชกิจ จึงแต่งตั้งให้จื๋อจินอู่ ซื่อเซี่ยยี่ เป็นฟูเหรินของฉางผิงโหว ฉีจู้เฉิง ขอให้ซื่อเซี่ยยี่ปฏิบัติหน้าที่ฟูเหรินอย่างเหมาะสม ควรค่าแก่การยกย่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่คนรุ่นหลังสืบไป จบราชโองการ"ซื่อเซี่ยยี่ฟังแล้วตกตะลึงนิ่งงันอยู่กับที่ จนรองแม่ทัพกองกำลังพิทักษ์แผ่นดิน หยางหมี่เฟิงต้องสะกิดให้รู้สึกตัว…ตัวบัดซบตัวไหนคือฉีจู้เฉิง?!โทสะแล่นริ้วหาที่ระบายยาก มองเห็นขันทีคนสนิทม้วนแผ่นผ้าหลังจากประกาศโองการเสร็จ นางพลันลุกพรวด ยื่นมือคว้าคอเสื้อเขาจนแทบหงายหลัง"ม...แม่ทัพซื่อ...โปรดระงับโทสะด้วย""ท่านแม่ทัพ รับราชโองการก่อนเถิดเจ้าค่ะ!" หยางหมี่เฟิงช่วยเตือนสติอีกแรง"ไม่! จนกว่าข้าจะรู้ว่า เจ้าคน
หนึ่งปีก่อนหน้านี้..."จู้เฉิง เจ้าแน่ใจแล้วรึที่ขอเช่นนี้" ฮ่องเต้ทรงตรัสถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ…สตรีมีมากมาย เหตุใดจำเพาะต้องขอแต่งงานกับสตรีผู้นั้น?สตรีที่ไม่สมกับเป็นสตรีสตรีที่ไม่เคยชายตาแลบุรุษใดสายพระเนตรวาววับ จับจ้องร่างโหวหนุ่มอย่างเฝ้ารอคำตอบ พระองค์กระหายนัก อยากทราบว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้หล่อเหลาฉลาดเฉลียว สร้างผลงานจนประจักษ์ต่อสายตาคนทุกผู้ จึงต้องการแต่งงานกับสตรีห้าวหาญเช่นนั้น"กระหม่อมแน่ใจที่สุดพะย่ะค่ะ" เขาตอบฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "หากมิใช่นาง กระหม่อมจะขออยู่ลำพังไปจนตาย ไม่สมรสกับสตรีอื่นใด"“หากเราบังคับเจ้าแต่งกับองค์หญิงสักนางแทนเล่า?” ฮ่องเต้ตรัสลองใจบุรุษในเสื้อม่วงปักลายคลื่น เจ้าของนามฉีจู้เฉิง รีบคุกเข่าลงกับพื้น “เช่นนั้นก็สั่งประหารกระหม่อมแทนเถิดพะย่ะค่ะ” แววตาแน่วแน่ สีหน้าจริงจัง ริมฝีปากเม้มเข้า ขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูคล้ายจะขาดใจตามคำที่เอ่ยฮ่องเต้แย้มสรวล “เจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าเพียงถามดูเท่านั้น”"หากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วเจ้ากับนางนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก..." ครานี้รัชทายาทเป็นผู้ตรัส "แต่เจ้าเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่านางจะยอมแต
เขารับมาและกรอกมันลงคอบ้าง เหล้าร้อนไหลผ่านลำคอ ผิวกายร้อน ขณะนี้ภายในยิ่งร้อนกว่า เขายกมันขึ้นดื่มอีก แต่ยังไม่ทันได้กลืนลงคอ นางก็ก้มศีรษะในท่ากลับหัวนั้นมาตรงหน้าหน้าเขาและประทับริมฝีปากนางเข้ากับริมฝีปากเขา บังคับให้เขาแบ่งปันมันให้นาง"หวานจริง" ชายหนุ่มเอ่ยชมขณะผละจากริมฝีปากบาง "ชิมจากจอกยังไม่หวานเท่านี้"นางไม่ตอบคำเขา เพียงยืนและช่วยเขาแกะกวานออกจากศีรษะ ปล่อยผมเขาลงมา และช่วยเขาสระผม"ข้าทำเองก็ได้ ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก เซี่ยเอ๋อร์...""เจ้าทำช้ายิ่ง กว่าจะอาบน้ำสระผมเสร็จ จันทร์คงลับฟ้าไปแล้ว"แม้จะผ่านศึกมาหมาดๆ แต่ผมของเขายังเป็นเงางามกว่านางเสียอีก...ซื่อเซี่ยยี่ตักน้ำรดศีรษะเขา แล้วใช้หวีหวีให้ผมไม่พันกัน จากนั้นจึงใช้สบู่สระผมให้เขาอย่างนุ่มนวลเท่าที่จะทำได้"เจ้าจะทำเช่นนี้ให้ข้าทุกวันได้หรือไม่?" เขาถามเสียงออดอ้อนยิ่ง"ไม่ได้ ข้าเมื่อยขาแทบตายแล้ว""เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะนวดให้ เจ้าปรารถนาท่าไหน บอกข้ามาได้""มีดีอันใดก็ใช้ออกมาให้หมด""ตามแต่ท่านแม่ทัพจะบัญชาขอรับ" เขาเอ่ยยิ้มๆนางสระผมให้เขาเป็นครั้งที่สองจึงตักน้ำล้างฟองออกจนเกลี้ยง หยิบน้ำมันหอมออกมา"กลิ่นหอมแปลกด
กระท่อมร้างแห่งนี้ห่างจากแหล่งกบดานของคนร้ายไม่ไกลนัก เมื่อเปิดเข้าไปดูก็เจอดรุณีน้อย และเด็กเล็กหน้าจิ้มลิ้ม พร้อมกับทารกวัยแบเบาะตามจำนวนที่ได้รายงานไว้ กลุ่มคนสามช่วงวัยกำลังร้องไห้ระงมเพราะหวาดกลัว"ดูแลเรื่องอาหารการกินหรือยัง?""ให้ทหารไปหาซื้อของกินในเมืองแล้ว ส่วนเด็กทารกคงต้องเป็นน้ำข้าวไปก่อนขอรับ""ทารกควรกินนม หาใช่น้ำข้าว" ซื่อเซี่ยยี่มีท่าทีไม่พอใจ นางโกรธพวกโจรสารเลวนี่จนตัวสั่นหันซ้ายหันขวา สตรีที่ถูกจับมายังเป็นเพียงเด็กสาว ไม่มีใครเป็นสตรีเพิ่งคลอด นางเดินเข้าไปถามสตรีที่อุ้มทารกไว้ "ทารกสองคนนี้ถูกลักพาตัวมานานหรือยัง""ประมาณ สองสามวันแล้วเจ้าค่ะ พวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร เลยบดหมั่นโถวที่คนพวกนั้นเอามาให้ แล้วผสมน้ำ แล้วค่อยกรองเอาแต่น้ำให้พวกเขาดื่ม" เด็กสาวนางนั้นตอบ พลางมองทารกที่อ้าปากร้องแทบไม่มีเสียงอย่างนึกสงสารซื่อเซี่ยยี่พยักหน้า เดินออกมาพร้อมกับส่งสัญญาณเรียกลูกน้องมารวมแถว "บ้านใครมีเหนียงซื่อ (ภรรยา) หรือสตรีเพิ่งคลอดลูก ก้าวออกมา!"นายทหารสองนายยกมือขึ้นและร้องตอบ"ข้าขอรับ""ข้าด้วย""เจ้าสองคนแบ่งเด็กสองคนนี้ไปดูแลให้ดีจนกว่าจะหาบิดามารดาของเด็กเจอ
"ขอรับ!" เสียงเหล่าทหารขานรับกันพร้อมเพรียง วิ่งวุ่นทำตามคำสั่ง"แบ่งกำลังส่วนหนึ่งค้นหาให้ทั่วว่ามันเอาเด็กและสตรีไปซ่อนไว้ที่ใด หากหาไม่เจอก็ไปลากพวกมันมาถาม หากมันไม่ตอบก็เฆี่ยนพวกมันจนกว่าจะตอบ!""ขอรับ!""เหนื่อยหรือไม่ เซี่ยเอ๋อร์?" ฉีจู้เฉิงเดินมาหาพร้อมถุงใส่น้ำใบย่อมที่ทำจากกระเพาะแกะนางคว้าไป ไม่มีแม้แต่คำว่าขอบใจ เมื่อน้ำถ่ายเทจากถุงเข้าปาก นางก็พ่นออกมา"นี่มันน้ำนี่!" นางบอกสายตาขุ่น เหวี่ยงถุงน้ำฟาดกับอกแกร่ง "ข้าต้องการสุรา หาใช่น้ำไม่""เพิ่งใช้แรงกาย ถ้าดื่มเหล้าทันทีจะไม่ดีต่อสุขภาพนะ" ชายหนุ่มยิ้มบาง "เอาไว้เราเข้าตัวเมืองแล้วข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าให้จุใจทีเดียว"ดวงตาหรี่น้อยๆยังคงมองมาที่เขา"อีกอย่าง...จะเมาในเวลางานได้อย่างไร?"ซื่อเซี่ยยี่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างนึกขัดใจ "ขอกินให้ชื่นใจสักสามสี่อึกน่า" นางต่อรอง"ทำไมพูดเหมือนข้าพกติดตัว?" เขาทำหน้าฉงน"ก็..." ซื่อเซี่ยยี่ทำจมูกฟุดฟิด "มีกลิ่นเหล้าจางๆออกมาจากตัวเจ้า..." นางเดินวนรอบตัวชายหนุ่มและกระดิกนิ้วเป็นเชิงบอกว่าให้ส่งมันมาให้นาง "ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าข้าชมชอบสุราเพียงใด ส่งมา"เขาหัวเราะน้อยๆ แล้วหยิ







