LOGIN“ชุดที่ข้าสวมใส่มาอยู่ที่ไหน? ทำไมข้าไม่เห็นมีอยู่ในกองข้าวของนี้เลย เจ้าได้นำมาด้วยหรือเปล่า?” ซูลี่ถามขึ้นด้วยความร้อนรนใจ
“ชุดสีทองประหลาดนั้นข้านำมันใส่หีบเสื้อผ้ามาพร้อมกับเครื่องประดับแล้วนะคะ คุณหนูลองเปิดในหีบดูหรือยัง?” ตงตงถามซูลี่กลับไปเพื่อความแน่ใจ
“ข้าเปิดดูแล้ว และข้าก็รื้อเสื้อผ้าทุกอย่างออกมาหมดแล้วด้วย แต่ข้าก็ยังไม่เห็นชุดของข้าเลย” สีหน้าของ ซูลี่เริ่มไม่สู้ดีนัก ตงตงจึงรีบเข้าไปช่วยรื้อหาทันที
ทั้งสองคนรื้อหาชุดไทยอยู่ในกองตั้งนานแต่ก็ไม่พบเสียที ซูลี่รู้สึกเจ็บปวดที่นางไม่สามารถรักษาสิ่งของ ชิ้นเดียวที่เป็นตัวตนของนางได้
ซูลี่หยุดรื้อข้าวของทุกอย่าง พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นด้วยความเจ็บปวดใจ น้ำตาของนางไหลลงมาอาบแก้ม เพราะชุดไทยชุดนี้สำคัญกับนางมาก เพราะชุดไทยชุดนี้คือชุดที่บ่งบอกว่านางเป็นใคร และมาจากไหน มันคือสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้นางรู้จักตัวเองเสมอ และทุกครั้งที่ซูลี่มองไปที่มัน มันก็ทำให้ซูลี่คลายความคิดถึงบ้านไปได้
แต่ตอนนี้ชุดไทยชุดนั้นได้หายไปแล้ว เท่ากับว่าตัวตนของนางได้หายไปด้วย
เมื่อตงตงหันมาเห็นว่าคุณหนูของตัวเองกำลังนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นอย่างเงียบ ๆ นางจึงพูดขึ้น “เดี๋ยวข้าจะกลับไปหาระหว่างทางอีกครั้ง เพื่อชุดของคุณหนูจะร่วงหล่นได้” พูดจบ ตงตงก็รีบวิ่งออกไปจากหอนอนนี้ทันที
ซูลี่มองตงตงวิ่งออกไปด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยและผิดหวัง นางกลัวว่าตงตงจะไม่สามารถหาชุดไทยของนางเจอได้
ในขณะที่ท่านแม่ทัพหลี่กำลังเดินไปรอบ ๆ บริเวณจวนของตัวเองเพื่อตรวจตราบริวารอยู่นั้น จู่ ๆ สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้าชุดสีทองเหลืองอร่ามที่ตกอยู่ที่พื้น ท่านแม่ทัพหลี่จึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ มันและหยิบขึ้นมาดู
“นี่มันชุดประหลาดที่คุณหนูหวางสวมใส่ในวันที่นางเจอดาบของข้านี่น่า” พูดกับตัวเองเสร็จ ท่านแม่ทัพหลี่ก็เดินถือชุดไทยสีทองเดินมายังหน้าหอนอนของซูลี่ทันที
เมื่อท่านแม่ทัพหลี่เปิดประตูหอนอนของนางเข้ามา ก็เห็นร่างบางของซูลี่กำลังนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด เขาที่เพิ่งมาเห็นก็เกิดความสงสัยขึ้นทันที
ท่านแม่ทัพหลี่นั่งย่องย่อลงตรงหน้าของซูลี่ พร้อมกับถามนางขึ้นเบา ๆ “เจ้าเป็นอะไร?”
“ฮือออออออออออออออออออออออ” นางไม่ได้ตอบอะไรเขากลับมา แถมนางยังร้องไห้หนักกว่าเก่าเสียอีก
คุณชายหลี่รู้สึกตกใจไม่น้อยที่ได้เห็นหญิงสาวจอมดื้อและไม่มีมารยาทอย่างนางกลับอ่อนไหวมากถึงเพียงนี้ ทำให้พรางคิดในใจว่า “หรือว่าจะเป็นเพราะนางต้องจากบ้านมาไกล นางมาอยู่ที่จวนของตระกูลหวางได้ไม่ทันไร นางก็ต้องย้ายมาอยู่ที่จวนของตระกูลหลี่อีก นางคงรู้สึกเหมือนว่านางเป็นคนเร่ร่อนอย่างแน่นอน”
“หากเจ้าไม่สบายใจเรื่องที่ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย ข้าไม่สามารถปล่อยให้เจ้าอยู่ที่จวนของตระกูลหวางเพียงลำพังได้จริง ๆ” ท่านแม่ทัพหลี่พูดขึ้นกับนางด้วยเสียงที่อ่อนโยน
“ฮืออออออออออออออออออออ ข้าอยากกลับบ้าน” ซูลี่ร้องไห้ออกมาอย่างงอแง เพราะเมื่อไม่มีชุดไทยชุดนั้นแล้ว นางก็รู้สึกหลงทางจนอยากกลับบ้านเสียเหลือเกิน
“อยู่ที่นี่พี่จะปกป้องเจ้าเอง” ท่านแม่ทัพหลี่พูดด้วยเสียงอ่อนโยนอีกครั้ง พร้อมกับเข้าไปกอดร่างบางของนางไว้
ซูลี่ลืมความโมโหที่นางมีต่อเขา นางร้องไห้ออกมาในอ้อมกอดของเขาด้วยสายน้ำตาที่มากมายเหลือเกิน
“ฮืออออออออออออออออออออ”
ในขณะที่ซูลี่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่ทัพหลี่อยู่นั้น จู่ ๆ ตงตงก็เดินเปิดประตูหอนอนเข้ามาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังที่ไม่สามารถหาชุดไทยของซูลี่เจอได้
ตงตงทิ้งตัวนั่งลงคุกเข่าอยู่ต่อหน้าซูลี่และท่าน แม่ทัพหลี่ด้วยน้ำตาแห่งการสำนึกผิดที่นางได้ทำให้คุณหนูของตนต้องเจ็บปวด “คุณหนูอภัยให้ข้าด้วย ข้าทำให้ท่านเจ็บปวดเพราะข้าทำชุดประหลาดของท่านหาย คุณหนูได้โปรดอภัยให้ตงตงคนนี้ด้วย ฮือออออออออออออออออออ”
“ชุดประหลาดของซูลี่? หรือว่าจะเป็น?” ท่านแม่ทัพหลี่รู้สึกเอ๊ะใจกับคำพูดของตงตง เขาจึงคลายอ้อมกอดออกจากซูลี่ และยื่นชุดสีเหลืองทองให้กับนางทันที
“นี่ใช่ชุดที่พวกเจ้ากำลังตามหากันอยู่ใช่หรือไม่?” ท่านแม่ทัพหลี่ถามซูลี่ขึ้น
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด นี่มันชุดไทยของข้าจริง ๆ ด้วย” ซูลี่กรี๊ดร้องออกมาด้วยความดีใจ เพราะในที่สุดชุดไทยนี่ก็ยังอยู่กับนาง
ท่านแม่ทัพหลี่รู้สึกประหลาดใจในตัวซูลี่ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อกี้นางยังคงนั่งร้องไห้อย่างน่าสงสาร แต่ตอนนี้นางกลับส่งเสียงดังแสบหูแถมทำท่าทางประหลาดอีกด้วย
และด้วยความที่ซูลี่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ นางจึงเผลอ...
จุ๊ฟ
นางจึงเผลอไปหอมแก้มของท่านแม่ทัพหลี่โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ท่านแม่ทัพหลี่ตาโตเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อโดนหญิงสาวตรงหน้าหอมแก้มเข้าให้ เกิดมาในชีวิตของเขาไม่เคยมีหญิงใดกล้าทำกริยาเช่นนี้มาก่อน แต่ว่า...
_______________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
บทที่ 12ตั๋วเดินทางกลับบ้านหลังจากรถม้าเคลื่อนตัวสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดรถม้าก็มาจอดลงหน้าประตูจวนสกุลหลี่ทันทียาหยีและหลี่อี้ลงมาจากรถม้า และมุ่งหน้าสู่ประตูจวน และเมื่อหลี่อี้เป็นคนเปิดประตูจวนเข้าไป เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบกับร่างบางของสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งราวกับสวรรค์เมตตาได้ยินคำเรียกร้องของยาหยี วินาทีแรกที่ยาหยีได้เห็นสตรีผู้นั้น เธอก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจทันที“แม่!”“ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า แต่ข้าคือแม่มดที่จะพาเจ้ากลับสู่โลกที่เจ้าจากมา” คำตอบของแม่มดทำเอายาหยี่แทบร้องไห้มาทันที เพราะแม่มดผู้นี้หน้าตาเหมือนกับแม่ของเธอราวกับคนคนเดียวกันหรือว่า...นี่จะเป็นแม่ของเธอในอดีตชาติ“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะเป็นคนมาหาพวกเจ้าเองเมื่อถึงเวลา และตอนนี้ก็ถึงเวลา ข้าจะส่งเจ้ากลับไปตามที่ใจของเจ้าปรารถนา”เมื่อยาหยีได้ยินแม่มดมีมี่พูดขึ้นแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก “งั้นช่วยพาข้ากลับตอนนี้เลยนะคะ ข้าอยากกลับบ้านไปหาแม่ของข้าใจจะขาดแล้ว”“ได้”ทางด้านของหลี่อี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบพูดรั้งยาหยีขึ้น “เจ้าแน่ใจที่จะกลับไปจริง ๆ อย่างงั้นรึ? ในเมื่อสวรรค์ส่งเจ้าให้ข้ามภพมาไกลขนา
และในขณะนั้นเอง เสียงที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที“ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท”“อ้าวท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิง! วันนี้เจ้าเข้าวังด้วยอย่างงั้นรึ? มาสิ ๆ เข้ามานั่งด้วยกันก่อน”ยาหยีหันควับไปก็พบกับท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงทันที เธอพยายามหนีห่างจากเขา แต่ดูเหมือนว่าจะหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นเสียอย่างงั้น!“วันนี้กระหม่อมเข้ามาตรวจอาวุธในคลั่งพะยะค่ะ กลัวว่าหากไม่ตรวจตาบ่อย ๆ อาจจะทำให้มีคนลักลอบออกไปขายได้พะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงตอบกลับไปทันที“เจ้านี่ช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก! นาน ๆ ทีเจ้าจะเข้ามาในวัง ปกติหากอยากพบเจ้า ข้าต้องไปตามหาตามที่ฝึกซ้อมหรือไม่ก็สนามรบเท่านั้น วันนี้มาดื่มน้ำชาเพื่อพูดคุยด้วยกันก่อนสิ แถมวันนี้ยังมีเหยาเหยาและองครักษ์หลี่มาร่วมด้วย” ฮ่องเต้พูดเชิญขึ้นทันที และใครจะกล้าปฎิเสธพระราชาของแผ่นดินได้ล่ะ ดังนั้นแม้ว่าทุกคนอยากจะออกจากตรงนี้ไป แต่ทว่าพวกเขากลับต้องนั่งสนทนาต่อไปกับฮ่องเต้ผ่านไปสักพักใหญ่ เรื่องราวส่วนใหญ่ที่ทั้ง 4 คนสนทนากันก็มักจะเป็นเรื่องราวทั่ว ๆไปเท่านั้น ส่วนมากจะเป็น 3 บุรุษมากกว่าที่คุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนยาหยีที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องข
บทที่ 11เบาะแสการเดินทางกลับบ้าน“กลับบ้าน? บ้านของเจ้าอยู่ที่เมืองใดกันล่ะ? เดี๋ยวข้าขับรถม้าไปส่งเองก็ได้” เขาถามขึ้น“หากข้าพูดไปเจ้าจะเชื่อหรือไม่ว่าบ้านของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่บ้านของข้าอยู่ในอนาคต”“หา?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที “อนาคต? ข้าเคยได้ยินคำร่ำลืมกันว่าน้าโซ่ผู้ซึ่งเป็นน้าสะใภ้ของข้านั้นมาจากอนาคต แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”“มันเป็นเรื่องจริง! น้าโซ่มาจากอนาคต และข้าเองก็มาจากอนาคตเหมือนกัน น้าโซ่ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ทำให้ต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป แต่ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว และข้าก็ไม่รู้จักใครที่นี่ด้วย ข้าอยากกลับอนาคตไปหาแม่ของข้า ป่านนี้แม่ของข้าคงรอข้ากลับบ้านแล้ว”“หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด แล้วข้าจะช่วยเจ้าหาทางกลับบ้านได้อย่างไรกัน?” เขาถามเธอขึ้นต่อ“น้าโซ่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า มีแม่มดตนหนึ่งที่สามารถส่งจดหมายและข้าวของไปอนาคตได้ หากข้าได้พบนางอีกสักครั้ง นางจะช่วยข้ากลับบ้านได้อย่างแน่นอน” ยาหยีพูดขึ้นอย่างมีความหวัง“แล้วแม่มดผู้นั้นอยู่ที่ใดกันล่ะ?” “ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของนางเลยสักนิด น้าโซ่บอก
“ได้สิ! ที่นี่บ้านของท่านน้าโซ่ เจ้าจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น งั้นก็เดินตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนก่อน เดินทางมานานคงเหนื่อยแย่”เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินนำยาหยีเข้าไปที่ด้านในจวนทันทีด้านในจวนของท่านแม่ทัพหลี่นับว่าเป็นจวนที่ใหญ่มาก แถมยังมีทั้งทหารและสาวใช้มากมายอีกด้วย ยาหยีไม่แปลกใจเลยที่น้าโซ่ติดใจที่จะอาศัยอยู่ที่แทนเมื่อหลี่อี้พายาหยีมาถึงหน้าหอนอน เขาแบกของของเธอเข้าไปด้านในหอนอนทันที ก่อนที่จะพูดขึ้น “อีกสักพัก ถิงถิง จะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวดูแลเจ้า เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกนางได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นของเจ้าทั้งหมด”ยาหยีพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับถามเขาขึ้น “แล้วนี่ท่านจะไม่อยู่จวนแล้วหรอ?”“ข้าเป็นองครักษ์ วันนี้ฮ่องเต้มีเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ข้าต้องติดตามไปด้วย เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลไป ที่นี่มีทหารมากมายคอยคุมกันเจ้า และเดี๋ยวเสร็จงานแล้วข้าจะกลับมา” พูดจบ เขาก็เดินจากไปทันทีเมื่อเวลายามค่ำคืนมาถึงยาหยีรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมากเมื่อนึกภาพที่ฮูหยินมารดาของท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงออกปากไล่เธอ แถมท่านแม่ทัพจ้าวที่บอกว่าจะปกป้องเธอ กลับยืนนิ่งเฉยให้เธอถูกไล่ออกมาเสียอย่าง
บทที่ 10หนี่ฮาวท่านแม่เมื่อข้ามฝั่งกลับมาได้ ยาหยีก็ได้กลับมาเจอกับน้าสาวของเธอที่กำลังรออยู่ที่ค่ายทหาร ทั้งสองคนกอดไว้แน่นอย่างสุขใจ ก่อนที่ยาหยีจะเริ่มถามทุกความสงสัยทันทีและยาหยีก็ได้คำตอบว่า น้าโซ่ของเธอได้ข้ามภพมาที่นี่เพราะดาบโบราณเมื่อ 3 ก่อน และทำให้ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ ทั้งสองคนฝ่าฝันอุปสรรคมาด้วยกันจนตกหลุมรักกัน และแต่งงานกันในที่สุด หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน น้าโซ่ก็ได้พบกับหญิงสาวคนนั้นที่บอกว่าตัวเองเป็นแม่มดที่สามารถสื่อสารข้ามมิติได้ แม้ว่าน้าโซ่ของเธอจะไม่เชื่อเท่าไหร่นักในตอนแรก แต่ก็ลองส่งจดหมายไปแจ้งให้ทุกคนที่บ้านรู้ว่าเธอไม่ได้หายตัวไปไหน แต่แค่ข้ามภพมาเท่านั้นเอง และเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ น้าโซ่ของเธอก็ได้ผ้าไหมโบราณที่มาจากสำเภาใหญ่ที่เดินทางกลับจากสยาม เธอคุยไปมากับเถ้าแก่ผ้าผู้นั้นจนรู้ว่าผ้าไหมที่ได้มานี่เป็นของตระกูลของเธอในยุคนี้ จวบกับจังหวะที่น้าโซ่ได้พบกับแม่มดผู้นั้นอีกครั้ง เธอจึงขอให้แม่มดผู้นั้นส่งสไบผ้าไหมสีทองนี้ไปให้ยาหยี แต่เธอไม่คิดว่ามันจะนำพาหลานสาวของตัวเองให้ข้ามภพตามกับมายาหยีที่รู้แบบนั้นก็ต้องการพบแม่มดคนนั้นทันที เพราะตัวเอง
บทที่ 9การหนีผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ยาหยีเดินเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับร่างบางของเหมยฟางกำลังยืนรอเธออย่างใจจดใจจ่อ“ได้ผ้าตามที่ต้องการไหมเจ้าคะ? หากไม่ได้ ข้าจะได้พาท่านหญิงไปหาผ้าที่ร้านอื่นแทน” เหมยฟางพูดขึ้น“ได้แล้ว ได้ตรงตามที่ใจของข้าต้องการเลย งั้นเรากลับกันเถอะ” พูดจบยาหยีก็เดินนำเหมยฟางไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนของม่อเที้ยนอี้ทันทียามค่ำคืนมาถึงหลังจากที่ยาหยีกลับมาถึงจวนก็เป็นช่วงที่ม่อเที้ยนอี้กำลังวุ่นวายกับงานของเขาทั้งวัน จนทำให้เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเธอเลย แต่ตอนนี้งานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงมาหาเธอที่หอนอนทันที“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พาตามที่ใจปรารถนาแล้ว เช่นนั้นแล้วงานแต่งงานของเราคงจะราบรื่นใช่หรือไม่?”“แน่นอนเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราจะราบรื่นอย่างแน่นอน”เมื่อได้รับคำตอบจากยาหยีแบบนั้น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ถามยาหยีขึ้นต่อทันที “ก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว และสามีของเจ้าก็คือแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงที่ปลอมตัวเข้ามาในจวนของข้า เหตุใดจึงต้องโกหกข้าเช่นนั้น?”จะให้ตอบกลับไปว่าอย่างไงดีล่ะ!ยาหยีคิดอยู่ครู่หนึ







